บล็อกนี้ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องจาก แดนอรัญ แสงทอง

วันเสาร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2553

แม็ตตี้ รอสส์ และพลพรรคคนเถื่อนผู้มีหัวใจอารยะ

บทความวิจารณ์โดย ทวีศักดิ์ แก้วเข้ม
ขอบคุณนิตยสาร ฅ.คน ที่ให้ความอนุเคราะห์บทความชิ้นนี้ 

เรื่องราวของอีเด็กสาวอายุเพียง 14 ปีคนหนึ่ง ทิ้งบ้านทิ้งช่องออกไปในวันหนึ่งของฤดูหนาว รอนแรมไปบนหลังม้ากับมือปราบห้าวๆ 2 คน เพื่อไล่ล่าโจรที่ฆ่าพ่อของตนอย่างเอาเป็นเอาตาย ประทับตรึงใจข้าเหลือประมาณจนอดรนทนไม่ไหวต้องมาบอกเล่าสู่กันฟัง...


อีเด็กสาวใจเด็ดเดี่ยวผู้นี้มีนามกรว่า แม็ตตี้ รอสส์ เป็นคนพูดจาโผงผางตรงไปตรงมา ติดจะเอาจริงเอาจังเกินเด็ก ไม่มีจริตจะก้านเป็นผู้ลากมากดีแบบอีเด็กสาวติ๋มๆ อย่างที่เราเห็นอยู่เกลื่อนกล่นในปัจจุบันนี้หรอก ลองว่าแม็ตตี้มันอยากจะได้อะไรขึ้นมาแล้วล่ะก็เป็นกัดไม่ปล่อย ในความไร้เดียงสาของมันซ่อนซุกความมุ่งมั่นในจุดหมายเอาไว้เต็มเปี่ยม ในความแก่นแก้วของมันแฝงสัมมาคารวะเอาไว้ในจังหวะที่ควรมีสัมมาคารวะ ความห้าวหาญบวกมานะของอีเด็กสาวชาวไรคนนี้ทำให้มือปราบอ้วนตาเดียว – รุสเตอร์ ค็อกเบอร์น และมือปราบเจ้าสำอางผมวัวเลีย – ลาบีฟ ยอมใจให้มันร่วมขบวนพลพรรคไปด้วยจนบรรลุภารกิจ กระนั้นตอนท้ายๆ ก็เล่นเอาใจหายใจคว่ำสะบักสะบอมไปตามๆ กัน

พี่ลาบีฟหัวแตก น้ารุสเตอร์โดนปืนที่หน้าและไหล่ สำหรับอีแม็ตตี้กลายเป็นเดชอีด้วนไป

พลันที่แม็ตตี้ทราบข่าวสายฟ้าฟาดว่าพ่อของมันโดนไอ้ทอม เชนีย์ ลูกจ้างในไร่ยิงกลางแสกหน้า ปล้นเอาเงิน ทองคำ และม้าไป ระหว่างเดินทางมาซื้อม้ากับผู้พันสโตนฮิลล์ ที่ฟอร์ทสมิธ มันก็รีบจับรถไฟขึ้นมาขอรับศพ มันจัดแจงทุกสิ่งทุกอย่างเสร็จสรรพเป็นอันดีแล้วก็ส่งศพพ่อของมันกลับบ้านโดยไม่ยอมกลับมาร่วมพิธีศพ มันต้องการให้ไอ้คนที่ฆ่าพ่อชดใช้การกระทำของมันด้วยชีวิตเท่านั้น มันเช่าโรงแรมอยู่เพียงลำพัง จัดการขายม้าคืนกลังให้ผู้พันสโตนฮิลล์ ตาแก่คนนี้แม็ตตี้ต้องชิงไหวชิงพริบอยู่นานครันจนได้เงินมาก้อนหนึ่ง จากนั้นมันจึงไปติดต่อทาบทามรุสเตอร์ ค็อกเบอร์น มือปราบอ้วนตาเดียวผู้มาดหมายว่า “ถ้าได้ตายตอนยิงกะใครสักคนก็คงจะสุขบรม”

มันเจรจาธุรกิจไล่ล่าโจรใกล้สำเร็จอยู่รอมร่อ พี่ลาบีฟมือปราบเจ้าสำอางผมวัวเลียแห่งเทกซัสก็ดันมาขัดขวางได้เสียนี่ ลาบีฟกำลังตามจับไอ้ทอม เชนีย์เหมือนกัน มันเห็นเป็นการสมควรว่ารุสเตอร์กับมันควรจับมือกันในภารกิจนี้ แต่ถ้าต้องกะเตงอีเด็กแก่แดดคนหนึ่งเดินทางไปด้วยนี่ก็จะเป็นเรื่องโง่บรม แม็ตตี้โกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงที่รุสเตอร์เห็นดีเห็นงามตามลาบีฟ แต่มันก็ไม่ยอมแพ้หรอก มันจัดการหาม้ามาตัวหนึ่ง ขี่ติดตามสองมือปราบไปอย่างไม่ลดละความเพียร จนสุดท้ายทั้งสองต้องยอมในความเด็ดเดี่ยวของมัน แม็ตตี้ รอสส์ และพลพรรคจึงพากันร่วมรอนแรมไปบนหลังม้า มีปืนผาครบครัน ฝ่าความหนาวเยือกเพื่อออกตามล่าตัวไอ้โจรห้าร้อย

รุสเตอร์ขี่ไอ้โบม้าคู่ทุกข์คู่ยากบัญชาการ ลาบีฟขี่ไอ้แกลบตัวเล็ก ส่วนแม็ตตี้ขี่ลิตเติ้ลแบล็คกี้ – ม้าที่จะช่วยชีวิตแม็ตตี้ด้วยชีวิตของมันเอง!

สามพระหน่อระหองระแหงกันไปตลอดทาง คอยคุยข่มคุยทับกันไม่หยุดไม่หย่อน กว่าจะสามัคคีคาวบอยกันได้ บ้างก็ล่วงเข้าเขตแดนกบดานของไอ้ลัคกี้เน็ด เป็ปเปอร์ กับสมุนของมัน (มีไอ้ทอม เชนีย์ตัวร้ายรวมอยู่ด้วย) ไอ้หัวหน้าโจรร่างเล็กคนนี้เคยโดนรุสเตอร์ยิงปากแหว่งมาครั้งหนึ่งแล้ว แต่ก่อนที่จะได้ฉะกันให้ฝุ่นตลบอบอวลเป็นศึกตัดสินว่าใครจะอยู่ใครจะไป แม็ตตี้ก็มามีอันได้ปะหน้ากับไอ้ทอม เชนีย์ตัวต่อตัว ตอนที่มันไปตักน้ำเพื่อจะเอามาล้างหน้าล้างตา มันจัดการยิงไอ้โจรหนึ่งโป้งด้วยปืนรุ่นโบราณของพ่อมันจนไอ้โจรซี่โครงหัก ตอนนี้เองที่ไอ้ทอม เชนีย์เอ่ยปากขอโทษว่ามันเสียใจที่ยิงพ่อของแม็ตตี้ บอกว่ามันเมา มันไม่ตั้งใจ จากนั้นมันก็ใช้ชั้นเชิงโจรรวบตัวแม็ตตี้เอาไว้จนได้ ร้อนถึงรุสเตอร์กับลาบีฟต้องมาช่วยแก้ไข

สองมือปราบแบ่งหน้าที่กันโดยลาบีฟปืนเขาขึ้นมาช่วยแม็ตตี้ส่องไอ้ทอม เชนีย์ด้วยปืนควายประจำตัวหนึ่งโป้งจนมันบาดเจ็บ แต่ก็เผลอโดนมันเอาหินทุบหัวแตกจนได้ขณะช่วยยิงสกัด ระหว่างที่รุสเตอร์บุกเดี่ยวตะลุมบอนกับไอ้เน็ด เป็ปเปอร์และลูกสมุน กว่ามือปราบอ้วนตาเดียวจะเสร็จศึกมาช่วยอีกแรง แม็ตตี้ก็ดันตกลงไปติดแหง็กในโพรงงูหางกระดิ่งเพราะแรงถีบของปืนควายที่มันยิงใส่ไอ้ทอม เชนีย์ แม็ตตี้แขนซ้ายหักและโดนงูหางกระดิ่งกัดเอาขณะยักแย่ยักยันช่วยตัวเองอยู่เพียงลำพันในโพรง หลังรุสเตอร์จัดการไอ้ทอมจอมอึดให้ไปพบกับยมบาลแล้วจึงเอาเชือกผูกเอวลงมาช่วยแม็ตตี้ออกจากโพรงหินได้ในที่สุด ทั้งนี้ก็ด้วยการช่วยเหลืออันทุลักทุเลของลาบีฟ

แม็ตตี้อาการเป็นตายเท่ากัน รุสเตอร์จึงจัดแจงควบขี่ลิตเติ้ลแบล็คกี้รีบพาแม็ตตี้ไปหาหมอ (ไอ้โบตายเสียแล้วตอนรุสเตอร์บุกตะลุยเดี่ยว) รุสเตอร์เฆี่ยนแล้วเฆี่ยนอีก ม้าเผ่นโผนไปข้างหน้า ห้อเต็มฝีเท้าเพื่อยื้อยุดชีวิตเจ้านายของมันเอาไว้ ระยะทางแสนไกล ม้า 1 ตัวกับคน 2 คน คนหนึ่งได้รับบาดเจ็บ คนหนึ่งร่อแร่ใกล้ตาย มันคือช่วงเวลาแห่งการพิสูจน์จิตใจ ในที่สุดลิตเติ้ลแบล็คกี้ก็ทรุดฮวบลงขาดใจตาย รุสเตอร์จัดการแบกแม็ตตี้ขึ้นหลังวิ่งต่อไป ระหว่างทางแกจำใจต้องปล้นเกวียน ยืมรถม้าชาวนาอินเดียน พาแม็ตตี้มาหาหมอที่ฟอร์ทสมิธได้สำเร็จ

วีรกรรมแห่งการไล่ล่าครั้งนี้จึงเอวังลง

แม็ตตี้รอดตายกลับบ้าน แต่ก็ต้องแลกกับแขนหนึ่งข้าง รุสเตอร์ได้รับการแคะเอากระสุนลูกปรายออกจากหน้าและไหล่ แล้วก็ดำเนินชีวิตมือปราบอ้วนตาเดียวของแกต่อไป ส่วนลาบีฟหลังจากพักรักษาอาการบาดเจ็บที่หัวแล้วก็จัดการนำศพไอ้ทอม เชนีย์ไปยังเทกซัสโน่น

หลังแยกย้ายจากกัน เรื่องราวของแม็ตตี้ รอสส์ และพลพรรค ก็หาได้ยุติแต่เพียงเท่านี้ไม่ พวกเขายังคงใช้ชีวิตไปตามวิถีของแต่ละคนอีกนานครัน จนกระทั่งชราภาพไปตามๆ กัน แม่แม็ตตี้ รอสส์ ครองตัวเป็นสาวทึนทึกดูแลแม่อยู่ที่บ้านไร่และเป็นเจ้าของธนาคาร ไม่มีโอกาสได้พบเจอรุสเตอร์และลาบีฟอีกเลย แกได้ยินเพียงข่าวคราวกระเส็นกระสายมาเท่านั้น จนกระทั่งมือปราบอ้วนตาเดียวมาตายจากไปแบบศพไม่มีญาติ แม็ตตี้แกจึงเดินทางไปขุดศพมาฝังไว้เสียใหม่ที่สุสานประจำตระกูลและทำหินจารึกชื่อไว้อย่างดิบดี

แม้แม็ตตี้ รอสส์มันจะเป็นเพียงเด็กสาวอายุ 14 มีอุปนิสัยเค็ม งกเกินตัว หัวหมอ ดื้อ และแก่แดด แต่ข้าก็เผลอรักมันให้เข้าแล้ว (อย่างยากแก่การต้านทาน) โดยรูปการณ์แล้วคนอย่างแม็ตตี้ รอสส์, รุสเตอร์ ค็อกบอร์น, ลาบีฟ, ป้าฟลอยด์, ผู้พันสโตนฮิลล์ กระทั่งโจรห้าร้อยอย่างไอ้ทอม เชนีย์, ไอ้ลัคกี้เน็ด เป็ปเปอร์ กับสมุนของมัน อาจถูกมองว่าเป็นคนเถื่อนในสายตาของบรรดาอารยชนในโลกปัจจุบัน ทว่าข้ากลับรู้สึกว่าคนเถื่อนเหล่านี้มีหัวใจที่มีอารยะ ในความดิบ – เถื่อน – ถ่อย ข้ามองเห็นความเป็น “คนจริง” ของพวกเขา และในทัศนะของข้า “คนจริง” นั้นมี “ความเป็นอารยะ” ซ่อนซุกอยู่ในหัวใจเสมอไม่มากก็น้อย ชนิดที่ผู้ที่เรียกตัวเองว่าเจริญแล้วแอบอิจฉาตาร้อนและนับถืออยู่ลึกๆ

ถ้าท่านอยากรู้จักแม็ตตี้ รอสส์ และเหล่าคนเถื่อนคนอื่นๆ มากกว่าที่ข้าได้บอกเล่าไปแล้วล่ะก็ ลองหาอ่านเอาเต็มๆ จากหนังสือที่แม่แม็ตตี้ในวัยชราแกเล่าไว้ก็แล้วกัน นายชาร์ลส์ ปอร์ติส เขาบันทึกไว้เสียอย่างละเอียดลออ และมีคนแปลเป็นภาษาไทยไว้แล้วอย่างฉกาจฉกรรจ์ ใช้ความพยายามสักหน่อยก็หาอ่านได้ไม่ยากหรอก

เห็นจะต้องจบเสียทีละ

.......................................................................

อารยชนคนเถื่อน (True Grit)
ชาร์ลส์ ปอร์ติส : เขียน
แดนอรัญ แสงทอง : แปล
พิมพ์ครั้งที่ 2 : สำนักพิมพ์สามัญชน  


4 ความคิดเห็น:

  1. ไม่ระบุชื่อ28 สิงหาคม 2553 01:10

    น่าสนใจครับ แล้วจะอุดหนุนนะครับ

    นายศักดิ์ชัย

    ตอบลบ
  2. ไม่ระบุชื่อ4 กันยายน 2553 02:56

    ซื้อเป็นสมบัติของตัวเองแล้ว... กำลังจะเริ่มอ่านค่า

    กานต์หทัย

    ตอบลบ
  3. จะต้องไปหาอ่านมาให้ได้ในเร็ววัน

    ตอบลบ
  4. ไม่ระบุชื่อ18 มิถุนายน 2556 20:46

    คุณเครือวัลย์ ฉันก็รู้จัก

    ตอบลบ