บล็อกนี้ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องจาก แดนอรัญ แสงทอง

วันพุธที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

เดียวดายใต้ฟ้าคลั่ง



แดนอรัญ แสงทอง – เขียน / จัดพิมพ์โดย สนพ.สามัญชน
บทความวิจารณ์โดย Filmsick (หรือนามจริง วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา - นักเขียนที่มีผลงานนิยาย เช่น โรงแรมอัลฟ่าวิลล์ (แปลเป็นภาษาอังกฤษโดยมาแซล บารังส์), กะหรี่รันทด และบทความวิจารณ์ตีพิมพ์ในนิตยสาร Filmvirus, Bioscope, Filmax, Vote, October , สารคดี, อ่าน และปาจารยสาร ฯลฯ)

นี้ข้าพเจ้าก็หาใช่ชาวพุทธแท้ หรือพอจะพูดได้เต็มปากเต็มคำว่าเป็นพุทธศาสนิกชน หรือแม้แต่จะอวดอ้างว่าได้นับถือพุทธอย่างที่พอจะเทศนาในสิ่งตัวไม่เชื่อได้หรือก็เปล่า เพียงพอก็แต่จะกล้อมแกล้มบอกใครเขาว่าในบัตรประชาชนของข้าพเจ้าระบุศาสนาพุทธ ก็เท่านั้น


และต่อให้แม้ข้าพเจ้าอาจจะไม่นับถือศาสนาใดๆ พอที่จะบอกว่าเป็นศาสนิกได้เลยสักศาสนาอย่างเต็มภาคภูมิอยู่นั่นแล้ว ข้าพเจ้าก็ยังค้นพบว่า นี้คือวรรณกรรมเชิงศาสนา (โลกุตตระตามคำเขาว่า) ที่น่าทึ่งตื่นตาตื่นใจ ใจหายใจคว่ำ ดำมืดและเรื่องเรืองอยู่ในที่จนเจียนบ้าคลั่งยามได้ดำดิ่งลงไปในป่ารกชัฏแห่งแถวทิวตัวอักษรที่หลั่งไหลราวกับมาจากโลกดึกดำบรรพ์นี้


อันเรื่องราวนั้นข้าพเจ้าก็พอจะจับความแต่เพียงเลาๆ ได้ว่าหยิบยกมาจากพุทธประวัติชั้นหนึ่ง เรื่องของนางภิกษุณีท่านหนึ่งในบรราดภิกษุณีจำนวนมากซึ่งพอจะมีระบุอยู่ในบางฉบับประวัติศาสตร์ของบางนิกายสายเก่าแห่งพุทธศาสนา เรื่องราวของพระแม่กีสาโคตมี และความบ้าคลั่งของเธอในการต้องสูญเสียลูกชายให้กับอสรพิษ ก่อนจะได้พบกับพระสมณโคดม

การณ์ก็เป็นที่แน่ชัดอยู่แล้วว่านี้คือเรื่องซึ่งขยายมาจากเรื่องเล่าบุร่ำบุราณ ด้วยท่าทีแลท่วงทำนองการเล่าแบบบุร่ำบุราณ ประหนึ่งดั่งผู้เขียนค่อยคลี่คลายจำแลงตนเข้าไปยังสวนอักษรแห่งสมัยพุทธกาลแลมองเห็นเรื่องทั้งหมดผ่านดวงตาอันช่ำชองเยี่ยงการบันทึกภาพด้วยกล้องจุลทรรศน์ที่เล็งลึกลงไปในรายละเอียดประดามี ซึ่งถาโถมกันมา ทยอยกันมา พรูพรั่งกันมา รายล้อมรอบเหตุการณ์ชวนสะพรึงขวัญของนางกีสา และเวฬุบุตรชายของนาง นางผู้ซึ่งชื่อเสียงเรียงนามได้ถูกลบเลือนไปเสียแล้วเหลือก็เพียงแต่ชื่อซึ่งเป็นเพียงฉายาเรียกมากกว่าจะเป็นชื่อจริง นางทาสผู้ซึ่งขยับฐานะในบ้านขึ้นเพราะมีลูกชายสุดรักสุดดวงใจ นางผู้ซึ่งต้องสูญเสียลูกชายไปอย่างน่าสยดแสยะและกลับสยดสยองยิ่งกว่าในท่ามกลางความเพ้อคลั่งของมารดา

อาจจะกล่าวได้ว่านี่คือภาคโลกุตตระของมาตานุสติ หนังสือโลกียะ ที่บรรจุอาการวิปลาสแค้นคลั่งของแม่ลูกคู่หนึ่งต่อพาลชนริมน้ำเพชร หนังสือมืดดำคลั่งบ้าที่สุดที่ข้าพเจ้าเคยได้ประสบพบมาในชีวิตนี้

อันที่แท้ท่านคงคาดเดาได้ไม่ยากว่าแม้ข้าพเจ้าจะเทิดทูนในสำนวนอันดำดิ่งของแดนอรัญ ข้าพเจ้าก็อยู่ในเกณฑ์ของบุคคลซึ่งจำต้องต่อต้านเรื่องนี้อยู่แต่แรก ในฐานะคนนอกศาสนาที่ไม่อาจจะยอมรับการสั่งสอนเทศนาใดๆ ได้อีกต่อไป เมื่อคำถามแลความสงสัยได้เพาะอสรพิษร้ายขึ้นในใจของข้าพเจ้าเสียแล้วเช่นนั้น

หากมันช่างน่าทึ่ง ที่หนังสือเล่มนี้ หนังสือซึ่งในที่สุดข้าพเจ้าได้ถอยออกจากมันมามองมันในฐานะของเรื่องอ่านเล่นจำพวกหนึ่ง ไม่ได้พยายามกระทำในสิ่งซึ่งหนังสือศาสนาพยายามกระทำต่อข้าพเจ้า แรงกระทำซึ่งนำมายังการต่อต้านของข้าพเจ้า นั่นคือการทำตนเป็นสาธกยกนิทานมากล่าวอ้างพุทธวัจนะ ซึ่งบ่อยครั้งก็เป็นการกล่าวพล่อยๆ บ้าง กล่าวอย่างงูๆ ปลาๆ บ้าง กล่าวเกินเลยบ้าง หนังสือเล่มนี้ทำหน้าที่ในฐานะเรื่องเล่าฉายภาพอันเข้มข้นของเหตุการณ์ที่เกือบจะเป็นความวิปลาส เกือบจะเป็นหายนะ เกือบจะเป็นที่สุดแห่งความทุกข์ระทม (สำหรับข้าพเจ้าแล้วสิ่งที่ตื่นตาตื่นใจที่สุดคือฉากการพบกับชายผู้ละทิ้งทรัพย์ศฤงคารไปอยู่อาศัยกับสุนัข กินอยู่เยี่ยงสุนัข และเห่าหอนอย่างสุนัข ชายผู้เป็นเอตะทัคคะในการครองจีวรเศร้าหมองนั้น และการตอบโต้ของนางกีสาผู้ซึ่งในฉับพลันทันใดได้กลายเป็นหมาแม่ลูกอ่อนที่พร้อมจะกระโจนเข้าต่อสู้ เห่าหอน เยี่ยงแม่สุนัขตัวหนึ่ง) การกล่าวบรรยายอันเข้มข้นของการต่อสู้กับโคลนลึกอย่างหนึ่ง เสือดาวอย่างหนึ่ง แมงมุมตัวเท่าปนาอย่างหนึ่ง และพาลชนอย่างหนึ่ง ได้พาข้าพเจ้าดิ่งลึกไปยังใจกลางแห่งความมืดมนอนธกาลโดยมีการพบกับพระสมณโคดมเป็นแสงหรุบหรู่รำไรอยู่ที่ปลายอุโมงค์

แลการณ์กลับตรงกันข้าม การพบพระสมณโคดมในช่วงท้ายของเรื่องราวกลับถูกนำเสนออย่างสามัญที่สุด บทสนทนาของพระสมณโคดมก็เป็นไปอย่างสามัญที่สุด ราวกับเพียงนางกีสาได้พบกับนักบวชอีกรูปหนึ่งเท่านั้น การตระหนักรู้ของนางกีสาก็เป็นไปอย่างสามัญที่สุด ราวกับในที่สุดข้าพเจ้าไปได้พบว่าการผเชิญหน้ากับพระสมณโคดมด้วยตนเองนั้นเป็นปรากฏการณ์ที่สามัญดาษดื่นที่สุด ความหรูหราใดๆ ความวิเศษอลังการอวดอ้าง อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ใดๆ ประดามี ล้วนแต่จะทำให้การพบกับพระสมณโคดมมีแต่หมองมัวไปเท่านั้น กล่าวถึงที่สุด หนังสือเล่มนี้ไม่ได้สอนให้ข้าพเจ้ากลับตัวเป็นพุทธศาสนิกชนในชั่วข้ามคืน ไม่แม้กระทั่งจะให้มรณานุสติแบบแดกด่วน หากกลับเพาะเมล็ดพันธุ์บางอย่างที่สำคัญ ที่ทำให้ข้าพเจ้าคิดว่า แม้ข้าพเจ้าจะเป็นอลัชชีนอกศาสนา ข้าพเจ้าก็ยังมองเห็นแสงเรืองในพุทธธรรมอยู่บ้างไม่มากก็น้อย

เลยพ้นไปจากโลกุตตระศิลป์อันมิต้องอวดอ้างนั้นแล้ว สิ่งที่ทำให้ข้าพเจ้าตื่นตะลึงพรึงเพริดถึงที่สุดกลับคือคำตามข้างท้ายของหนังสือที่คลี่เผยวิธีการอันแยบยลในการดัดแปลง ขยายความ สร้างเรื่องเล่าจากพุทธประวัติเก่าแก่ ให้โลดแล่นมีชีวิตชีวา คำกล่าวตามในช่วงท้ายได้ทำให้ข้าพเจ้ามองเห็นสมรภูมิของนักเขียนที่เขามีต่อประวัติศาสตร์ ภาษา ศาสนา โลก อันยืดยาว การสู้รบปรบมือที่ไร้จุดสิ้นสุด การล่อหลอก การรีดเค้น การแทรกซ่อน นัยยะความหมายต่างๆ ลงในเรื่องเล่าชนิดใหม่ซึ่งทำเลียนแบบของเก่าด้วยวิธีการอย่างใหม่ มันแนบสนิทเข้ากับสิ่งเดิมได้อย่างไร อวดตัวมันได้อย่างไร และกลมกลืนไปอย่างไร

ถึงที่สุดต่อให้ข้าพเจ้าไม่ได้เป็นคนมีศาสนา หนังสือเล่มนี้ก็ยังเป็นความที่ชวนพรึงเพริดที่ข้าพเจ้าได้พบ ในรอบปีที่ผ่านมาโดยไม่ต้องสงสัยอยู่ดี และแม้มันจะจบไปแล้ว ข้าพเจ้าก็ยังวาดภาพเขา – แดนอรัญ แสงทอง – ชายผู้ยังคงตวัดปากกาของเขาสู้รบกับเรื่องเล่าเพื่อที่จะต่อสู้กับการสร้างเรื่องเล่าของพระแม่ปฏจรา เรื่องที่เขาทดลองแนบมาแต่ยังไม่ได้เขียนขึ้นนั้น มันช่างเป็นสมรภูมิที่เต็มไปด้วยการทุ่มตัวลงไปอย่างน่าตื่นตาเสียกระไร

14 ความคิดเห็น:

  1. ไม่ระบุชื่อ1 มีนาคม 2555 08:30

    พรุ่งนี้ไปซื้อเลย!!! อยากอ่านมว๊ากกก^O^
    เบื่อหนังสือธรรมะจืดๆ หน่อมแน้ม ดัดจริตที่ออกมามากมาย
    เชื่อว่าแดนอรัญเทศนาได้ดีกว่า สามารถสั่นสะเทือนความรู้สึก ความคิด จิตใจได้ลึกล้ำกว่า ทำให้เกิดจินตมัยยปัญญาที่นำพาชิวิตไปสู่สถานที่แห่งใหม่ที่ดีกว่าเดิม

    ตอบนำออก
  2. หนังสือเพิ่งออกจากโรงพิมพ์ถึงมือสนพ.สามัญชนเมื่อวานนี้ค่ะ ต้องผ่านผู้จัดจำหน่ายและกว่าจะกระจายไปตามร้านต่างๆ ก็ประมาณกลางเดือน รบกวนอดใจรออีกนิดนะคะ ขอบคุณค่ะ

    ตอบนำออก
  3. ไม่ระบุชื่อ2 มีนาคม 2555 00:56

    สำนวนวิจารณ์ของคุณ Filmsick เข้มข้นน่าติดตามมาก ขอบคุณที่เขียนมาให้อ่าน จะรีบสอยเป็นเจ้าของใต้ฟ้าคลั่งครับ

    ตอบนำออก
  4. อยากทราบว่าสำนักพิมพ์อะไรจัดจำหน่ายเหรอค่ะ

    ตอบนำออก
  5. ตอบคุณ bomb

    สำนักพิมพ์สามัญชน เป็นผู้จัดพิมพ์ (ติดต่อโทร.02-5305198 หรืออีเมล์ samanchonbooks@hotmail.com)

    ส่วนจัดจำหน่ายเป็น บ.เคล็ดไทย ค่ะ

    ตอบนำออก
  6. หนังสือเงาสีขาวยังพอมีจำหน่ายที่ไหนไหมคะ หาที่ไหนก็ไม่มีเลยคะ

    ตอบนำออก
  7. ตอบคุณ InuyashaG

    ที่เห็นบนชั้นตอนนี้มีที่ดอกหญ้าสยาม 2 เล่ม, ที่ Kinokuniya สาขาพารากอนมี 2 เล่ม หรือสั่งซื้อโดยตรงกับสำนักพิมพ์ผู้จัดพิมพ์ที่ สนพ.สามัญชนที่เบอร์ 02-5305198 อีเมล์ samanchonbooks@hotmail.com นะคะ ขอบคุณค่ะ

    ตอบนำออก
  8. ไม่ระบุชื่อ21 เมษายน 2555 23:51

    ไปซื้อมาแล้ว จากงานสัปดาห์หนังสือ แต่ยังไม่ว่างอ่านซะที แปลกที่ช่วงสงกรานต์แม่นั่งอยู่ว่างๆ ก็มาถามว่ามีอะไรอ่านบ้าง เลยหยิบเล่มนี้ส่งให้อ่านเล่น ไม่คิดว่าเขาจะชอบ แต่เขาชอบ บอกว่าน่ากลัวแต่ชอบ น่าสงสารแต่ชอบ ปกติแม่ไม่เคยมาขอหนังสือไปอ่าน สงสัยหนังสือเล่มนี้จะมีกลิ่นหอมจริง ว่างจากเดรัจฉานธุระเมื่อใด จะต้องนัดพบกับคุณแดนอรัญ พระแม่กีสาโคตมี และพระพุทธองค์ ให้ได้สักที ขอบคุณครับ

    ตอบนำออก
  9. ผมว่าจะทำวิจัยจบป.ตรีเรื่องเดียวดายใต้ฟ้าคลั่ง ครับ ใครพอจะมีแนวทางในการศึกษา หรือสิ่งที่ควรศึกษาวิเคราะห์จากเรื่องนี้บ้าง ช่วยชี้แนะด้วยเถิดครับ

    ตอบนำออก
  10. เรียนท่านผู้รู้ทุกท่านคือว่ากระผมมีประสงค์ที่จะทำวิจัยทางภาษาไทย และผมว่าจะศึกษาเรื่องเดียวดายใต้ฟ้าคลั่ง เพราะเป็นเรื่องที่น่าจะมีแนวทางในการศึกษาพอควร แต่ผมด้อยทางปัญญาไม่รู้ว่าจะวางจุดประสงค์อย่างไร ผมจึงอยากให้ท่านผู้เป็นปราชญ์ทั้งหลายช่วยชี้แนะแนวทางให้กระผมด้วยที ฉายไฟส่องทางอันมืดมิดให้กระผมได้เดินให้สุดทาง กระผมเรียนอยู่ปี ๔ ม.ราชภัฏสุรินทร์ครับ ปีหน้าฝึกสอนครับ กราบขอบพระคุณไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ

    ตอบนำออก
  11. ความคิดเห็นนี้ถูกผู้เขียนนำออก

    ตอบนำออก
  12. ความคิดเห็นนี้ถูกผู้เขียนนำออก

    ตอบนำออก
  13. จากแอดมิน...
    ขอบคุณคุณ j.saekram มากครับที่สนใจหนังสือเดียวดายใต้ฟ้าคลั่ง
    อันนี้ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันครับว่าจะมีใครรู้ลึกซึ้งอย่างจริงจังกับเล่มนี้บ้าง ครั้นจะถามกับคุณแดนอรัญเองในช่วงเวลานี้ก็ไม่สะดวกเลยครับ เพราะถ้าอยู่ในช่วงเขียนหนังสืออยู่คุณแดนอรัญจะยุ่งมาก และต้องใช้สมาธิอย่างมากกับการเขียนหนังสือเล่มใหม่ครับ...ต้องขอโทษด้วยนะครับ

    ตอบนำออก
  14. ไม่ระบุชื่อ12 มกราคม 2556 04:56

    ข้อมูลจากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
    พระกีสาโคตมีเถรี เดิมเป็นบุตรีแห่งเศรษฐีตระกูลหนึ่งในเมืองสาวัตถี ซึ่งต่อมาประสบเคราะห์กรรมคือเงินและทองกลายเป็นถ่าน แต่เมื่อนางกิสาโคตมีมาแตะถ่านเหล่านั้น ถ่านก็กลับกลายเป็นเงินและทองอย่างเดิม เศรษฐีจึงสู่ขอท่านมาเป็นลูกสะใภ้ แต่ก็ไม่วายที่จะถูกคนเหล่านั้นเหยียดหยามว่ามาจากตระกูลคนยากจน ต่อมานางจึงให้กำเนิดบุตรแต่บุตรนั้นก็ได้ตายจากไป เมื่ออายุเพียง 3 ขวบ การตายของบุตรจึงทำให้นางตกอยู่ในความทุกข์อย่างหนัก ถึงขนาดอุ้มศพลูกไปทุกหนทุกแห่ง จนกระทั่งมาพบพระพุทธเจ้าขณะประทับอยู่ ณ วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี
    พระพุทธองค์ทรงแนะอุบายคลายความทุกข์โดยการให้นางไปเสาะหาเมล็ดพันธุ์ผักกาดจากบ้านที่ไม่เคยมีคนตาย ปรากฏว่านางต้องผิดหว้งเพราะทุกบ้านนั้นก็ล้วนแต่มีคนตายทั้งสิ้น ในที่สุดนางจึงได้ข้อสรุปว่า ความตายเป็นเรื่องธรรมดาของคนหรือสิ่งมีชีวิต ไม่มีใครเกิดมาแล้วไม่ตาย การตายของบุตรตนจึงเป็นเรื่องธรรมดาเรื่องหนึ่งของชีวิต ครั้นคิดได้แล้วนางจึงสำเร็จเป็นพระโสดาบันบุคคลทั้งที่ยังไม่ได้บวช
    เมื่อเป็นพระโสดาบันแล้วพระพุทธองค์ทรงมอบหมายให้ภิกษุและภิกษุณีทำการอุปสมบท เมื่อทำการอุปสมบทแล้วท่านก็บำเพ็ญจิตภาวนา โดยพิจารณาจากเปลวเทียนในอุโบสถจนได้บรรลุอรหัตผล ท่านได้รับการยกย่องจากองค์พระศาสดาว่าเป็นเอตทัคคะทางด้าน ทรงจีวรเศร้าหมอง ยิ่งกว่าภิกษุณีรูปใดในพุทธศาสนา

    ตอบนำออก