บล็อกนี้ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องจาก แดนอรัญ แสงทอง

วันพฤหัสบดีที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2557

โปรดติดตามชม โซเซ มูริญโญ่ โค้ชฟุตบอลชื่อดัง กับหนังสือเล่มโปรด "อสรพิษ" ของแดนอรัญ แสงทอง



โฆเซ่ มูริญโญ่ โด่งดังในฐานะผู้จัดการทีมฟุตบอล เขาทุ่มเททำงานด้านนี้เป็นอย่างมาก แต่อีกแง่มุมนึง มูริญโญ่เป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือมาก และหนึ่งในหนังสือเล่มโปรดของเขาก็คือ "VENOM" หรือในชื่อภาษาไทยก็คือ "อสรพิษ" ผลงานรวมเรื่องสั้นของนักเขียนไทยที่มีนามว่า แดนอรัญ แสงทอง ผลงานของแดนอรัญนั้นได้รับการตีพิมพ์และแปลเป็นภาษาต่างๆมากมาย รายการจุดประกายจะพาคุณไปรู้จักกับแดนอรัญ แสงทอง นักเขียนผู้มีแนวทางที่แน่วแน่และเป็นตัวของตัวเองสูงผ่านการพูดคุยสบายๆสไตล์เพื่อนซี้กับนิรันศักดิ์ บุญจันทร์ บก.จุดประกายวรรณกรรม ติดตามชมกันนะครับกับจุดประกาย ตอน แดนอรัญ แสงทอง ขบถนักเขียน ออกอากาศ วันอาทิตย์ที่ 7 กันยายน 2557 เวลา 6.00-6.30น. ทางช่อง NOW26 กล่องดิจิตอล Set Top Box (DVB-T2) --- กดช่อง 26 True CTH PSI ------------------------------ กดช่อง 36
 
ติดตามชมตัวอย่างบางส่วนได้ที่ลิ้งค์นี้ http://www.youtube.com/watch?v=HD66YV1wQkU&feature=youtu.be

วันอาทิตย์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2557

โค้งสุดท้ายซีไรต์ อสรพิษ โดย แดนอรัญ แสงทอง



สัมภาษณ์ แดนอรัญ แสงทอง - หนึ่งในนักเขียนเข้ารอบซีไรต์ ทางไทยพีบีเอส

วันเสาร์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2557

จากแฟนคลับแดนอรัญ (ชุดที่ 2)

จาก Auy Singburi MC club
การเล่าเรื่องของน้าแดนบางครั้งเหมือนทะเลยามเช้าคลื่นลมสงบสวยงามบางครั้งเหมือนทะเลยามค่ำคืนท้องฟ้ามืดดำคลื่นคลั่งถา
มพายุโหมกระหน่ำไม่ยอมสงบง่าย ภาษาบางครั้งเถื่อน ห่าม ได้สาแก่ใจผมนัก.
 

จาก Pui Lookpat
นักเขียนที่โปรดที่สุดในชีวิตคือ แดนอรัญ แสงทอง




จาก Tassanee Chanin
เมื่ออ่าน "เดียวดายใต้ฟ้าคลั่ง" แล้ว ฉันอดคิดเล่นๆ ไม่ได้ว่า หนังสือเล่มนี้ควรอยู่บนหิ้งมากกว่าตู้หนังสือ
ฉันไม่ได้บูชาพระอิฐพระปูน แต่บูชาในคุณความดีของพระพุทธเจ้า เช่นเดียวกับที่ฉันไม่ได้เคารพหนังสือของแดนอรัญ แสงทอง หากแต่เคารพในเรื่องราวของนางกีสาโคตมี
อย่างไรก็ตาม ต้องขอบคุณแดนอรัญ ที่ช่วยถ่ายทอดภาพชีวิตสตรีผู้สูงส่งเมื่อหลายพันปีก่อน ให้โลดเล่นราวกับมีเลือดมีเนื้อในจินตนาการขณะที่ได้อ่าน
จาก อภิภู ศรีสวาท
 
จาก sitichai


จาก MH Sick
ฉันคิดถึงกังสดาลทุกครั้งที่ฉันหยิบมา

จาก บูไม่รู้ บูผ่านมา
บรรยายความเจ็บปวดของหัวอกคนเป็นแม่ได้อลังการและเห็นภาพดีค่ะ


จาก สันติพล คนรักของความเศร้า
อสรพิษกับการปรากฎโฉมครั้งแรกเป็นภาษาไทย (หลังตะลอนๆ ไปตามประเทศต่างๆ จนโด่งดังมาแล้วในหลายๆ ประเทศ) การปรากฎครั้งครั้งนี้มาแบบฉายเดี่ยว มีทั้งภาคภาษาไทย และภาคภาษาอังกฤษ ก่อนที่สำนักพิมพ์สามัญชนจะหยิบไปรวมกับเรืองอื่นๆ เป็นหนังสือเล่มหนา
อสรพิษ สำหรับผมแล้ว นี่คือ The old man and the sea ฉบับไทยๆ โลกได้รู้จัก The old man and the sea นานแล้ว และต่อมาก็ต่างยอมรับว่า อสรพิษ เป็นงานเขียนชิ้นเยี่ยม แต่กว่าจะคนไทยจะยอมรับได้ทำไมถึงได้นานนักก็ไม่รู้ อ่าน อสรพิษ แล้วอย่าพลาด เงาสีขาว ของผู้เขียนคนเดียวกันนะครับ

                                                                      จาก Su Patta

รวมผลงานเขียนโดย แดนอรัญ แสงทอง

ทั้งฉบับภาษาไทยและฉบับที่ได้รับการแปลเป็นภาษาต่างประเทศ

วันอาทิตย์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

อสรพิษ : พิษงูไม่ร้ายเท่าพิษคน


โดย ผศ.ดร. อุษา พัดเกตุ
ประจำสาขาวิชาภาษาอังกฤษ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

 
บทคัดย่อ

อสรพิษ เป็นเรื่องสั้นของ “แดนอรัญ แสงทอง” นักเขียนไทยที่ไปมีชื่อเสียงโด่งดังในต่างประเทศ เนื้อเรื่องเล่าถึงการต่อสู้ระหว่างเด็กชายแขนพิการวัยสิบปีกับงูเห่ายักษ์เพศเมียตัวหนึ่ง บทความนี้สำรวจการใช้สัมผัสภาษาของผู้เขียนที่ส่งผลให้เกิดอารมณ์และจังหวะการดำเนินเรื่องที่เป็นเอกลักษณ์ต่างๆ กันไปในแต่ละช่วงของเนื้อเรื่อง และความเป็นสากลในการใช้งูเป็นสัญลักษณ์ของความชั่วร้ายในเรื่องสั้นเรื่องนี้ ตลอดจนวิเคราะห์วิพากษ์ตัวละครหลักที่ปรากฏในเนื้อเรื่อง

 บทนำ : ... มาจะกล่าวบทไป

 “แดนอรัญ แสงทอง”  อาจจะไม่เป็นชื่อที่นักอ่านไทยคุ้นเคย วงการหนังสือไทยยังไม่ได้จับนักเขียนคนนี้ขึ้นแท่นเป็นนักเขียนชั้นแนวหน้าของฟ้าเมืองไทย แต่งานเขียนของเขากลับไปมีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่นิยมในต่างประเทศ นวนิยายและเรื่องสั้นของเขาได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส กรีก คาตาลัน โปรตุเกส อิตาเลี่ยน และสเปน  และตัวผู้เขียนก็ได้รับการขนานนามจากชาวต่างชาติว่าเป็น “นักเขียนชาวไทยผู้ยิ่งใหญ่”  เท่านี้ก็เพียงพอแล้วกระมังที่จะทำให้นักอ่านชาวไทยหันมาพิจารณาดูผลงานของ “แดนอรัญ แสงทอง” ว่ามีสิ่งใดที่โดดเด่นและเป็นสากล สามารถสะกดความศรัทธาของผู้อ่านข้ามชาติ ข้ามศาสนาไว้ได้
 
... ถึงภาษาไทยในเรื่องสั้น

“แดนอรัญ แสงทอง” เขียนหนังสือได้หนักหน่วงไปด้วยสัมผัสคล้องจอง เขาเขียนหนังสือเหมือนด้นกลอนสด เรื่องราวต่างๆ พรั่งพรูเป็นถ้อยคำสำนวนความเรียงที่ถูกร้อยรัดไว้หลวมๆ ด้วยวิญญาณของกวี เรื่องสั้นเรื่อง อสรพิษ เปิดเรื่องด้วยสัมผัสนอกและใน บรรยายธรรมชาติในยามเย็นว่า :
 
                                จวนจะเย็นย่ำแล้ว แดดอ่อนรอนแสงลงแล้ว ดวงตะวันเป็นสีแดงแก่ก่ำ

                นุ่มนวลอ่อนโยนลง ท้องฟ้าปร่ง **  โล่งเหมือนโดมแก้วผลึก เสี้ยวเมฆบางเบาบนเส้น

                ขอบฟ้าเหนือทิศตะวันตกเมื่อต้องแสงตะวันมีสีสันงามประหลาด
 

การบรรยายธรรมชาติยามเย็นเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงระหว่างการจู่โจมของงูยักษ์ จากความงดงามของท้องฟ้ามาเป็นความว้าเหว่ของท้องทุ่ง จังหวะสัมผัสของการบรรยายธรรมชาติเป็นเสมือนการให้จังหวะโจมตีของเจ้างูนั้น :

                 ความโกรธเกรี้ยวของเจ้างูโหมกระพือ มันยืดตัวสูงขึ้นอีก หัวของมันแอ่นเอนมาทางเบื้องหลังเหมือนคันธนูที่ถูกน้าวจนสุดล้า ปากของมันอ้าออก เผยให้เห็นเขี้ยวอันโค้งงดและวาววับ ลมทุ่งยังกระโชกวู่หวิว มิหยุดยั้ง ขอบดวงทางด้านล่างของดวงตะวันแตะเส้นขอบฟ้า เสียงวัวลูกแหง่ร้องเรียกหาแม่ดังมาอย่างว้าเหว่ เหยี่ยวแดงตัวหนึ่งลอยละล่องอยู่สูงลิบลิ่ว ส่งเสียงกรีดร้องแหลมสูงด้วยความหิวโหยขณะมุ่งหน้ากลับไปสู่รวงรังอันเร้นลับของมัน ยังมิทันสิ้นเสียงร้องของเหยี่ยว เจ้างูก็ฉกลงมาเต็มแรง

...
 
อสรพิษ กับความเป็นสากล

                เพียงการเล่นคำเล่นสำนวนแบบไทยๆ คงจะไม่ทำให้ผลงานของ “แดนอรัญ แสงทอง” เป็นที่นิยมได้ในระดับนานาชาติ คงต้องยอมรับกันว่าการแปลผลงานวรรณกรรมเป็นภาษาต่างๆ แม้ผู้แปลจะเก่งฉกาจและเชี่ยวชาญในศาสตร์การแปลเพียงใด ก็คงไม่อาจเก็บอรรถรสของถ้อยคำภาษาต้นฉบับได้ครบถ้วนสมบูรณ์ เพราะสิ่งนี้เองที่ทำให้ภาษาแต่ละภาษามีเอกลักษณ์ความงามในตัวเองที่ลอกเลียนแบบไม่ได้ ในการพิจารณาถึงความนิยมชมชอบที่นักอ่านชาวต่างชาติมอบให้ “แดนอรัญ แสงทอง” ผู้อ่านจึงต้องมองหาความเป็นสากลในผลงานของนักเขียนผู้นี้ที่ได้ช่วยทำให้เขามีชื่อเสียงในวงการนักอ่านที่ไม่ใช่คนไทย

                 จะขอเริ่มจากชื่อเรื่อง “อสรพิษ” ที่ทำให้ผู้อ่านรู้สึกแขยงกลัวตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มเรื่อง จากคำนำของผู้เขียนทำให้ทราบว่าผู้เขียนมิได้มีเจตนาผลิตเรื่องสั้นเรื่องนี้ให้เป็นผลงานชิ้นโบแดง และความสำเร็จของ อสรพิษ ในระดับนานาชาติก็ยังความประหลาดใจมาให้ตัวผู้เขียนเองไม่น้อย จึงอาจจะกล่าวได้ว่า อสรพิษ เป็นความบังเอิญที่โชคดี กล่าวคือ เป็นความบังเอิญของผู้เขียนที่ยกให้ “งู” เป็นตัวละครเอกตัวหนึ่งในเรื่องนี้ และยังตั้งชื่อเรื่องให้เห็นความน่าสะพรึงกลัวของสัตว์ประเภทนี้ และเป็นความโชคดีของงานเขียนชิ้นนี้ที่ “งู” มิได้เป็นเพียงสัตว์ที่คนไทยรังเกียจ เข็ดขยาดทั้งในรูปลักษณ์และพิษสงของมัน หากแต่เป็นสัญลักษณ์แห่งความชั่วร้ายลวงหลอกในอีกหลายวัฒนธรรมรวมถึงวัฒนธรรมชาวคริสต์ ซึ่งเป็นที่มาของความเชื่อความศรัทธาในบรรดาประเทศตะวันตกที่ผลงานของ “แดนอรัญ แสงทอง” กำลังเป็นที่นิยมอยู่ในขณะนี้

                 พระคัมภีร์ไบเบิ้ลตามความเชื่อในคริสต์ศาสนา เล่าไว้ว่า เมื่อพระเจ้าสร้างมนุษย์ชายหญิงขึ้นมาคู่หนึ่ง พระองค์โปรดให้มนุษย์ทั้งสอง ที่รู้จักกันในชื่อ อาดัม และ อีฟ ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายในสวนอีเดน ให้มีกินมีใช้ โดยไม่ต้องออกแรงทำงานใดๆ ต่อมาไม่นาน ซาตานซึ่งเป็นศัตรูของพระเจ้าจ้องหวังจะทำลายความปรารถนาดีของพระองค์ จึงแปลงกายมาเป็นงูเลื้อยพันอยู่กับต้นแอปเปิ้ลแห่งความรู้ ซึ่งเป็นต้นไม้เพียงต้นเดียวในสวยอีเดนที่อาดัมและอีฟถูกสั่งห้ามไม่ให้เก็บกินผล ซาตานในคราบของงูได้หว่านล้อมให้อีฟหลงเชื่อ ขัดขืนคำสั่งของพระเจ้าและกินผลแอปเปิ้ลบนต้นไม้ตั้น เมื่ออีฟได้ลิ้มรสอันหอมหวานของผลแอปเปิ้ล ก็ชักชวนให้อาดัมกินตาม พระเจ้าทราบเรื่องก็พิโรธหนัก ขับไล่มนุษย์ทั้งสองให้ออกจากสวนอีเดน พร้อมกับคำสาปว่า ทั้งอาดัมและอีฟตลอดจนลูกหลานที่จะตามมา จะไม่มีวันได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายอีกต่อไป ถ้าอยากมีอยากกินก็ต้องทำงาน แลกอาหารด้วยหยาดเหงื่อและแรงกาย เป็นอันว่าเจ้าซาตานร้ายก็ประสบความสำเร็จในการปลุกปั่นให้เกิดความวุ่นวายในอาณาจักรของพระเจ้าได้จริงๆ ในครานั้น มนุษย์คงยังไม่มีภาพลักษณ์ที่เป็นลยเกี่ยวกับสัตว์เลื้อยคลานเช่นงู เพราะไม่เห็นมีบันทึกว่าอีฟตื่นตระหนกที่จะต้องเจรจากับซาตานในร่างของงู แต่ผลจากเรื่องเล่านี้ก็ทำให้งูกลายมาเป็นสัญลักษณ์ของความชั่วร้ายในระบบความเชื่อของชาวตะวันตก ซึ่งก็เข้ากันได้พอดิบพอดีกับเนื้อหาของเรื่องสั้นเรื่อง อสรพิษ ของ “แดนอรัญ แสงทอง”

หมายเหตุ : คัดมาบางส่วนจากบทความ  อสรพิษ : พิษงูไม่ร้ายเท่าพิษคน
โดย ผศ.ดร. อุษา พัดเกตุ  ขอขอบคุณเป็นอย่างสูงมา ณ ที่นี่

วันเสาร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ติดตาม "เจ้าการะเกด" ฉบับพิมพ์ใหม่ โดยสามัญชน เร็วๆ นี้



“บางค่ำคืนหลังจากฝนตกหรือในขณะที่ฝนสร่างซาเบาบางลงเหลือแต่เพียงอาการพร่างพรำ ป่าทั้งป่ากลายเป็นสีน้ำเงินพร่างพราวระยิบระยับและสว่างไสวราวกับมีงานนักขัตฤกษ์เพราะแสงหิ่งห้อยนับหมื่นนับแสนตัว แสงของหิ่งห้อยมากมายเหลือคณาเยี่ยงนั้นข้าคงไม่มีโอกาสได้เห็นอีกแล้วในชั่วชีวิตนี้ แสงนั้นและการกะพริบพร่างพรายของมันเย้ยแสงจันทร์และแสงดาว แสงนั้นและการกะพริบพร่างพรายของมันทำให้โลกงดงามกว่าสรวงสวรรค์”
แดนอรัญ แสงทอง, เจ้าการะเกด    

ติดตามข่าวแดนอรัญ แสงทอง ได้ที่เฟซบุ๊ค https://www.facebook.com/daenaran