บล็อกนี้ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องจาก แดนอรัญ แสงทอง

วันพฤหัสบดีที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2553

อสรพิษ


บทความวิจารณ์ /แนะนำโดย  เฟย์ Faylicity
http://www.faylicity.com

อสรพิษ เป็นเรื่องสั้นความยาว 47 หน้า ที่ปรากฏสู่สาธารณชนครั้งแรกในภาษาที่ไม่ใช่ภาษาไทย แต่เป็นฉบับแปลภาษาฝรั่งเศส และภาษาอังกฤษ ที่ตีพิมพ์เป็นตอนๆ ในบางกอกโพสต์ หลังจากนั้นได้รับการแปลเป็นภาษาอื่นๆ รวม 6 ภาษา 

ผู้เขียนและมาแซล บารังส์ ผู้แปล กล่าวในคำนำหนังสือว่าอสรพิษฉบับภาษาไทยได้รับการปฏิเสธตีพิมพ์ในนิตยสารชั้นนำต่างๆ ในไทยเรื่อยมา จนกระทั่งได้ตีพิมพ์ในไทยในฉบับนี้เป็นครั้งแรก เมื่อได้อ่านเรื่องสั้นนี้แล้วก็ยากจะเชื่อว่านิตยสารไทยหลายฉบับจะเพิกเฉยต่อต้นฉบับเรื่องนี้ นับเป็นเรื่องดีใจและน่าเศร้าพร้อมกันไป น่าดีใจที่มาแซล บารังส์อ่านภาษาไทยออกและได้อ่านอสรพิษ แต่น่าเศร้าที่ผู้มองเห็นคุณค่าเรื่องสั้นชั้นเอกเรื่องนี้กลับเป็นชาวต่างประเทศ ที่ภาษาไทยไม่ใช่ภาษาแม่ แต่เขากลับรู้สึกได้ว่างานเขียนเรื่องนี้เป็นดังเพชรน้ำหนึ่ง และกระตือรือร้นจะนำเสนอต่อชาวโลกในภาษาสากล 

อสรพิษ เป็นเรื่องสั้นที่ดีอย่างเพชรน้ำเอก เนื้อเรื่องนั้นเกี่ยวข้องกับงู ฉากของเรื่องนี้อยู่ที่แพรกหนามแดง เช่นเดียวกับเรื่อง เจ้าการะเกด แต่การจะบอกเล่าเรื่องใดๆ มากไปกว่านี้ จะเป็นการทำลายความสนุกที่ผู้อ่านจะไปค้นพบเองได้ (ซึ่งผู้เล่าเรื่องที่ดีที่สุดคือ แดนอรัญ แสงทอง) แต่สิ่งที่คนอ่านบอกได้ก็คืออยากให้คุณได้ลองอ่านเรื่องนี้ดู เรื่องสั้นๆ เรื่องนี้มีพลังและจับจิตจับใจได้มากนัก เป็นเรื่องสั้นที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งของไทย ที่ภาษาการเขียนงดงาม และมีมนต์ขลังด้วยการเล่าเรื่องตรึงอารมณ์ เมื่อเรื่องได้ดำเนินไปแล้ว แดนอรัญก็ทำให้เรื่องนั้นมีชีวิตชีวา ให้ผู้อ่านได้หัวเราะ ร้องไห้ ตื่นเต้น ระทึกใจ ไปตามแต่ที่เขาจะบันดาลให้เป็นไป แดนอรัญตรึงคนอ่านด้วยอำนาจการเขียนได้อย่างที่เราต้องยอมจำนน 

เรื่องสั้นๆ เรื่องนี้ยังสะท้อนเรื่องราวของมนุษย์ได้อย่างน่าทึ่ง มนุษย์เราจะเป็นเช่นไรหากศิโรราบต่อชะตากรรมด้วยหมดสิ้นความหวัง หนังสือเล่มนี้จัดพิมพ์โดยมีทั้งอสรพิษภาคภาษาไทยและภาษาอังกฤษในเล่มเดียวกัน 

ภาษาของแดนอรัญสวยนักจนการอ่านนี้เป็นประสบการณ์แรกที่ทำให้คนอ่านได้นึกชื่นใจอีกครั้งว่า ภาษาของเรานั้น สวยจนแปลเป็นภาษาไหนๆ ก็จะไม่ได้รสไม่ได้ความรุ่มรวยอย่างภาษาไทยเลย ดูอย่างประโยคแรกในหนังสือที่ว่า "จวนจะเย็นย่ำแล้ว แดดอ่อนรอนแสงลงแล้ว ดวงตะวันเป็นสีแดงแก่ก่ำนุ่มนวลอ่อนโยนลง" ที่แปลได้ว่า "The afternoon was coming to an end. The light was softening, and the dark-red sheen of the sun was fading." แม้ว่าราคาหนังสือ 100 บาทอาจจะแพงสำหรับการอ่านเรื่องสั้นเพียง 47 หน้า แต่ประสบการณ์บางอย่างนั้นประมาณค่าไม่ได้ การอ่านเรื่องสั้นเรื่องนี้ก็เป็นประสบการณ์เช่นนั้นที่ตีราคาค่างวดให้สมคุณค่าไม่ได้เลย 

อสรพิษเป็นเรื่องสั้นที่ดีทั้งภาษาและเนื้อเรื่อง และผู้ที่ได้อ่านอสรพิษ ก็น่าจะพบว่าเรื่องสั้นเรื่องนี้สิงสู่พำนักในตัวเราแล้วอย่างถาวร 
  
อสรพิษ : แดนอรัญ แสงทอง 
ISBN 974-90102-9-9 แมวคราว ๑๒๗ หน้า ราคา ๑๐๐ บาท 

Copyright © 2003 faylicity.com 

เจ้างูยักษ์อยู่ใกล้เขามาก เขาไม่เคยคิดฝันมาก่อนเลยว่าเขาจะได้ใกล้ชิดกับมันมากมายถึงปานนี้ ไม่มีลางบอกเหตุผลอันใดทั้งในความจริงและความฝัน 
-- แดนอรัญ แสงทอง, อสรพิษ 

หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด ๑๖ มกราคม ๒๕๔๗

****************************************
ขอขอบคุณ คุณเฟย์ Faylicty สำหรับบทความวิจารณ์แนะนำหนังสือเล่มนี้  
http://www.faylicity.com/book/book1/venom.html

วันอังคารที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2553

บุ๊คไวรัส / ฟิล์มไวรัส



ฝากประชาสัมพันธ์หนังสือในเครือ ดวงกมลฟิล์มเฮ้าส์ (ฟิล์มไวรัส)  
ท่านใดที่สนใจหนังสือวรรณกรรมเข้มข้นนอกสายตา หรือหนังสือที่เกี่ยวกับภาพยนตร์ไว้เก็บเป็นคู่มือประจำบ้านในเครือฟิล์มไวรัสคอเลทชั่น สามารถหาซื้อได้ในงานมหกรรมหนังสือแห่งชาติครั้งที่ 15  
ที่ บูธ ออเตอร์เนทีฟ ไรเตอร์ (Alternative Writer) M12 โซน C 
ระหว่างวันที่ 21 – 31 ตุลาคม 2553 ตั้งแต่เวลา 10.30 น. – 20.30 น. ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิต

บุ๊คไวรัส เล่ม 1 : A-Z หนังวรรณกรรม
(รวม 262 หนังนานาชาติ จากนักเขียน 129 คน เขียนคำนิยมโดยสองชาติ คือ สุชาติ สวัสดิ์ศรี และ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล)

บุ๊คไวรัส เล่ม 2 (รวมเรื่องสั้นทั้งจากนักเขียนไทยและเทศ)  

เรื่องสั้นไทยประกอบด้วย
“จินตนาการไร้บรรทัด” : Visual Art Novel โดย สุชาติ สวัสดิ์ศรี
“ในท่ามกลางแสงแห่งเดือนอันฉายฉาน” โดย แดนอรัญ แสงทอง
“ความตายกับศิลปิน” โดย อุทิศ เหมะมูล
“สุมลกับสุมลรัตน์” โดย เอื้อ อัญชลี
“ความเงียบแห่งจักรวาล” โดย ฟ้า พูลวรลักษณ์

และเรื่องสั้นต่างประเทศ
“โทรเลขสองฉบับ” (มิเกลอันเจโล่ อันโตนีโอนี่- เขียน) แปลโดย ไอดา อรุณวงศ์
“พื้นที่ทางใจ” (แซม เชพพาร์ด - เขียน) แปลโดย ไอดา อรุณวงศ์
“แดนใต้” (ฆอร์เฆ ลุยส์ บอร์เฆส – เขียน) แปลโดย แดนอรัญ แสงทอง
“กาลอวสาน” (ฆอร์เฆ ลุยส์ บอร์เฆส – เขียน) แปลโดย แดนอรัญ แสงทอง
“ เกม” (โดนัลด์ บาร์เทลมี่ – เขียน) แปลโดย จิตติ พัวสุทธิ
“หูล้างเลือด” (อีแธน โคน – เขียน) แปลโดย ชนิดา ศักดิ์สิริสัมพันธ์
“บทสัมภาษณ์ ฆอร์เฆ ลุยส์ บอร์เฆส โดย อามาเลีย บาริลี่” แปลโดย กรกิจ ดิษฐาน
และอื่นๆ 

บุ๊คไวรัส เล่ม 3 : กาจับโลง (2 เรื่องสั้นแปลจากนักเขียนระดับโลก)
“เลือดสามหยาด” (Sadeq Hedayat - เขียน) แปลโดย แดนอรัญ แสงทอง
“สารานุกรมชีวิตผู้ตาย” (Danilo Kis – เขียน) แปลโดย ธิติยา ชีรานนท์

บุ๊คไวรัส เล่ม 4 : สนธิสัญญาอสูร (3 เรื่องสั้นแปลที่สังสรรค์โลกมืดกับความขันขื่น)
ประเดิมเรื่องสั้นจาก Felisberto Hernandez (ครูใหญ่ของนักเขียนอย่าง Gabriel Garcia Marquez, Julio Cortazar และ Italo Calvino)

“จรลีร่ำไห้” (Felisberto Hernandez – เขียน) แปลโดย ชัยวัฒน์ ทองรัตน์
“บุญผ่อนบาป” (Slawomir Mrozek – เขียน) แปลโดย ชาญชนะ หอมทรัพย์
“หน้าต่างกลางไพร” (Jonathan Baumbach – เขียน) แปลโดย ณิชา อู่ดาราศักดิ์

บุ๊คไวรัส เล่ม 5 : นางเพลิง
รวมเรื่องสั้นแปลสาวแสบเอเชียปะทะยุโรป 
บาซูก้าของจูเลีย ผลงานของ แอนนา คาแวน (อังกฤษ)
ภูเขาอุกกาบาต ของ ฉาน เสว่ (จีน) 
ช้างคืนเรือน ของ โจ คียุง รัน (เกาหลี) 

บุ๊คไวรัส เล่ม 6 : เดอะ เว็นดิโก้ อสูรไพรทมิฬ (ฉบับครบรอบ 100 ปี)
Algernon Blackwood – เขียน  
แปลโดย แดนอรัญ แสงทอง (ที่เจ้าตัวออกปากว่าเป็นงานแปลที่โหดหินที่สุดในชีวิต)
ตัวเรื่องนั้นมีที่มาจากตำนานปรัมปราที่เล่าขานกันมานานเกี่ยวกับอสูรร้ายโฉบกระชากวิญญาณในป่าหิมะ ซึ่งชาวป่าต่างคุ้นเคยกันดี แต่แทบไม่เคยมีใครได้เห็นหน้าตาแล้วรอดชีวิตกลับมาเล่าสู่กันฟัง

บุ๊คไวรัส เล่ม 7 : นารีนิยาม (เบิกม่านเรื่องสั้นผู้หญิงเกินนิยาม)
“นักว่ายน้ำ” (มิแรนดา จูลาย – เขียน) แปลโดย ไกรวุฒิ จุลพงศธร
“เกมที่ค้างคา” (โกลี ทารากี - เขียน) แปลโดย ชลเทพ ณ บางช้าง
“ม้าน้ำ” (ฮิโรมิ คาวาคามิ – เขียน) แปลโดย โดยมัทนา จาตุรแสงไพโรจน์
“ลอกลายกุหลาบ” (แคลริซ ลิสเปคเตอร์ – เขียน) แปลโดย ดิษพล ศิวะรัตนธำรงค์
“จบให้สวย” (มาร์กาเร็ท แอ็ตวูด – เขียน) แปลโดย แดนอรัญ แสงทอง  
อ่านเพิ่มเติม http://www.onopen.com/filmvirus/10-07-25/5494

ฟิล์มไวรัส เล่ม 3 : อีสาวกายสิทธิ์ 
 รวมบทความ + บทสัมภาษณ์ พร้อมวีดีโอหนังสามัญประจำบ้าน

ฟิล์มไวรัส เล่ม 4 : สางสำแดง 
(รวมหนัง cult และหนังสยองขวัญระดับอุบาทว์คลาสสิก

ฟิล์มไวรัส 5 : ปฏิบัติการหนังทุนน้อย
รวม 5 บทความจากนิตยสาร Filmview และอีก 18 บทความเขียนใหม่แนะนำผู้กำกับหนังทุนสมอง ลงทุนประหยัด (ไม่เน้นทุ่มทุนขว้างเหวี่ยงทุนเสนอ) 

The 8 Masters  
แนะนำ 8 ผู้กำกับหนังระดับโลก โดยกลุ่ม Filmvirus

151 Cinema 
151 หนังนานาชาติที่อยากชวนชม แนะนำโดยกลุ่ม filmvirus

Unknown Forces ( สัตว์วิกาล : ภาพเรืองแสงของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ) - ตุลาคม 2550
รวมบทความและข้อเขียนเกี่ยวกับ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล - คนทำหนังไทยเพียงคนเดียวที่ได้รับการยอมรับสูงสุดจากทั่วโลก ด้วยผลงาน สุดเสน่หา, สัตว์ประหลาด และ แสงศตวรรษ (จัดทำโดยกลุ่ม filmvirus)

ปฏิบัติการหนังทุนข้ามชาติ : ตำรับชีวิตสามัญโกอินเตอร์
รวมบทสัมภาษณ์คนทำหนังอิสระไทย 13 ราย ที่ได้รับการสนับสนุนทุนสร้างภาพยนตร์จากต่างประเทศ ชัยชนะเล็ก ๆ ของคนทำหนังไทยนอกระบบสตูดิโอ ร่วมด้วยบทความแนะนำการติดต่อแหล่งทุนจากต่างประเทศ ลักษณะเฉพาะของแหล่งทุนแต่ละแห่ง พร้อมแนะนำตัวอย่างหนังนานาชาติที่ได้รับทุน

สำหรับท่านที่อยู่ต่างจังหวัด สามารถสั่งซื้อทางไปรษณีย์ ติดต่อสอบถามได้ที่ email:filmvirus@gmail.com

วันพฤหัสบดีที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2553

แมวผี


โดย 'นรา' 
http://narabondzai.blogspot.com/


‘แมวผี’ เป็นผลงานเรื่องสั้นขนาดกะทัดรัดเล่มล่าสุดของ แดนอรัญ แสงทอง

ยาว (หรือสั้น) ประมาณเกือบ ๆ 30 หน้า ราคาเล่มละ 50 บาท

อาจจะแพง หากเทียบผิวเผินว่ามันเป็นแค่การซื้อขายแผ่นกระดาษ แต่ถ้ามองในแง่ของ ‘ราคาทางความคิด’ และคุณค่าที่จะได้รับจากการอ่านแล้วล่ะก็ ราคานี้ถูกเหมือนได้เปล่าสำหรับผม

ปกติแล้ว ความยาว (หรือสั้น) ขนาดนี้ ผมควรจะใช้เวลาไม่เกินชั่วโมงในการอ่านให้จบ แต่ผมก็ต้องบวกเพิ่มไปอีกเท่าตัว ในการอ่านเรื่องสั้น (หรือยาว) เรื่อง ‘แมวผี’

เพื่อสุขภาพจิตอันดีงามของผู้อ่านและตัวผมเอง จะยาวหรือสั้นก็ช่างมันเถอะนะครับ

ทำไมต้องใช้เวลาอ่านมากกว่าปกติ? เป็นเพราะว่าอ่านยากหรือเปล่า?

คำตอบคือ ทั้งไม่ใช่และใช่

ไม่ใช่เพราะว่า เรื่องราวที่บอกเล่านั้น เพลิดเพลินรื่นรมย์ ชวนติดตาม และสนุกเหลือหลาย

และใช่...มันอ่านยาก เพราะว่า ความบันเทิงเริงใจส่วนหนึ่ง อยู่ที่วิธีการเขียนและวิธีการอ่าน

นี่เป็นหนึ่งในน้อยเรื่องน้อยเล่ม ที่ผมไม่สามารถพกพาติดตัวไปอ่านบนรถเมล์หรือตามที่สาธารณะ ต้องหลบอ่านในหลืบมุมมิดชิดเป็นส่วนตัว ราวกับเด็กนักเรียนวัยคึกคะนองฮอร์โมนพลุ่งพล่าน แอบอ่านหนังสือแนวปลุกใจเสือป่า

‘แมวผี’ ไม่ได้โป๊ดุเดือดเลือดพล่าน ถึงขนาดต้องอ่านด้วยกรรมวิธีกระมิดกระเมี้ยนหลบ ๆ ซ่อน ๆ หรอกนะครับ และเอาเข้าจริงก็สะอาดถูกสุขอนามัยตั้งแต่หน้าแรกยันหน้าสุดท้าย

แต่นี้เป็นงานเขียนที่เรียกร้องให้ต้อง ‘อ่านออกเสียง’ จึงจะสนุกได้อรรถรสเต็มพิกัด

เพื่อมิให้ผู้คนรอบข้างแตกตื่นตกใจ ผมก็เลยเลือกที่จะอ่านดัง ๆ ในบ้าน

มีคำชี้แจงสั้น ๆ ก่อนเริ่มเรื่องของ ‘พ้อนักประพันธ์โฉ่มเอ้ก’ บอกกล่าวตกลงกับผู้อ่านไว้ว่า “ข่อเรียนให้ซาบย้างนี้น่ะขะรับว้า ถ้าหากว้าย้ากจะอ้านเรื้องมะโน่ส่าเร้เรื้องนี้แล้วล่ะก้อ ข่อความกรุ่ณาอ้านให้เปนส่ำเนียงเหน้อ ๆ แบบสู้พรรณ ๆ ซักน่อยนึ่งเถิ้ดจ้า หรือถ้าไม่ย้างนั้นก๊อเชิญเอาเวล่ำเวลาไป่ทำอะไร ๆ ย้างอื่น ๆ เห่อะ แล้วก๊ออย่าอ้านในใจ อ้านในใจแล้วคือว่ามันจะตะกึ้กตะกั่กอยู้ซักกะน่อย”

ครับ ทุกหน้า ทุกบรรทัด ทุกประโยคของ ‘แมวผี’ เขียนด้วยสำเนียงเหน่อแบบสู้พรรณ

ดังนี้เอง จึงปรากฏในเรื่องว่า อ้ายวิลลีหมากรุงเทพฯ กลายเป็นอ้ายหวิ่นลี่ ก่อนจะเสี่ยหม่า เห่าเหน่อหลังจากไปอยู่บ้านนอกได้สักพัก

หลังจากอ่านออกเสียงจบแล้ว และทดลองอ่านเงียบ ๆ ในใจอีกรอบ ผมพบว่าวิธีแรก สนุกกว่าเยอะ ขณะที่วิธีหลังจืดชืดไม่เป็นรส

เหตุผล ที่มาที่ไป เกี่ยวกับการเลือกใช้เทคนิคสำเนียงสุพรรณตลอดทั้งเรื่อง ปรากฏอยู่ในคำชี้แจงของผู้เขียนตอนท้ายเล่ม (ซึ่งไม่ควรรู้ล่วงหน้าก่อนอ่าน)

นอกจากจะเป็นลูกเล่นในการทำให้แปลก สร้างรสระรื่นเสนาะหูระหว่างการอ่านแล้ว ผมคิดว่าสำเนียงเหน่อนี้ เมื่อบวกรวมกับสำนวนลูกทุ่งของนักเขียน- -ที่ผมนับถือและยกย่องว่าเป็น ‘นายแห่งภาษา’ ด้วยแล้ว ก็ยิ่งส่งผลให้ ‘แมวผี’ กลายเป็นเรื่องเล่าที่ถึงแก่นวิญญาณความเป็นชนบท (ในอดีต) และเขียนได้เนียนหูเนียนตา เหมือนนั่งอยู่ต่อหน้าทิดโขดผู้เป็นตัวละคร ฟังแกเล่าอะไรต่อมิอะไรเป็นคุ้งเป็นแคว ในลีลา ‘เดี่ยวไมโครโฟน’ แบบไม่เสียบปลั๊ก (เนื่องจากยังไม่มีไฟฟ้าใช้) อย่างเพลิดเพลินลืมเวลา

พูดง่าย ๆ คือ มันทำให้ ‘แมวผี’ มีบรรยากาศแบบชนบทไทยแท้ ทั้งคำพูดคำจาและมุมมองความคิดของตัวละคร (นี้เป็นจุดเด่นอย่างหนึ่งที่แข็งแรงมากในผลงานระยะหลัง ๆ ของแดนอรัญ แสงทอง พูดแล้วก็ขอแนะนำ ‘ตำนานเสาไห้’ อีกสักเล่ม พร้อมคำยืนยันว่าดีเยี่ยมน่าอ่าน)

รวมทั้งได้อารมณ์ขันเสียดสีแบบน่ารักน่าเอ็นดูเป็นโบนัสแถมพก

เนื้อที่กว่าครึ่งหนึ่งของ ‘แมวผี’ เล่าไปเรื่อย ๆ เหมือนปราศจากเค้าโครงเหตุการณ์ (และเหมือนคนเล่านึกอันใดขึ้นมาได้ก่อนก็เล่าไปตามนั้น ไม่ได้เรียบเรียงวางลำดับของเนื้อหาให้มีต้น กลาง ปลายที่แน่ชัด) พูดถึงความทรงจำฝังใจในอดีต เกี่ยวกับการดูหนังกลางแปลง การเดินข้ามทุ่งข้ามหมู่บ้าน นานหลายชั่วโมงหลายสิบกิโลเมตร เพื่อไปเสพงานศิลป์มหรสพยังต่างถิ่น โดยไม่คิดว่านั้นเป็นอุปสรรคยากลำบาก ฉากประทับใจและภาพจำจากหนังไทยรุ่นเก่าหลาย ๆ เรื่อง ความพึงพอใจและขัดใจจากการปรุงรสให้แก่หนังโดยฝีปากนักพากย์ ความหลงใหลชื่นชมต่อบทบาทการแสดงของพระเอกยอดนิยม-มิตร ชัยบัญชา (หรือมิตร ไฉ่บัญชาในสำเนียงสุพรรณ)

อารมณ์และรสบันเทิงนั้น พอจะเทียบคร่าว ๆ ได้ว่า ใกล้เคียงกับหนังอิตาเลียนเรื่อง Cinema Paradiso

ไม่ได้เด่นที่การผูกเนื้อเรื่องให้ซับซ้อนย้อนยอก เป็นพล็อตเรียบง่ายธรรมดา แต่พิสดารโดยรสของถ้อยคำและการพรรณนารายละเอียดอันน่าตื่นตาตื่นใจ

ถึงแม้ ‘พ้อนักประพันธ์โฉ่มเอ้ก’ จะกล่าวไว้ท้ายเล่มหลังจบเรื่องว่า ‘แมวผี’ เป็นเรื่องมโนสาเร่ เป็นเรื่องอ่านเล่น จุดประสงค์ก็เพียงเพื่อหยอกเอินให้ได้หัวเราะหัวใคร่กันบ้างเท่านั้น

แต่ในท่ามกลางลีลาทีเล่นผ่อนคลาย ‘แมวผี’ ก็สะท้อนภาพรายละเอียดบางด้านของสังคมชนบทในอดีตเมื่อครั้งพายุแห่งความเจริญยังไม่พัดผ่าน, ความเปลี่ยนแปลงพ้นเลยในหลายสิ่งหลายอย่างชนิดไม่หวนย้อนกลับมาอีก, อารมณ์ถวิลถึงอดีตอันสวยเศร้าจับอกจับใจ, แถมยังเป็นพงศาวดารชาวบ้านจดจารจารึกถึงประวัติศาสตร์หนังไทยเสี้ยวเล็ก ๆ ได้อย่างมีชีวิตชีวา และเสน่ห์แรงเป็นบ้า

หนังไทยจำนวนมากที่กล่าวถึงในงานเขียนชิ้นนี้ บางเรื่องผมไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนเลย บางเรื่องก็แค่สดับรับฟังคำร่ำลือ แต่โตไม่ทันดู บางเรื่องเคยผ่านตา ทว่าก็เป็นความหลังรางเลือน ไม่แจ่มชัดเท่ากับที่ตัวละครสาธยาย

ทว่าทุกเรื่อง แดนอรัญ แสงทอง เขียนเล่าและเร้าโน้มน้าว กระทั่งผู้อ่านรู้สึกว่า น่าดูมากและเกิดความรู้สึกอยากเสาะหามาดูด้วยตนเอง

แต่ผมก็รู้อีกว่า ต่อให้ออกไล่ล่าหนังเหล่านั้นมาได้จริง ๆ การดูเองก็คงไม่สนุกและมีเสน่ห์เทียบเท่ากับที่ตัวละครทิดโขดเล่าให้ฟังใน ‘แมวผี’

มันเป็นเรื่องของมุมมองซื่อใสบางอย่าง ซึ่งผมไม่มีอยู่ในตัว และเป็นเรื่องของพรสวรรค์ความสามารถพิเศษเฉพาะตัวในการถ่ายทอดความบันเทิงดาด ๆ ให้กลายเป็นเรื่องกระทบความรู้สึกเร้าใจผู้อ่าน

ตัวละครทิดโขด โดยการพูดผ่านปลายปากกาของแดนอรัญ แสงทอง มีคุณสมบัติและพรสวรรค์ดังกล่าวอยู่เต็มเปี่ยม

ร้ายกาจกระทั่งว่า หนังบางเรื่องเช่น ‘สิ่งล้าสิ่งห์’ (สิงห์ล่าสิงห์) ที่ทิดโขดในเรื่องไม่มีโอกาสได้ดู และเห็นเพียงแค่ภาพวาดจากโป๊ดสะเต้อ ตะแกยังจินตนาการและนึกสงสัยเกี่ยวกับหนังไปได้ต่าง ๆ นานา จนผมคิดว่า อาจสนุกกว่าตัวหนังจริง ๆ เสียอีก

พูดอีกแบบนะครับ ตลอดทั้งเรื่องใน ‘แมวผี’ แทบจะมีทิดโขดเป็นตัวละครหลักที่แสดงบทบาทวาดลวดลายอยู่ตามลำพัง ทว่าในเรื่องเล่าผ่านท่วงทำนอง ‘พูดคนเดียว’ ตั้งแต่ต้นจนจบ อีกมุมหนึ่งก็เหมือนประกอบด้วยตัวละครเยอะแยะมากมาย และล้วนเป็นคนดังในอดีตที่ผู้อ่านรู้จักชื่อคุ้นหน้าค่าตากันอย่างดี เช่น มิตร ชัยบัญชา, สมบัติ เมทะนี, เพชรา เชาวราษฏร์, ล้อต๊อก และดาราดังรุ่นเก่าอีกหลายสิบชีวิต

ตลอดเวลาช่วงต้นจนถึงกึ่งกลางของการอ่าน ผมมีข้อสงสัยและคำถามหนึ่งอยู่ในใจ นั่นคือ เรื่องทั้งหมดที่เล่ามา ไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับชื่อเรื่อง ‘แมวผี’ เลยสักนิด


ชื่อนั้นชวนให้คิดและคาดหวังล่วงหน้าไปว่า จะต้องเป็นเรื่องสยองขวัญ อาถรรพ์ลี้ลับ บรรยากาศน่าสะพรึงกลัว อ่านแล้วขนหัวลุก

จนอ่านจบแล้วนั่นแหละ ผมจึงถึงบางอ้อ Oh I See ทั้ง ๆ ที่เรื่องเกิดขึ้น ณ หมู่บ้านมาบสันตะวา ว่าทำไมจึงตั้งชื่อเรื่องเช่นนี้

เป็นชื่อที่เหมาะสมด้วยประการทั้งปวงนะขะรับ

เหตุการณ์ในครึ่งเรื่องหลังไปจนกระทั่งจบ เป็นความลับที่ไม่สามารถเปิดเผย

ผม- -ในการเขียนเชิญชวนอย่างระแวดระวัง เพื่อรักษาอรรถรสเกี่ยวกับความลับของเรื่อง- -เล่าได้แค่ว่า ครึ่งท้ายของ ‘แมวผี’ มีเค้าโครงเหตุการณ์ให้จับต้องได้, มีการบรรยายฉากและอารมณ์ภายในของตัวละครที่ทรงพลังแบบวางไม่ลง (หลายจังหวะ เรื่องนั้นสะกดตรึงดึงดูดจนผมพลั้งเผลอ ทำสำเนียงสุพรรณตกหล่นหลงหายจากปลายลิ้นไปชั่วขณะ) และมีทั้งสิ่งที่ผู้อ่านคาดหวังไว้ก่อนอ่านควบคู่ไปกับเหตุการณ์นึกไม่ถึง

รวมถึงทีเด็ดสำคัญใน ‘เรื่องเล่าเช้าวันนั้น’

และเมื่อไล่สายตาอ่านออกเสียงจนถึงบรรทัดสุดท้าย ผมเผลอตัวปลดปล่อยอารมณ์ความรู้สึกหนึ่งออกมาแบบสุดกลั้น ควบคู่ไปกับมีรสแห่งการอ่านอีกแบบ แผ่คลุมแน่นทึบภายในใจ ราวกับความกดอากาศต่ำพาดผ่านตอนหนึ่งตอนใดของประเทศไทย จนทำให้รู้สึกเยียบยะเยือกอยู่ลึก ๆ

เมื่ออ่าน ‘แมวผี’ จบลง ผมไม่อยากให้จบ ยังอยากอ่านต่ออีก ทั้งที่รู้ว่า เรื่องได้ยุติตรงจุดที่สวยสุดกำลังเหมาะเจาะลงตัว

งานเขียนชั้นเยี่ยม มักทำให้ผมรู้สึกเช่นนี้ คือ อิ่มแปล้แล้ว แต่ยังตะกละตะกลามอยากกินอีก ก็เพราะมันอร่อยเหาะเด็ดดวงนัก

อาจทิ้งท้ายเป็นสำเนียงสู้พรรณปลอม ๆ ได้ว่า “แหม่ หมั่นแหงแก๋อยู้ ข้าอ่านแล้ว ข้าช้อบ หมั่นชุ้มชื่นหั่วใจดีพี่ลึกล่ะ”

แต่ถ้าจะให้ตรงกับความเป็นจริง ผมต้องใช้สำเนียงจีนพูดไทยไม่ชัดว่า “โขงเค้าลีจิง ๆ นาค้าบ”

บทความชิ้นนี้จะอ่านออกเสียงหรืออ่านในใจก็ได้ตามอัธยาศัย แต่ที่แน่ ๆ ควรจะ ‘อ่านออกตังค์’ โดยซื้อ ‘แมวผี’ ไว้เป็นหนังสือดีประจำบ้าน

***************************************

หมายเหตุ : ในภาพคือแมวตัวจริงที่บ้านของคุณแดนอรัญ (ภาพประกอบโดย "ฟิล์มไวรัส")

ขอขอบคุณ คุณนรา 

สำหรับข้อมูล http://narabondzai.blogspot.com/2010/10/blog-post.html

หนังตัวอย่าง True Grit (อารยชนคนเถื่อน) แดนอรัญ แสงทอง แปล

 True Grit ฉบับสร้างใหม่  (อารยชนคนเถื่อน - สำนักพิมพ์สามัญชน)

Jeff Bridges นักแสดงรางวัลออสการ์ในบทเดิมของ John Wayne ผลงานกำกับของพี่น้อง Coen (No Country for Old Men, Fargo, Barton Fink)

วันพุธที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2553

มาตานุสติ


โดย เฟย์ Faylicity
http://www.faylicity.com/


ก่อนอื่นจำต้องบอกว่านิยายเล่มนี้น่ากลัวที่สุด คนขวัญอ่อนอย่าอ่านหนังสือตอนกลางคืนเวลาอยู่คนเดียว ควรวางแผนเวลาในการอ่าน ไม่ให้อ่านเรื่องนี้จบตอนกลางคืนเวลาที่อยู่คนเดียว ด้วยอาจกลัวจนถึงแก่เสียสติ 

นิยายเล่าถึงชึวิตคนหาเช้ากินค่ำสองคน เป็นแม่กับลูกสาววัยสิบห้าปี เพิ่งย้ายข้าวของไปอยู่บ้านสองชั้นเก่าแก่ทรุดโทรมกลางทุ่งเปลี่ยว เพื่อนบ้านใกล้ที่สุดอยู่ห่างไปเกือบสามกิโลเมตร ในคืนแรกนั้นฝนตกหนัก ฟ้าคำราม ลมกรรโชก สายฟ้าแปลบปลาบ ในคืนแรกที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ด้วยยังไม่ได้ไปติดต่อทางการ ความมืดจึงยิ่ง "เข้มข้นอย่างอำมหิต" ในคืนแรกนั้นมีเสียงผิดปกติบ่งบอกการบุกรุกจากชั้นล่าง แม่จึงถือมีดลงไปดูและสั่งลูกสาวว่า อย่าเปิดไฟฉาย อย่าจุดเทียน อย่าเคลื่อนไหว อย่าส่งเสียงเป็นอันขาด "แม่จะรีบกลับมาให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้" 

เรื่องนี้เล่าโดยลูกสาว เด็กหญิงจิตใจเปราะบางที่ต้องรอแม่อยู่เพียงเดียวดายในความมืดท่ามกลางพายุฝน ขณะเงี่ยหูฟังสรรพเสียงต่างๆ จากชั้นล่าง จิตใจของเธอมีแต่ความหวาดกลัว ความกลัวนั้นมีอำนาจทำให้จินตนาการตนเองเพริดไปต่างๆ นานา ผู้บุกรุกนั้นจะเป็นสัตว์ร้าย หรือเป็นคน หรือเป็นภูตผีปีศาจกันแน่หนอ 

นี่ฉันกำลังหวาดกลัวมากเกินไปหรือเปล่า ในค่ำคืนที่มืดดำเข้มข้นขึ้นทุกทีๆ นี้ ในท่ามกลางเสียงแห่งสายฝน สายฟ้าและสายลมที่กำลังรุนแรงยิ่งขึ้นทุกทีๆ นี้ ฉันได้ปล่อยความคิดให้เพริดกระเจิงไปและสั่นระทึกหวาดกลัวต่อสิ่งที่ตนได้จินตนาการขึ้นมาหรือเปล่า 

ผู้เขียนเป็นนักเล่าเรื่องที่เก่งและใช้ภาษาไพเราะแสนเสน่ห์ เรื่องของเขาจึงน่าติดตามยิ่งนัก ตัวละครเด่นของเรื่องคือ แม่ ซึ่งมีบุคลิกชัดเจนติดตรึงใจ เธอเป็นผู้หญิงกล้า เฉียบขาด สู้ชีวิต เป็นคนที่น่ายำเกรง ในเรื่องนี้เล่าทำให้ความสมัยใหม่ของเมืองและความโบร่ำโบราณของป่าและตำนานดึกดำบรรพ์ มาอยู่ด้วยกันได้ลงตัวอย่างน่าอัศจรรย์ใจ เรื่องของแดนอรัญล้วนเป็นมนต์ขลัง สะกดให้หัวใจผู้อ่านศิโรราบกับการเล่าเรื่องของเขา 

เนื่องจากลูกสาวเป็นผู้เล่าเรื่อง คนอ่านจึงได้เห็นโลกนี้จากมุมมองของเด็กหญิงจิตใจพรั่นหวั่นหวาด ฉากที่ทำให้ตัวละครอยู่ในภาวะต้อง "รอคอย" ชะตากรรม ทำให้คนอ่านยิ่งใจแกว่งไปกับเธอ แรกๆ นั้นเนื้อเรื่องเล่าชีวิตที่ผ่านมาของเธอและแม่ แต่แล้วยิ่งนานไปเรื่องยิ่งน่าขนพองสยองเกล้าขึ้นทุกขณะ จนกระทั่งเมื่อถึงบทที่เด็กหญิงบอกว่า "แม่จ๋า นั่นแม่ใช่ไหมจ๊ะ หนูกลัวจนทนไม่ไหวแล้ว" ผู้อ่านหลายคนน่าจะรู้สึกอย่างเดียวกัน คือกลัวจนจะทนอ่านต่อไปไม่ไหวแล้ว เมื่อเด็กหญิงคำนึงว่า "จิตใจของโชคเคราะห์ทำด้วยอะไรนะ" ผู้อ่านอาจคิดว่า "จิตใจของแดนอรัญทำด้วยอะไรนะ" 

เวลาผู้เขียนเล่าเรื่องน่ากลัวก็ทำให้ขวัญกระเจิดกระเจิงได้จริงๆ แต่เรื่องยังมีอารมณ์ขันร้ายกาจ เช่นบทประพันธ์เรื่องรักระหว่างสาวไทยกับทหารญี่ปุ่น อังกาบกับโนโบรุ ที่ผู้เขียนบรรยายว่า "บทประพันธ์ที่ถือกำเนิดขึ้นจากวิญญาณแห่งความเป็นทาสและความเป็นโสเภณีนี้ จับอกจับใจผู้คนมาตั้งแต่ครั้งแรกที่มันได้รับการตีพิมพ์" 

ในเเรื่องนี้ยังมีเหตุฆาตกรรมแปลกประหลาด ชีวิตคนหาเช้ากินค่ำ หญิงโสเภณีที่บอกว่า "หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ของเราก็คือโยนีอย่างไรเล่าคะ" บทเพลงที่แสนสวยและแสนเศร้า นกขุนทองช่างเจรจาผู้สามารถพูดจาสองแง่สองง่าม ชอบบอกผู้คนที่เดินผ่านกรงว่า อยากลงหม้อแกงว่ะ มีบทวิพากษ์สังคมไทยที่แสบสันต์ และที่สำคัญคือเด็กหญิงที่กำลังรอคอยชะตากรรม ที่เฝ้าคิดว่า "เดี๋ยว-แม่-ก็-คง-จะ-มา" 

วลีข้างต้นชวนให้ขนลุกเกรียว และชวนนึกถึงเรื่องผีที่โด่งดังมากของฝรั่ง ที่มีชื่อจับจิตจับใจมากกว่า Wait Till Helen Comes เพียงแต่อ่านชื่อเรื่องก็น่ากลัวอย่างยิ่งเสียแล้ว ถ้าเฮเลนมาแล้วจะเป็นอย่างไรละหรือ ทั้งสองเรื่องนี้ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกัน เพียงแต่ทำให้เกิดความรู้สึกหลอนหลอกได้ดุจเดียวกัน 

อยากชวนไปอ่านหนังสือดีเล่มนี้ ไปรู้ว่าสุดท้ายแล้วชะตากรรมของเด็กหญิงและแม่ของเธอจะจบลงอย่างไร ความหมายของชื่อเรื่องจะปรากฏชัดเจนและเย็นยะเยือกในใจเมื่อคุณอ่านหนังสือจบลง 


เกี่ยวกับผู้เขียน แดนอรัญ แสงทอง 

ดวงตาที่สาม : แดนอรัญ แสงทอง 
ISBN 974-9748-25-5 แมวคราว 224 หน้า ราคา 190 บาท ปกอ่อน ปีที่พิมพ์ ๒๕๔๙ 

Copyright © 2006 faylicity.com 
นี่เป็นการกระทำเยี่ยงสัตว์ และในเมื่อมันเป็นการกระทำเยี่ยงสัตว์เช่นนี้ มันก็น่าจะต้องเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากการกระทำของคนเท่านั้น 

-- แดนอรัญ แสงทอง มาตานุสติ

************************************

ขอขอบคุณ คุณเฟย์ Faylicity  

สำหรับข้อมูล http://www.faylicity.com/book/book1/matanus.html.

วันพฤหัสบดีที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2553

10 ปากกาหน้าเลนส์ : “ตำนานเสาไห้”


ไทย เธียเตอร์ : 10 ปากกาหน้าเลนส์… หน้าที่พลเมือง : 26 ก.ย. 53

  “ตำนานเสาไห้” โดย 'แดนอรัญ แสงทอง” นักเขียนที่คนไทยอาจรู้จักกันน้อยมากแต่ว่าโด่งดังและมีชื่อเสียงอย่างมากในยุโรป โดยเฉพาะผลงาน เงาสีขาว, อสรพิษ เป็นต้น ถูกถ่ายทอดเป็นหนังสั้น โดย “ภวัต พนังคศิริ” ผู้กำกับฝีมือดีมากประสบการณ์


แดนอรัญ แสงทอง หรือชื่อจริง เสน่ห์ สังข์สุข นักเขียนชาวเพชรบุรี ผลงานนวนิยายเรื่องแรกของเขาคือ เงาสีขาว ได้รับการคัดเลือกจากหนังสือ The 20 Best Novels of Thailand ของ Marcel Barang ให้เป็น 1 ใน 20 นวนิยายที่ดีที่สุดของไทย และยังได้รับการแปลเป็นภาษาฝรั่งเศส, สเปนและอังกฤษ อีกทั้งเรื่องสั้น อสรพิษ และ เจ้าการะเกด ต่างก็ได้รับการถ่ายทอดเป็นภาษาอื่น ๆ เช่นกัน ต่อมารัฐบาลฝรั่งเศสได้มอบเครื่องอิสริยาภรณ์ในลำดับชั้น Chevalier du Arts et Lettre ให้แก่เขาในปี พ.ศ. 2551 

ภวัต พนังคศิริ มีผลงานกำกับมากมายในวงการบันเทิงอาทิ กำกับมิวสิควิดีโอ รายการโทรทัศน์ ภาพยนตร์โฆษณา ละครโทรทัศน์ โดยงานด้านการกำกับภาพยนตร์ประกอบด้วย ภาพยนตร์เรื่อง SIX หกตาย ท้าตาย, ภาพยนตร์เรื่อง นาคปรก, ภาพยนตร์เรื่องอรหันต์ซัมเมอร์ เป็นต้น

ตำนานเสาไห้

ขอพระมหาเทพผู้พระวรกายไล้เลปด้วยถ่านเถ้าผู้สวมสร้อยกะโหลกศรีษะมนุษย์ต่างลูกประคำ
จงอภิบาลข้า
ขอพระมหาเทพผู้มีคชพักตร์
มีพระกรรณแผ่ใหญ่ดังกระด้ง
และประทับบนมุสิกวาหะ
กวาดเสียด้วยงวงของท่าน
อุปสรรคที่ขวางครรลองความคิดข้า

ข้าพเจ้าใคร่จะขอร้องให้ท่านเดินแผ่วเบา พูดคุยแผ่วเบา สำรวมกิริยาอาการ ท่านผู้เจริญ
ทั้งหลายข้าพเจ้าใคร่จะขอร้องให้ท่านสำรวมกาย วาจาและใจประหนึ่งว่าท่านกำลังอยู่เฉพาะเบื้องพระพักตร์แห่งพระมหากษัตราธิราชเจ้า ผู้ทรงมหิทธิเดชและเรืองรุ่งด้วยกฤษฎาภินิหาร ข้าพเจ้าใคร่จะขอร้องให้ท่านถอดหมวกและรองเท้าของท่านออกและเก็บร่มของท่านเสีย และต่อจากนั้น จงยอบกายลงจุดธูปเทียน ปักดอกไม้ลงในแจกัน และหมอบกราบเบญจางคประดิษฐ์ลงสามครา ณ เบื้องหน้า…

“ตำนานเสาไห้” จะปรากฏต่อสายตาผู้ชมทั่วประเทศในวันอาทิตย์ที่ 26 ก.ย. 53 นี้ เวลา 4 ทุ่ม 5 นาที


และโปรดติดตามชมรายการ "สิบปากกาหน้าเลนส์" ตอนอื่นๆ ทุกวันอาทิตย์เวลา 22.05 น. ทางทีวีไทย  
......................................................................................

ขอขอบคุณทางรายการไทยเธียเตอร์ 10 ปากกาหน้าเลนส์ ที่เอื้อเฟื้อข้อมูลและภาพประกอบ

วันอังคารที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2553

ตำนานเสาไห้ “ต้นธารแห่งแรงบันดาลใจ... ที่ถั่งท้นล้นหลากด้วยพลังอันมหัศจรรย์”

บทความวิจารณ์โดย สกุล  บุญยทัต

Email: blue-theatre@hotmail.com

จากสยามรัฐ สัปดาห์วิจารณ์ ฉบับที่ 43 : 16-22 ก.ค.53
............................................................................

ขอขอบคุณ คุณสกุล บุญยทัต ที่ให้ความอนุเคราะห์เผยแพร่บทความชิ้นนี้

............................................................................

“ณ ดินแดนต่างๆ ของโลกแห่งชีวิต มักมีบันทึกแห่งความทรงจำของการเล่าขานเรื่องราวต่างๆ อันเป็นที่มาที่ไปอันเร้นลึก ซ่อนอยู่กับเบื้องหลังแห่งความมีความเป็นของสิ่งนั้น... เป็นที่มาแห่งความหมายและเป็นสัญลักษณ์แห่งการตีความอันน่าครุ่นคิดและท้าทายสำนึกแห่งความเป็นจริง... บริบทโดยรวมของนัยดังกล่าวล้วนมีที่มาที่ไปอันสลับซับซ้อน ผูกติดเป็นเบื้องหลังที่เต็มไปด้วยอัศจรรย์และปาฏิหาริย์อันเหลือเชื่อ กระทั่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของมิติแห่งศรัทธาในความฝังจำของผู้อยู่ร่วม... ในฐานะของผู้รับรู้และเฝ้ามองปรากฏการณ์ดังกล่าวอย่างเพ่งพินิจ... มีบางสิ่งที่ก้าวขึ้นสู่บทบาทสูงสุดในทิศทางของประวัติศาสตร์ แต่ก็มีบางสิ่งที่จมลึกอยู่กับก้นบึ้งของความเปล่าดายแห่งวันเวลาที่ไม่ได้รับการเหลียวแล... นี่คือภาพแสดงอันเคลือบแคลงของสิ่งที่เรียกว่าตำนานที่ผ่านข้ามทั้ง “ความจริงลวง” และ “ความลวงจริง” จนยากที่จะเหลือสัมผัสแห่งความจริงหรือความลวงที่แท้เอาไว้เป็นที่ประจักษ์อันชัดแจ้งได้ วิถีแห่งความเป็นไปทั้งหมดนี้จึงขึ้นอยู่กับปัจเจกของผู้สัมผัสนั้นๆ ว่าจะเลือกเชื่อมันและผูกพันอยู่กับสิ่งที่เป็นดั่งปริศนานี้เช่นไร ?... ซึ่งตรงนี้คือทางออกของคำตอบอันจริงจังผู้เล่าเรื่องในแต่ละบุคคล...”


“ตำนานเสาไห้”... ตำนานบทเศร้าแห่งชีวิตที่นับเนื่องและเกี่ยวพันกับธรรมชาติอันศักดิ์สิทธิ์... วิถีอันยิ่งใหญ่ของสิ่งอันยืนยงข้ามยุคข้ามสมัยผ่านลีลาแห่งศรัทธาและความเชื่อมั่นอันไม่รู้จบ... ที่ต้องสูญสิ้นค่าความหมายแห่งตนเองลงทั้งด้วยอคติ และมิจฉาทิฐิที่ถูกครอบครองโดยมนุษย์... มันคือเรื่องราวแห่งโศกนาฏกรรมที่น่าขมขื่นใจ... ซึ่งนอกเหนือจากการคร่ำครวญหวนไห้แล้ว... ก็ไม่มีสิ่งใดที่สามารถสนองตอบกับวังวนแห่งบาปเคราะห์อันเกิดขึ้น ณ ที่ตรงนี้ได้...

“แดนอรัญ แสงทอง” นักเขียนรางวัล “ศิลปาธร” คนล่าสุดได้ร้อยเรียงเรื่องราวแห่งตำนานที่สั่นสะท้านอารมณ์นี้ด้วยเจตจำนงที่มุ่งเน้นและสร้างสรรค์ในส่วนผสานของความเป็นจริงแห่งความรู้สึกจริง กับสภาวะแห่งจินตนาการ ที่ผุดพรายขึ้นมาจากห้วงของการรับรู้ และตีความบนพื้นฐานแห่งความเป็นจิตวิญญาณที่ลึกซึ้ง

“ถ้าหากมีใครถามฉันว่า... ในฐานะนักเขียน... คุณได้เขียนเรื่องอะไรมาบ้าง ฉันก็จะตอบว่า “ตำนานเสาไห้” ถ้าเขาถามอีกว่า “เรื่องเดียวเท่านั้นรึ” ฉันก็จะตอบว่า “เรื่องเดียวเท่านั้น”

“แดนอรัญ” ได้เน้นย้ำถึงปณิธานในการเขียนงานชิ้นนี้ของเขา ซึ่งเป็นดั่งผลงานสร้างสรรค์พิเศษ ที่ถูกกลั่นออกมาจากสำนึกแห่งการร่วมรับรู้จากสัมผัสด้านในที่เต็มไปด้วยความตั้งใจและการน้อมรับภาวะอันควรยกย่องต่อสิ่งที่ถือเป็นตัวละครสำคัญที่ได้เขียนถึง... บทตอนแรกคือการคารวะต่อตำนานปรัมปราที่ดูเหมือนจะมีรากฐานมาจากสถานะอันต้อยต่ำ หากจะมองจากสายตาของคนที่อยู่ ณ เบื้องสูง ที่พร้อมจะเหยียบย่ำความเป็นพื้นถิ่นและสถานะแห่งความเป็นคติชนของชาวบ้านธรรมดาที่สืบเนื่องความเป็นศรัทธากันมาชั่วกัปชั่วกัลป์...

“ข้าพเจ้าใคร่ของร้องให้ท่านเดินแผ่วเบา พูดคุยแผ่วเบา สำรวมกิริยาอาการ ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ข้าพเจ้าใคร่จะขอร้องให้ท่านสำรวมกาย วาจา และใจ ประหนึ่งว่าท่านกำลังอยู่เฉพาะเบื้องพระพักตร์แห่งพระมหากษัตราธิราชเจ้าผู้ทรงมหิทธิเดช และเรืองรุ่งด้วยกฤษฎาภินิหาร ข้าพเจ้าใคร่จะขอร้องให้ท่านถอดหมวกและรองเท้าของท่านออกและเก็บร่มของท่านเสีย และต่อจากนั้นจงยอบกายลงจุดธูปเทียน ปักดอกไม้ลงในแจกัน และหมอบกราบเบญจางคประดิษฐ์ลงสามครา ณ เบื้องหน้าแท่นบูชาอันต่ำต้อยและแปลกประหลาดนี้”

ทำไมสิ่งที่ต่ำต้อยและแปลกประหลาดถึงได้รับการย้ำเตือนให้ผู้คนต้องแสดงถึงความคารวะอันยิ่งใหญ่... นั่นคือเจตจำนงอันบริสุทธิ์ของการเล่าเรื่องราวเรื่องนี้หลังจากปูมประวัติแห่งสิ่งที่ดูเหมือนจะต่ำต้อย ณ เวลานี้ ได้ถูกขยายความออกไปในลักษณะของการเป็นที่พึ่งในมิติแห่งการเซ่นสรวงบวงพลี เพื่อประโยชน์เฉพาะตนมากกว่าการที่จะน้อมรำลึกถึงอดีตกาลอันล้ำค่าที่เคยเป็นตราความหมายอันยาวนานนับพันปีของสิ่งๆ นั้น... มนุษย์เราต่างพากันหลงลืมอดีตอันศักดิ์สิทธิ์ และพากันหมกมุ่นอยู่กับปัจจุบันอันฉาบฉวยเปราะบางกันอย่างไม่ลืมหูลืมตา ดวงจิตของมนุษย์ส่วนใหญ่ในโลกของวันนี้ จึงจมดิ่งอยู่กับแรงปรารถนาในชั่วครู่ยามของตนเพียงเท่านั้น

“เพราะท่านมาสู่ที่แห่งนี้ เพื่อแสวงหาสิริมงคลคุ้มครองตนเพื่อเสริมสร้างพลังใจของท่านให้แข็งกล้า เพื่อขยายขอบเขตแห่งความคิดฝันและจินตนาการของท่านให้กว้างขวางลึกล้ำและมีสีสันขึ้น เพื่อยกระดับจิตใจของท่านให้สูงส่งขึ้น และเพื่อเป็นประจักษ์พยานต่อสิ่งที่หลงเหลืออยู่จากความมลังเมลืองของตำนานอันยิ่งใหญ่ที่กำลังถูกลืมเลือนและถูกบิดเบือนให้เฉไฉไปมิใช่หรือ”

แท้จริงสิ่งที่ผู้คนหลั่งไหลกันมาบูชานั้นคืออะไร ? แน่นอนว่าทุกสิ่งอาจเคยเป็นตำนานอันยิ่งใหญ่ แต่ด้วยหัวใจของมนุษย์ สิ่งอันเป็นทั้งความยิ่งใหญ่และไม่ยิ่งใหญ่ทั้งหลายอาจมีค่าเสมอกัน หากการยอมรับนับถือของชีวิตไม่ได้ถูกดึงออกมาจากเบ้าหลอมอันหม่นไหม้ของอวิชชา... อะไรก็เป็นอะไรได้... ท่ามกลางมโนธรรมสำนึกอันผุกร่อนและความเป็นไปแห่งเจตนาที่ถูกห่มคลุมด้วยความเห็นแก่ตัว ซึ่งปราศจากเป้าหมายของความดีงาม... นี่อาจเป็นบรรทัดฐานแห่งความผิดบาปของชีวิต ที่ปรากฏร่างขึ้นโดยไม่หวั่นเกรงต่อคุณธรรมอันหมายถึงตัวแทนที่ล้ำลึกของคุณธรรม “บนแท่นบูชามิใช่พระพุทธรูปมิใช่ประติมากรรมรูปทวยเทพหรือรูปปั้นของวีรบุรุษ หรือรูปปั้นสิงสาราสัตว์อันมีอยู่เพียงในจินตนาการจากเทพนิยายใดๆ หากแต่เป็นเสาไม้ต้นหนึ่ง โคนกว้างเพียงหนึ่งคนโอบกลมกลึงประหนึ่งสลักเสลา ค่อยๆ รีเรียวด้วยลีลาวิจิตร บรรจงจากโคนไปจรดปลาย ประหนึ่งนายช่างเอกเขาแกล้งหล่อคำนวณความยาวราวสิบวาเศษ ทุกหนทุกแห่งแหล่งที่บนเสาต้นนี้เหลืองอร่ามไปด้วยแผ่นทองคำเปลว เสาต้นนี้เป็นสิ่งที่สิงสถิตของดวงวิญญาณอันเจิดจรัสดวงหนึ่งท่ามกลางดวงวิญญาณอันเจิดจรัสทั้งสากลจักรวาล ความเป็นมาของเสาต้นนี้ และวิญญาณดวงนี้ ผู้คนเขาเล่าขานสืบต่อกันมาเป็นตำนานปรัมปรา”

“แดนอรัญ” ได้สร้างตัวละคร (Character) ในงานประพันธ์ของเขาที่ไม่ได้เป็นมนุษย์ ด้วยการบรรยายจนรับรู้และรู้สึกในความมีชีวิตชีวาที่สมจริงและผูกมัดไว้ด้วยความน่าเชื่อถือด้วยวิถีแห่งการอาศัยจินตนาการที่ประมวลเอาจากสิ่งที่เห็นจากภายนอกทั้งหมดให้เข้ากับสิ่งที่เป็นแก่นสารอันสลับซับซ้อนภายใน... ที่มาที่ไปของตัวละครสำคัญได้เชื่อมโยงเข้ากับสภาวะของความเป็นอดีต... ได้หลอมรวมเข้ากับความเป็นนิรันดร์ ซึ่งประเด็นตรงส่วนนี้คือการนำเสนอในด้านประพันธกรรมที่นับว่าเป็นการอวดฝีมือของผู้เขียน โดยเฉพาะกับการนับเชิงเปรียบเทียบที่สื่อออกมาด้วยการพรรณนาถึงคุณสมบัติอันโดดเด่น จนเห็นได้ถึงเอกลักษณ์ของสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่สามารถแทนความหมายได้ทั้งหมด (Synecdoche) การเขียนในลักษณะนี้นี่เองที่ทำให้ “ตำนานเสาไห้” หนังสือเล่มบางๆ เพียงสามสิบกว่าหน้าได้กลายเป็นดั่งมหาสมุทรแห่งความงามในแง่มุมที่เป็นทั้งสุนทรียศาสตร์และความคิดในเชิงประวัติศาสตร์และสังคมที่กระจ่างชัด... ความชัดเจนของเรื่องเล่าเรื่องนี้อยู่ที่ความสามารถของผู้เล่าด้วยภาษาอันสละสลวย... และด้วยเนื้อในของความรู้สึกที่สามารถขับขานอารมณ์ของภาษาในช่วงตอนต่างๆ ของเรื่องราวให้ปรากฏออกมา ดั่งบทเพลงของจิตวิญญาณ... ท่วงทำนองและลีลาจังหวะของถ้อยคำต่างเคลื่อนไหวไปบนเส้นเสียงแห่งสรรพสิ่งของธารสำนึก... มันคือภาพแสดงทางวรรณกรรมที่เต็มไปด้วยสีสันแห่งความจริงและภาวะไหวสะท้านทางความตระหนักรู้...

“ดวงวิญญาณนี้... แต่ก่อนร่อนชะไรครองรูปลักษณ์เป็นอิตถีเพศสะคราญโฉมเยี่ยงอัปสรสวรรค์ แลแม่นางนั้นไร้ชื่อ แม่นางดำรงอายุขัยมาเนิ่นนานนับสิบศตวรรษ แต่ด้วยบุญญาภินิหาร แม่นางจึงครอบครองความเป็นสาวสวยนะแน่งไว้ชั่วกาลนาน มีเกศายาวสลวยดำขลับวะวาวดั่งขนแห่งนกกาน้ำ ตางามดั่งตาทราย คิ้วโก่งดั่งคันศรแห่งกามเทพ ริมฝีปากแดงดั่งดอกกุหลาบ ฟันขาวดั่งไข่มุก หูดั่งหอยสังข์ แขนสละสลวยดั่งต้นอ้อย ขากลมกลึงเรียวงามดั่งต้นกัทลีในป่าสีมรกตแห่งแดนหิมพานต์ เท้าอวบอิ่มอ่อนนุ่มเหมาะสำหรับจะเหยียบย่างลงบนตฤณชาติเขียวขจีอันพร่างพราวด้วยหยาดน้ำค้างในอุทยานแห่งแดนสรวง ทรวงเต่งตูมดั่งดอกบัวตูมสองดอกที่อยู่เคียงกัน จมูกงามเหมือนดอกไม้ไร้ชื่อ มือทั้งสองงามเหมือนช่อดอกไม้อีกอย่างหนึ่งซึ่งไร้ชื่อเช่นกัน กาลเวลาไม่อาจระคายรูปโฉมของแม่นางได้ เพราะแม่นางมีชีวิตอันเป็นนิรันดร์ (โอ้แม่นางได้สร้างความผิดบาปใดไว้ตั้งแต่เมื่อหนใดหนอ จึงได้ถูกสาปให้มีชีวิตอันเป็นนิรันดร์) โลหิตทุกหยาดในกายแม่นางเป็นคนไทยบริสุทธิ์ และหยาดอสุชลของแม่นางก็เช่นกัน”

บทพรรณนาที่เต็มไปด้วยความวิจิตรตระการนี้ นับเป็นภาวะที่บ่งชี้ให้เห็นถึงรูปโฉมของจินตนาการที่บันทึกอยู่ในห้วงคิดของผู้เขียน... ‘แดนอรัญ’ ให้การยกย่องตัวละครตัวนี้ในฐานะปฐมบทของตำนาน ซึ่งสร้างความหมายต่อสัมผัสแห่งจิตใจได้อย่างแยบยล... ขณะที่มนุษย์ต้องตกอยู่ในวงกรอบของโชคชะตา ซึ่งเราต่างมีสิ่งที่รักใคร่บูชาและสิ่งที่เราอาจถือว่าเป็นความเกลียดชั่งล้ำลึก

ชีวิตมักมีสิ่งที่เราจดจำและพึงใจ เพียงแต่ว่าเราจะสามารถบอกกล่าวเล่าขานถึงสิ่งเหล่านั้นได้ด้วยเจตนาอันบริสุทธิ์อย่างเต็มที่สักเพียงไหนเท่านั้น... ดูเหมือนว่าขณะที่เราก่นด่าสาปแช่งอะไรสักอย่าง แรงขับด้านในของเรากลับส่งเสียงได้ก้องกังวานมากยิ่งกว่าความดีงาม นี่เป็นบรรทัดฐานแห่งการก้าวย่างของตำนานว่า... จะดำรงอยู่ด้วยความรักหรือความเกลียดชังกันแน่... บนโลกที่ศรัทธาอันบริสุทธิ์กำลังจะถูกลืมเลือนและปิดตายด้วยพันธนาการของความว่างเปล่า...

‘แดนอรัญ’ ได้ชี้ให้เห็นว่าความเป็นมาและนิวาสสถานของความเป็นอดีตนั้นยิ่งใหญ่และมีค่าเสมอ... แม้ว่ามันจะถูกทำลายลงอย่างโหดร้ายจากสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ไม่เคยเห็นค่าของมันก็ตาม... อดีตก็คืออดีต... ความงามของมันสถิตอยู่ในก้นบึ้งของหัวใจสำหรับผู้รับรู้เป็นสัมพันธภาพทางจิตวิญญาณที่ก่อเกิดและไม่มีวันจบสิ้น... มีอยู่หลายครั้งหลายหนที่ความเป็นอดีตของโลกนี้ถูกทิ้งขว้างไปอย่างไม่ไยดี โดยเฉพาะอดีตที่อาจหาค่าไม่ได้ด้วยทัศนคติของมนุษย์ในยุคปัจจุบัน... การทำลายล้างในบริบทของความไม่รู้... ยังคงเดินเคียงคู่ไปกับเส้นทางของทรรศนะเชิงอคติที่ไม่เคยให้ค่าต่อสิ่งใด นอกจากค่านิยมเชิงผลประโยชน์นี้ที่ถูกกำหนดขึ้นมาด้วยมายาคติที่เห็นแก่ได้อันเป็นเหตุผลเฉพาะที่ยิ่งใหญ่ของตนเองเพียงเท่านั้น... เหตุนี้... อดีตจึงถูกทำลายลงครั้งแล้วครั้งเล่า และความเป็นอดีตก็เป็นเพียงภาพบรรยายที่เหลืออยู่ในความทรงจำเฉพาะบุคคลเพียงเท่านั้น...

“นิวาสสถานของแม่นางนั้นงามจับตานัก เป็นตะเคียนทองอายุขับหนึ่งพันปี สูงลิบลิ่วตระหง่านเงื้อมอยู่เหนือป่าดิบ ต้นแม่น้ำป่าสักลำต้นเป็นเปลาระหงกลมกลึง แผ่กิ่งก้านรกครึ้มเขียวขจีออกเป็นเชิงเป็นชั้นดั่งร่มฉัตร... มีกล้วยไม้ ป่าหลากสีประดับประดา ร่มเงาเคหาสน์นางไม้นี้แผ่ขยายเป็นวงกว้าง เหนือผืนดินบริเวณโคนต้นคือพงหญ้าเขียวและดงดอกไม้หลากสี ส่งกลิ่นหอมตลบอบอวล ณ ที่แห่งนี้หมู่กวางก็เคยมาเยื้องชำเลืองเดินและเล็มหญ้า กระทำให้ฝูงผึ้งแมลงภู่และผีเสื้อบินว่อนกระจัดกระจาย แต่พยัคฆาและเสือสีห์อันร้ายกาจมิเคยเลียบเคียงดุ่มด้อมเข้ามาเลย ณ ที่แห่งนี้ปักษาสีสดใสเสียงไพเราะที่ยังชีพด้วยธัญพืชและไม้ผลต่างก็เข้ามาเกาะพักเหนื่อยและขับขานบทเพลง แต่ปักษาล่าเหยื่อสีคล้ำทะมึนมีเสียงชวนหวาดแสยงที่ยังชีพด้วยชีวิตสัตว์อื่นมิเคยย่างกรายเข้ามาเลย ตะเคียนทองต้นนี้งามเลิศล้ำอำไพยิ่งนัก และแม่นางก็ดื่มด่ำปีติสุขภาคภูมิใจในอหังการ์แห่งเรือนงามของตนเสมอมา อันว่าแม่นางครองสถานภาพสูงส่ง เป็นราชินีแห่งนางไม้ทั้งหลายฉันใด ตะเคียนทองของแม่นางก็ครองสถานภาพสูงส่งเป็นราชินีแห่งมวลพฤกษาในป่าฉันนั้น”

แน่นอนว่าโครงเรื่องของชีวิตไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใดก็ตามย่อมมีภาวะที่ต้องถูกเบี่ยงเบน... “ไม้งามย่อมมีคนจอง” กิตติศัพท์ของตะเคียนทองต้นนี้บันลือไกล เป็นเหตุให้มีคนเข้ามาเชิญวิญญาณของแม่นางผู้สิงสถิตไปอยู่ ณ ศาลเพียงตาแทน...ด้วยความหวังจะนำตะเคียนทองต้นนี้ไปเป็นเสาเอกของวัง เจ้าเมืองก็มี... ไปเป็นเสาเอกเคหาสน์ ของคหบดีผู้มั่งคั่งหรือขุนนางยศใหญ่ก็มี... จะเอาไปต่อเป็นเรือใหญ่สำหรับแข่งขันในฤดูน้ำหลาก จะเอาไปทำเป็นเสาเมรุมาศให้ท้าวพระยามหากษัตริย์องค์นั้นองค์นี้บ้างล่ะ “แต่แม่นางก็ยืนกรานปฏิเสธเสมอมา”... ครั้นพอมีคนหักหาญดันทุรังจะโค่นตะเคียนทองลง แม่นางก็สำแดงเดช ขู่ขวัญเขาต่างๆ นานา...

บริบทแห่งตะเคียนทองต้นนี้กับเงาร่างของแม่นางผู้เป็นเจ้าของอันสืบเนื่องอยู่ร่วมกันมานับพันปี... ถือเป็นบทตอนที่สื่อแสดงถึงภาวะอันยิ่งใหญ่ของโลกธรรมชาติที่ธำรงอยู่ด้วยสิ่งแวดล้อมอันให้คุณค่าแก่กันและกันเสมอมา แม้ว่าจะถูกรุกรานหรือคุกคามจากปัจจัยภายนอกสักเพียงใดก็ตาม... โดยเฉพาะจากค่านิยมแห่งสัญลักษณ์ทางชนชั้นที่คอยบีบบังคับและรังแกขู่เข็ญอยู่เสมอ... ‘แดนอรัญ’ ได้นำมิติทางประวัติศาสตร์ของชาติไทย โดยเฉพาะประวัติศาสตร์ในช่วงแห่งความรุ่งโรจน์และสูญเสียแทรกไว้ในการประพันธ์อย่างมีชั้นเชิง... ผ่าน “ทิพยจักษุ” แห่งแม่นางผู้มีญาณวิเศษและอำนาจเหนือธรรมชาติในช่วงชีวิตอันยาวนาน... สิ่งนี้คือมิติแห่งอุทาหรณ์เชิงเปรียบเทียบที่ทั้งเป็นสุขและทุกข์อันเนื่องมาแต่ปรากฏการณ์ของแผ่นดิน “แม่นางได้รับรู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในดินแดนสุวรรณภูมินี้มาตั้งแต่บรมสมกัป ทั้งที่เกิดในเวียงวังของท้าวพระยามหากษัตริย์ ทั้งที่เกิดในเรือนชานบ้านช่องและกระท่อมทับของสามัญชน” นับจากพระยาพานคลุ้มคลั่งอยู่ในท้องพระโรงเมื่อรู้ว่าตนได้ฆ่าบิดาด้วยมือแห่งตนและเสพสังวาสกับมารดาแห่งตนเข้าให้เสียแล้ว

แต่แม้กระนั้นก็ยังสั่นประกาศิตสั่งฆ่ายายหอมผู้เลี้ยงดูตนมา... ได้เคยเห็นพ่อขุนผาเมืองเจ้า เมืองราดขึ้นช้างทรงกลับไปยังเมืองของพระองค์ หลังจากช่วยพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ กำราบขอมโดยไม่แยแสกับบัลลังก์กษัตริย์สุโขทัยอันว่างเปล่าซึ่งรอคอยพระองค์อยู่ เพราะทรงมีความรักในเทวตาธรรมยิ่งกว่าความรักในเศวตฉัตร... ได้เคยเห็นพระมหินทราธิราชหมอบกราบลงแทบบาทบุเรงนอง ยอมยกกรุงศรีอยุธยาให้เป็นข้าขอบขัณฑสีมาแก่กรุงหงสาวดี... ได้เคยเห็นพระนเรศวรผู้ฉกาจกล้าคร้ำเคร่งฝึกปรือพาหุยุทธ์คิดการซ่องสุมผู้คนจะสลัดแอกพม่า... และแม่นางก็ได้เห็นพระเจ้าเอกทัศน์ร่ำน้ำจัณฑ์เมามาย... ยังหมกไหม้ใฝ่ฝันอยู่กับกามรส แม้ในยามเสียงปืนใหญ่ของกองทัพพม่าจะคำรนคำราม “แม่นางได้เห็นมาทั้งหมดทั้งสิ้น ประดาชนเผ่าไทยเมื่อยามเขามีสุข เมื่อยามบ้านเมืองปราศจากสงคราม... แม่นางได้เห็นอีกเช่นกัน ประดาชนเผ่าไทยเมื่อคราที่ เขาอกไหม้ไส้ขม... แตกสานซ่านเซ็นเพราะถูกกองทัพศัตรูรุกราน... แม่นางอิ่มสุข เมื่อเห็นเขาอิ่มสุข แม่นางร่ำไห้ เมื่อเห็นเขาร่ำไห้... เขาเหล่านั้นเป็น ชนเผ่าเดียวกันกับแม่นางทั้งหนุ่มสาวลูกเล็กเด็กแดงและเฒ่าชแรแก่ชราเหล่านั้น... เขาเป็นส่วนหนึ่งของแม่นาง แม่นางเป็นส่วนหนึ่งของเขา มันเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร มันเกิดขึ้นแต่ครั้งไหน แม่นางไม่รู้เลย รู้แต่เพียงว่ามันจะเป็นเช่นนั้นไปอีกนานเท่านาน”

เบ้าหลอมแห่งสำนึกที่ผ่านผัสสะของดวงตาภายในของ ‘แดนอรัญ’ ตรงส่วนนี้สื่อสำนึกถึงความจริงแท้แห่งภาพแสดงที่ตราตรึงอยู่กับความหมายทางประวัติศาสตร์ มันคือบทวิพากษ์ทางความคิดต่อสิ่งที่เห็นและสิ่งที่แสดงอยู่เบี้องหน้าของการรับรู้... ประวัติศาสตร์ผ่านไปแล้ว... มันไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงและพลิกกลับเหตุการณ์ใดๆ ได้อีก แต่มันก็ยังสามารถตีความใหม่ด้วยมุมมองใหม่ได้ สุดแต่ว่าสำนึกคิดของผู้อยู่ร่วมในแผ่นดินจะตระหนักถึงผลลัพธ์แห่งการรับรู้ดังกล่าวนี้กันมากน้อยเพียงไหนเท่านั้น...

‘แดนอรัญ’ มองเหตุการณ์ต่างๆ ด้วยสายตาที่คมกริบ มันเต็มไปด้วยโจทย์แห่งคำถามที่เน้นย้ำให้ต้องขบคิดและไม่อาจมองข้ามผ่าน เช่นเดียวกับประเด็นอันสำคัญที่สุดของเรื่องเล่าเรื่องนี้... ที่นับเป็นอุบัติการณ์แห่งการสร้างบ้านแบ่งเมืองใหม่หลังจากล่มสลายอันน่าสมเพชเวทนา... จากภาวะแห่งการขาดสติและไร้ความรับผิดชอบของผู้นำ

เมื่อสิ้นอยุธยา... ผ่านกรุงธนบุรี จนล่วงเข้าสู่การสถาปนาเมืองหลวงใหม่ขึ้น อันหมายถึงกรุงเทพมหานคร... เมืองใหม่... ที่ถูกสร้างขึ้นจากจิตอันรับผิดชอบและความหวังแห่งความเป็นอนาคต... นั่นคือเจตนารมณ์อันสูงส่งที่ทำให้แม่นางตัดสินใจสละเรือนรังอันหมายถึงต้นตะเคียนทองอายุพันปีให้มาเป็น... “เสาหลักเมือง” ของเมืองใหม่แห่งความหวังแห่งนี้... หลังจากเมื่อไม่นานก่อนหน้านั้นแม่นางต้องสิ้นหวังและเสียน้ำตาให้แก่การสูญสิ้นกรุงศรีอยุธยาแก่พม่า

“คราครั้งนั้น... ในป่าใหญ่ต้นแควแม่น้ำป่าสัก... ตะเคียนทองต้นนั้นยอดค้อมต่ำลงมาด้วยน้ำหนักแห่งความสิ้นหวัง ลำต้นบิดงอด้วยความรวดร้าวอันแทบจะทานทนมิได้... ยางสีแดงซึมเปรอะไปทั้งลำต้นและกิ่งก้านน้อยใหญ่ผุดพรายดังเหงื่อที่กลายเป็นเลือด... พรานป่าหลายต่อหลายคนเขาก็ได้เห็นแม่นางด้วย... บางทียืนอยู่โคนต้นตะเคียนทองด้วยร่างที่แทบทรงไว้มิได้ น้ำตาไหลพรากใบหน้า... เหม่อมองออกไปยังราวป่าเมื่อยามตะวันชิงพลบ บางทีคุดจับเจ่าอยู่บนคาคบ เกศายุ่งเหยิง เรือนกายผ่ายผอม ผิวพรรณซีดเซียว กำลังเอามือปิดหน้าตนเองสะอึกสะอื้นพิรี้พิไรอยู่ในแสงอันกระจ่างจ้าแห่งทิวาวาร”

“ตำนานเสาไห้” เป็นเรื่องเล่าของอะไรกันแน่ บนวิถีแห่งการสร้างสรรค์ของ ‘แดนอรัญ แสงทอง’  

มันคือความเปรียบที่เป็นภาพแสดงทางการเมืองที่ขมขื่นของอดีตที่ไม่อาจหวนคือกลับมาได้อีกแล้ว แต่กับปัจจุบันเหตุการณ์อันน่าขมขื่นใจและไร้สาระนั้นก็ยังคงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า หรือนี่คือเรื่องราวอันงดงามแห่งพลังอำนาจของธรรมชาติ... ที่มักจะถูกทำลายความยิ่งใหญ่ด้วยน้ำมือและหัวใจอันพลิกผันของหมู่มวลมนุษย์... อยู่มิได้ขาด

“เขาริดกิ่งรอนก้านตะเคียนทองออกเสียจนสิ้น เขาบั่นปลายยอดของตะเคียนทองทิ้ง เขาเฉาะขวานเลาะเปลือกและกระพี้ของตะเคียนทองออกอยู่ฉับๆ แม่นางก็ให้ปวดร้าวไปทั่วสรรพางค์ แต่ก็มิได้หวีดร้อง ข่มกลั้นทุกขเวทนาทั้งหลายทั้งปวงไว้เยี่ยงมารดาในยามกำเนิดบุตร”

แม่นางยอมเสียสละด้วยความเจ็บปวดของตนเองเพื่อจะไปเป็นรากฐานของชีวิตใหม่แห่งแผ่นดิน ไปเป็นเสาหลักเมืองให้เป็นศรีเป็นศักดิ์แก่เมืองกรุงใหม่ที่เต็มไปด้วยความเจริญรุ่งเรือง แต่ท้ายที่สุดแม่นางและตะเคียนทองกลับไปไม่ถึง... คุณค่าที่ใครๆ เคยยกย่องกลับมิอาจรอคอยได้ โดยช่างผู้สร้างเมืองใหม่ เขาเลือกเสาต้นอื่นไปทำเสาหลักเมืองเสียแล้ว... นี่คือความวิปโยคแห่งชะตากรรมของการพลีกายถวายชีวิต ความวิปโยคจากความคิดฝันที่จะบำเพ็ญประโยชน์ แต่ก็ไม่อาจสมใจตามที่ได้ตั้งหวังไว้ ใจแม่นางก็รอนร้าว อกนี่เหมือนจะแตกออกเป็นเสี่ยง ทั้งหมดทั้งปวงนี้ลงเอยที่ความเปล่าดายเสียแล้วกระนั้นหรือ แต่จะโกรธใครเขาได้เล่า จะโทษใครเขาได้หรือ แล้วนี่ฉันจะทำฉันใดต่อไปดี จะกลับหรือก็ไม่ได้ จะไปหรือก็ไม่ถึงแล้ว แม่ก็ก่นแต่จะร้องไห้รำพันพิลาป มิรู้จะบอกกล่าวทุกข์โศกของตนให้ผู้ใดฟัง... แล้วซุงตะเคียนทองก็สำแดงปาฏิหาริย์สอยเวียนทวนน้ำและจ่มลงในลำน้ำป่าสักนั่นเอง

“ ตำนานเสาไห้” เป็นประพันธกรรมที่เต็มไปด้วยมิติสัญญะแห่งความเป็นพื้นถิ่น (Localdialect) ที่ ‘แดนอรัญ’ ได้ใช้ทักษะปรับแปลงมาเป็นนัยของเรื่องราวที่ทับซ้อนกันในจิตสำนึกอันน่าใคร่ครวญ ... บ้างเป็นความจริงในวิถีศรัทธาอันเร้นลับ... บ้างเป็นข้อเปรียบเทียบที่แสดงถึงผลึกแห่งอดีตที่ถูกมองข้ามมาเสมอและยังขบไม่แตก... ทั้งหมดทั้งสิ้นล้วนคงอยู่และตายไปในรากฐานแห่งความเป็นชีวิตของเราที่เป็นประหนึ่งเงาสะท้อนระหว่างมายาคติกับสิ่งที่อยู่เหนือจากสำนึกทั้งหลายทั้งปวง มันคือด้านที่สลับซับซ้อนแห่งลำดับขั้นในสถานะของความเป็นมนุษย์ที่แท้ นี่คือ... งานสร้างสรรค์อันชวนติดตาม... ทั้งด้วยภาษาและความคิดแห่งการประพันธ์ที่เปี่ยมไปด้วยประกายแห่งการพินิจพิเคราะห์ที่มิใช่เพียงการเล่าขานอย่างสามัญ แต่มันคือตำนานอันหยั่งลึกของสิ่งบางสิ่งที่อาจกลายมาเป็นเสาหลักแห่งแรงบันดาลใจ ตลอดจนความเชื่อและศรัทธาของผู้คนทุกคนในที่สุด

ว่ากันว่า เนิ่นนานนับร้อยปีต่อมาแม่นางจึงข่มใจได้สงบ วันหนึ่งเมื่อผู้คนเขาทำพิธีอัญเชิญ ซึ่งตะเคียนทองต้นนั้นขึ้นจากน้ำ แม่นางก็ยินยอมแต่โดยดี... เมื่อเขาเอาซุงขึ้นไปไว้ในบริเวณวัดแห่งหนึ่ง แม่นางก็ไม่ว่ากระไร... แม้ซุงตะเคียนทองต้นนี้จะซูบเรียวลง หดสั้นลงและแตกแยกร้าวรานไปทั่วด้วยอำนาจแห่งความตรอมตรม แต่ผู้คนทั้งจากใกล้และไกลก็ต่างพากันไปกราบไหว้อยู่เสมอมิได้ขาดสาย เขาเอาทองคำเปลวปิดประดับเสียเรืองอร่ามจากโคนจรดปลาย... ใจของเขาหม่นหมองเมื่อเขาก้มลงกราบ สะท้อนสะท้านเมื่อเขาหวนคะนึงถึงชะตากรรมที่แม่นางได้ประสบ แต่ในขณะเดียวกันขอบเขตความคิดฝันของเขาก็กว้างขวางขึ้น ดวงจิตของเขาลึกล้ำและใสกระจ่างขึ้น

สำหรับบางคนผู้มีสภาวะจิตอันประภัสสรและอ่อนไหว อันได้แก่ เด็ก นักฝัน กวี และศาสดาพยากรณ์เรื่องราวอันว่าด้วยตำนานของแม่นางก็เป็นประหนึ่งต้นธารแห่งแรงบันดาลใจที่ถั่งท้นล้นหลากด้วยพลังอันมหัศจรรย์ นั่นหมายถึงว่าลึกลงไปในความทรงจำ การก่อเกิดของตำนานย่อมขึ้นอยู่กับเนื้อแท้แห่งศรัทธาที่ส่องสะท้อนถึงการน้อมคำนับต่อจิตวิญญาณอันบริสุทธิ์ที่ไม่เคยเปลี่ยนแปรเป็นอื่นใด

“ด้วยเหตุนี้ข้าพเจ้าจึงใคร่ขอร้องให้ท่านเดินอย่างแผ่วเบา พูดคุยแผ่วเบา สำรวมกิริยาอาการ ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ข้าพเจ้าจะขอร้องให้ท่านสำรวมกายวาจาใจ ประหนึ่งว่าท่านกำลังอยู่เฉพาะเบื้องพระพักตร์แห่งพระมหากษัตราธิราชเจ้าผู้ทรงมหิทธิเดชและเรืองรุ่งด้วยกฤษฎาภินิหาร”