บล็อกนี้ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องจาก แดนอรัญ แสงทอง

วันอาทิตย์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

สบแสงแดนเสือ: ภารกิจโกยคำชั่วชีวิตของ แดนอรัญ แสงทอง


สัมภาษณ์โดย : ทีมงานฟิล์มไวรัส
ถ่ายภาพ : โมรีมาตย์ ระเด่นอาหมัด

หมายเหตุ : นี่เป็นบทสัมภาษณ์ล่าสุดของแดนอรัญ ที่ยังไม่เคยลงสื่อใดๆ มาก่อน สัมภาษณ์เมื่อต้นเดือน ม.ค. 53  โปรดติดตามอ่านฉบับสมบูรณ์พร้อมบทความที่แดนอรัญเขียนได้ใน Open Review พ็อตเก็ตบุ๊คส์ สำนักพิมพ์โอเพ่น (ภายในปีนี้)

…………………………………………………………………….

แดนอรัญ แสงทอง ชื่อที่หลายคนขยาดขาม บางคนนับถือเป็นศาสดาแห่งสวนอักษร และอีกจำนวนไม่น้อยที่ยักไหล่ “แล้วไง ?” จึงรู้สึกทั้งตื่นเต้นและแปลกใจ เมื่อ สนธยา ทรัพย์เย็น – เจ้าสำนักฟิล์มไวรัสมอบหมายให้พวกเราบุกไปสัมภาษณ์คนป่าถึงบ้านที่จังหวัดเพชรบุรี จินตนาการที่เราวาดฝันกับภาพจริงที่แตกต่างกันอย่างสุดโต่ง แต่สุดท้ายก็มาประสานกันได้ในที่สุด นับจากวันซึ่ง “ทุ่งดอกหญ้าถึงดวงดาว” ของ ออสการ์ ไวลด์ (สนพ. ทานตะวัน) เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้พวกเราได้รู้จักกับคุณแดนอรัญ ด้วยอรรถรสของการเพาะเลี้ยงบ่มพรรณพฤกษ์ทางภาษา และการคัดสรรเรื่องแปลซึ่งทำให้พวกเราติดตามอ่านเรื่อยมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผลงานประหลาดพิลาสที่เขาประพันธ์เอง เรื่องของเขามักมีเสียงแปลกประหลาดบางอย่างเสมอที่สะกิดให้เราสะดุ้งลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง ยิ่งเมื่อเราร่วมงานกับเขาในหนังสือแปลชุด bookvirus เล่ม 3 ฉบับ “กาจับโลง” (สนพ. ดวงกมลฟิล์มเฮ้าส์) และร่วมเฉลิมฉลอง 100 ปี เรื่องแปล “เว็นดิโก้” (สนพ. โอเพ่นบุ๊คส์) จึงยิ่งชวนให้ฉงนเป็นที่สุดว่า แท้จริงบุคคลเบื้องหลังอลังการงานคำรามเหล่านั้นจะมีตัวตนเป็นเช่นใด
  สำหรับภารกิจการรวบตัวสิงห์แดนเสืออันหนักหนาสาหัสนี้ แม้จะเสียดายว่า คุณ 
 ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา บรรณาธิการใหญ่ของสนพ. โอเพ่นบุ๊คส์ ซึ่งเป็นอดีตผู้อุปสมบถไม่ว่าง
  มาวาดบ่วงและร่วมถกธรรม แต่อย่างไรก็ตามพวกเราเหล่าคนบาปสมาชิกฟิล์มไวรัสก็พร้อมด้วย
อุปกรณ์คำถามและอาวุธครบมืออันเป็นดังหน่อเนื้อเซฟตี้คัต ซึ่งถูกตระเตรียมมาไว้ต้านมรสุม
พิโรธที่ส่อแววจะตั้งเค้า                                                                                                                                                  
เรามาถึงเพชรบุรีก่อนเวลานัด จึงมีเวลาเที่ยวชมเมือง เราไม่รู้มาก่อนว่าเพชรบุรีมีลิงเยอะ และมีภูเขาตั้งอยู่ใจกลางเมือง ที่นี่มีแม่น้ำ และมีถนนใต้ร่มมะฮ็อกกานีขนาดใหญ่เป็นแถวยาว... หลังจากดื่มด่ำกับธรรมชาติพอหอมปากหอมคอ เราก็มุ่งหน้าต่อไปยังจุดนัดพบ บ้านไม้หลังสีขาวฟ้าซึ่งเป็นบ้านเช่าที่คุณแดนอรัญใช้เป็นฐานทัพในการเขียนหนังสือ เขาทักทายต้อนรับพวกเราอย่างเป็นกันเอง ไม่ดุไม่กัด เขาดูสะอาดสะอ้าน บ้านก็เป็นระเบียบเรียบร้อยกว่าบ้านของชาวบ้านทั่วไป ในห้องของเขาเต็มไปด้วยหนังสือ ตัวจริงของคุณแดนอรัญเป็นคนผิวคล้ำ ร่างกายบึกบึนแข็งแรงมาก หน้าผากกว้าง ผมยาวสีดำ หนวดเคราก็ยาวแต่สีเทาแกมเงิน น้ำเสียงกระฉับกระเฉง เขาตอนนี้ท้วมกว่าในรูปที่พวกเราเห็นในอินเตอร์เน็ท ตอนคุยกันเขาดู
หงุดหงิดบ้างเล็กน้อยเพราะอยู่ในช่วงเลิกบุหรี่และกาแฟ แต่โดยรวมแล้วถือว่าเขาเป็นเจ้า
บ้านที่ดี เรานั่งที่ม้าหินอ่อนใต้ต้นมะม่วง มีลมพัดเบา ๆ จากทางทิศตะวันตก มีเสียงนกร้อง  
และหลังจากได้ดื่มน้ำเย็น ๆ ชื่นใจแล้ว การสัมภาษณ์ก็เริ่มขึ้น และสิ่งที่ทำให้เราแน่ใจว่าคุยไม่
ผิดตัวก็คือการทำตาขวางของเขาเมื่อเริ่มพาดพิงถึงบรรดามหาบัณฑิตผู้รอบรู้ข่าวสาร ซึ่ง
ชอบทำตัวเป็นนักปรัชญาผู้ใคร่ครวญเฉพาะด้านในระดับจินตมยปัญญาและสุตมยปัญญา

หมายเหตุ: ต้องขออนุญาตคุณแดนอรัญ และคุณผู้อ่านทุกท่านที่ทีมงานฟิล์มไวรัสขอระบุชื่อ
หนังสือ ชื่อภาพยนตร์และชื่อบุคคลบางส่วนเป็นตัวสะกดภาษาอังกฤษ ทั้งนี้นั้นเพื่อความสะดวกในการเทียบเสียงและการสืบค้นต่อไป 

• คุณยังเชื่อมั่นในอำนาจของวรรณกรรมอยู่ไหม
นี่เป็นคำถามที่ตอบยากนะ ต่อให้เป็นคำตอบในทัศนะส่วนตัวก็ตามทีเถิด เอาเป็นว่า
คำตอบนี้ไม่เกี่ยวข้องกับใคร โดยส่วนตัวแล้วขณะนี้ผมไม่ได้เร่าร้อนด้วยพลังการสร้างสรรค์ใด
ๆ เลย อยู่ในภาวะเฉื่อยเนื่อย อย่าว่าแต่จะเขียนหนังสือเลย แม้แต่จะอ่านก็ไม่ค่อยได้อ่าน พูด
ง่าย ๆ ก็คือเกียจคร้านน่ะแหละ ผมเขียนน้อยลงมาก อ่านน้อยลงมาก เออ พูดก็น้อยลง วัน ๆ
แทบไม่ได้พูดกับใคร วันเวลาช่วงสี่ซ้าห้าเดือนมานี้มันดูแปลก ๆ น่ะ ผมกำลังเลิกบุหรี่และเลิก
กาแฟเด็ดขาด ดูเหมือนว่าพลังของผมถูกใช้ไปในการต่อสู้กับความอยากสูบบุหรี่และความอยาก
ดื่มกำแฟ ผมติดบุหรี่และกาแฟงอมแงมมายาวนานหลายสิบปี พอเลิกบุหรี่เลิกกาแฟก็เลย
หงุดหงิด พ้นจากช่วงนี้ไปผมอาจสนุกกับการเขียนขึ้นมาอีกก็ได้ ผมหวังอย่างนั้นนะ ถ้าหากผม
จะนึกจะคิดอะไรอยู่บ้างเกี่ยวกับวรรณกรรม ผมก็นึกถึงวรรณกรรมที่เป็นโลกุตตระศิลป์น่ะ  
ไม่ใช่วรรณกรรมที่เป็นโลกียะศิลป์ โลกุตตระศิลป์คืออะไรและโลกียะศิลป์คืออะไร แตกต่าง
กันอย่างไร คุณก็ลองหาอ่านเอาจาก “ทางเอก” ของท่านพุทธทาส ผมคิดว่าคนที่เกี่ยวข้องกับ
ศิลปะวรรณกรรมทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะผู้สร้าง ผู้เสพ หรือผู้ประเมินคุณค่า ควรจะศึกษา  
ควรจะเอาใจใส่กับทัศนะทางศิลปะของท่านพุทธทาสนะ แน่นอนละว่าทัศนะของท่านพุทธทาส
นั้นก็พัฒนามาจากทัศนะของพระพุทธองค์นั่นเอง พระพุทธองค์ทรงเห็นว่าการพูดคุย ถกเถียง  
วิจักขณ์วิจารณ์เกี่ยวกับวรรณกรรมนั้นเสี่ยงต่อการผิดศีลข้อสี่ คือว่าเข้าข่ายพูดเพ้อเจ้อ ดังนั้น  
ทั้งผมและคุณต้องระมัดระวังตัวให้ดี ในสมัยพุทธกาลก็มีมหากวีนะ ชื่อท่านวังคีสะ ท่าน
วังคีสะนี่นอกจากท่านจะเป็นมหากวีแล้วท่านก็ยังเป็นเต้ยในการปฏิบัติสมาธิภาวนาด้วย พลังจิต
ของท่านแข็งกล้ามหาศาล และท่านก็เป็นจอมอหังการ์ ท่านมั่นใจในตนเองมากจนถึงกับ
หาญกล้าปะทะคารมกับพระพุทธองค์ แต่ท่านพ่ายแพ้ และท่านก็เลยบวช ประพฤติธรรมวินัย
ของพระพุทธองค์ เข้าใจว่าหลังจากท่านเป็นพระอรหันต์แล้วท่านรจนากวีนิพนธ์น้อยลง บทกวี
ของท่านยังคงปรากฏอยู่ในพระสูตรหนึ่งหรือสองพระสูตร ผมลืมชื่อพระสูตรเหล่านั้นเสียแล้ว  
ถ้าคุณสนใจคุณก็ลองค้นดูในพระไตรปิฎก ผมมั่นใจว่าแม้แต่กวีอย่าง “นายผี” หรือจิตร ภูมิ
ศักดิ์ก็จะไม่เอาใจใส่กับทัศนะทางวรรณกรรมตามกรอบมาร์กซิสท์ – เลนินนิสหรือเหมาอิสต์อีก
เลยถ้าหากมีโอกาสได้ศึกษาแนวคิดและแนวปฏิบัติของพระพุทธองค์

                                                                                               

• สำหรับคุณแล้ววรรณกรรมควรจะเป็นอย่างไร
ผมสนใจเรื่องราวของความเปลี่ยนแปลงจากโลกียะไปสู่โลกุตตระ พระอรหันต์น่ะท่าน
ก็ล้วนแล้วแต่เป็นปุถุชนมาก่อน คนเราไม่จำเป็นต้องใช้เวลาหนึ่งพันปีในการเรียนรู้ถึงความไร้
แก่นสารของโลกียะหรอก ท่านอะไรนะที่ท่านเฝ้าแต่รำพึงว่า “ที่นี่ข้ดข้องหนอ ที่นี่วุ่นวาย
หนอ” ท่านยสะ ท่านผู้นี้ก็ไม่ใช่คนทุคตะยากไร้ ท่านก็มั่งมีศรีสุขดีและอาจถึงแก่วุ่นวายอยู่กับ
สุรานารีและพาชีกีฬาบัตรเสียด้วยซ้ำไป แต่ท่านก็มีสติปัญญามากพอที่จะหยั่งรู้ได้ถึงความ
แปรปรวนของชีวิต เมื่อตอนเป็นเด็ก ๆ ผมอ่านพบเรื่องของท่านผู้นี้ผมก็พูดกับตนเองว่า อะไร
วะ รำพึงแค่นี้ถึงกับออกบวชเลยเหรอ แต่นี่คือถ้อยคำอมตะ ทุกวันนี้ก็ยังคงกระพันชาตรีอยู่เลย  
“ที่นี่ขัดข้องหนอ ที่นี่วุ่นวายหนอ” นี่คือสิ่งที่ผมรู้สึกอยู่ตลอดเวลา
ท่านพระโมคคัลลาน์นั้นตอนท่านลงมือปฏิบัติสมาธิภาวนาใหม่ ๆ ท่านก็มักจะสัปหงกอยู่เป็นนิจ ชีวิตในสมณะเพศของท่านองคุลีมาลนั้นในระยะแรกก็คงไม่สู้จะราบรื่นนักเพราะท่านเคยเป็นโจรมาก่อนและบาปเวรทั้งหลายทั้งปวงก็คงจะหลอกหลอนท่าน และผมคิดว่าท่าน
เป็นผู้ติดในรสชาติของอาหารด้วยนะ มีความเป็นไปได้อยู่มากว่าท่านอาจไปไกลถึงขนาดกิน
เนื้อมนุษย์ด้วย เหมือนอย่างที่เราจะรู้สึกได้ในตำนานของพระนเรศวรหรือตำนานของแดรคคิว
ลาหรืออย่างน้อยเนื้อที่ท่านเคยกินในระหว่างที่ท่านเป็นโจร อาจเป็นเนื้อสัตว์สุก ๆ ดิบ ๆ ทีนี้ก็มี
พระบาลีกล่าวรับรองไว้ว่า “ผู้ที่ยังติดใจในรสชาติของอาหาร ย่อมไม่ติดใจในรสแห่งฌาน”  
ผมเข้าใจว่าท่านพระองคุลีมาลคงทรมานมาก หลวงพ่อชาเล่าว่าสมัยท่านอินทรีย์ยังไม่แก่กล้า  
ความอยากอาหารเล่นงานท่านแทบเสียผู้เสียคน ท่านคิดถึงส้มตำกล้วยดิบที่โยมมารดาของท่าน
เคยทำให้ท่านกินตอนท่านยังไม่ได้บวช คิดถึงจนน้ำลายไหล แต่ท่านอาจารย์ทองรัตน์ กันต
สีโลนั้นกลับแตกต่างออกไป ท่านเคยเพลิดเพลินยินดีอยู่ในฌานของท่านจนไม่ฉันอาหารคราว
ละหลาย ๆ วัน ท่านผู้บริสุทธิ์เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นปุถุชนมาก่อนทั้งนั้น ถ้าผมจะเขียน ผมก็
อยากจะเขียนถึงความเปลี่ยนแปลงในจิตใจของท่านเหล่านี้ ถ้าหากว่าผมพอจะทำอะไรที่มันจะ
เกี่ยวข้องกับวรรณกรรมอยู่บ้างแล้ว ผมก็อยากจะเอาเรื่องราวประดานี้แหละมาแปรเป็น
วรรณกรรม พูดง่าย ๆ ก็คือเรื่องราวของบรรดาพระป่าจะเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับผม ท่านพระ
อาจารย์พรหม จิระปุญโญนั้นชีวิตของท่านคล้ายคลึงกับชีวิตของท่านพระองคุลีมาลอย่างยิ่ง  
และผู้คนในแวดวงของการปฏิบัติธรรมต่างก็รู้กันดีว่าท่านพระอาจารย์พรหมมีภูมิจิตภูมิธรรมสูง
ล้ำเลิศ เป็นผู้บริสุทธิ์

• ในฐานะนักแปลคุณคิดว่าเราได้อ่านหนังสือที่เราควรจะได้อ่านมากพอหรือยัง
ข้อมูลทางวิชาการของศาสตราจารย์เอียน สตีเวนสันเกี่ยวกับการระลึกชาติได้น่ะมีใคร
แปลหรือยัง คนสมัยใหม่มักหัวเราะเยาะความเชื่อเรื่องตายแล้วเกิดใหม่ มองว่าเป็นเรื่องโกหก
หวือหวา แต่การศึกษาของคนสมัยใหม่น่ะติดตังวนเวียนอยู่กับสุตมยปัญญาและจิตมยปัญญา คือว่าฟังมาก ดูมาก อ่านมาก รับรู้ข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ มาก แล้วก็กลายเป็นบัณฑิต มหาบัณฑิต ดุษฎีบัณฑิต มีปัญญาที่เรียกว่าสุตมยปัญญา พวกที่คิดมาก ใคร่ครวญมาก ใช้เหตุผล ใช้จินตนาการก็กลายเป็นนักคิดนักเขียน เป็นศิลปิน นักวิทยาศาสตร์ กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน พวกนี้ก็มีปัญญาอยู่ในระดับจินตมยปัญญา แต่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนถึงการแสวงหาปัญญาจากการปฏิบัติธรรมบำเพ็ญเพียร ที่เรียกว่าภาวนามยปัญญา เป็นคำสอนที่มีระบบระเบียบและกฎเกณฑ์แน่ชัดละเอียดละออ ความรู้อันแจ่มชัดจากการบำเพ็ญเพียรภาวนาเรียกว่า ญาน หรือ ฌาน บุพเพนิวาสานุสสติญานคือญานที่ทำให้เราสามารถระลึกชาติได้ เป็นเรื่องสามัญนะ เป็นเรื่องปรกติสำหรับผู้ปฏิบัติธรรม เป็นข้อเท็จจริงอย่างหนึ่ง มนุษย์เรานั้นเวียนตายเวียนเกิด วิทยาศาสตร์ไม่เชื่อในความจริงข้อนี้ มนุษย์ยุคใหม่ผู้มีความคิดเป็นวิทยาศาสตร์จึงมักจะมีท่าทีที่ว่า “ฉันอาจจะทำชั่วทำเลวก็ได้ถ้าจำเป็นหรือถ้าโอกาสเป็นใจ ฉันตายแล้วก็ดับสูญ กรรมตามสนองฉันไม่ทันหรอก ชาติหน้าไม่มี” ผลก็คือความชั่วความผิดบาปแพร่ขยายครองโลก ข้อมูลเกี่ยวกับการตายแล้วเกิดใหม่นี่ภาษาไทยมีอยู่เป็นกุรุส ลองเอางานของฝรั่งเศสมาอ่านดูบ้าง นี่เป็นเรื่องที่ผมอยากอ่าน แล้วผมก็ยังอยากอ่านงานของนักปราชญ์ฝรั่งโบราณอีกคนหนึ่งที่ชื่อ เอ็มมานูเอล สวีเดนบอร์ก (Emmanuel Swedenborg) แต่ผมว่า สวีเดนบอร์ก นี่เพ้อเจ้อ แกเป็นคนวาสนาน้อย แกไม่มีโอกาสได้ศึกษาพระพุทธศาสนา  คุณและผมยังมีวาสนาบารมีมากกว่ามหาปราชญ์อย่างแกเสียอีก


• เล่มอื่น ๆ มีอีกไหม
“The Varieties of Religious Experience” ของ วิลเลี่ยม เจมส์ 
(William James) น่าจะมีใครแปลเสียทีนะโดยเฉพาะพวกมหาบัณฑิตหรือดุษฎีบัณฑิต
ทางด้านปรัชญา แต่ผมคิดว่าประสบการณ์ทางจิตของผู้คนในหนังสือเล่มนี้ที่เจมส์แกกล่าวถึงมัน
เป็นไปโดยบังเอิญ คือมีอาการ “จิตรวม” โดยบังเอิญ “จิตรวม” หรือ “เอกัคคตา” นี่เป็น
เรื่องธรรมดามากของการปฏิบัติธรรมตามแนวของชาวพุทธ เป็นอาการขั้นหนึ่งของจิต เริ่มจาก
วิตก วิจาร ปิติ สุข แล้วไป เอกัคคตา วิตกก็คือการคิดซ้ำ ๆ การไตร่ตรองใคร่ครวญซ้ำ ๆ นะ  
ไม่ใช่กลัดกลุ้ม เป็นสมาธิในระดับโลกียะ เกิดขึ้นกับใครก็ได้ มันยังเคยเกิดขึ้นกับผมเลยใน
ระหว่างที่ผมเขียน “เงาสีขาว” และ “เจ้าการะเกด” คุณไปอ่านรายละเอียดเอาเองซีในคำนำ
ของ “เงาสีขาว” ฉบับพิมพ์ครั้งที่สอง แต่การจะมีสมาธิในระดับนี้ได้ คุณต้องกำจัด กาม
ฉันทะ วิหิงสาพยาบาท วิจิกิจฉา ถีนมิทธะ อุทัธจะกุกกุจจะออกไปจากจิตใจของคุณเสียก่อน  
สิ่งเหล่านี้เรียกว่านิวรณ์ เป็นอุปสรรคแก่สมาธิ นี่แหละคือปฐมบทของภาวนามยปัญญาละ พระ
พุทธองค์ไม่ได้ทรงบอกให้แค่เพียงนั่งนิ่ง ๆ แล้วหลับตา อ้ายนั่นมันหัวหลักหัวตอ สมาธิใน
พระพุทธศาสนาน่ะมีระบบระเบียบ มีกฎเกณฑ์ มีขั้นตอน แต่ต้องปฏิบัติเอาเอง ถึงจะรู้ได้ด้วย
ตนเอง ไม่ต้องรอให้ใครมายืนยัน แค่โลกียสมาธิแค่นี้ก็มีปาฏิหารย์แล้ว ผมนี่ไงเล่าที่สำแดง
ปาฏิหารย์เขียนหนังสือขายได้เฉียดแสนเล่มในทวีปยุโรป ทั้งที่เป็นนักเขียนกระจอกงอกง่อยที่
คนไทยแทบไม่รู้จัก

• ที่ไม่ใช่หนังสือทางศาสนาล่ะ
อยากอ่าน “เหลียวไจ๋จื้ออี้”(Liao Zhai Zhi Yi หรือ "เรื่องแปลกในห้องเหลียว
ไจ๋" / Strange stories from a Chinese studio) ฉบับสมบูรณ์ของ “ผู่ซง
หลิน” เสียที นักแปลชาวจีนที่เชี่ยวชาญภาษาไทยน่าจะมีอยู่เยอะนะ แต่ไม่เห็นมีใครจัดทำ  
สมาคมนักเขียนจีนเขาน่าจะเป็นตัวตั้งตัวตีได้ แต่ไม่รู้ซี เขาอาจไม่ชอบผู่ซงหลินก็เป็นได้ ผู่ซง
หลินแกไม่ใช่นักเขียนเพื่อชีวิตหรือเขียนประท้วงความอยุติธรรมในสังคม แกเขียนเรื่องผี เขียน
ได้สนุกเป็นบ้า เขียนตรง ๆ ซื่อ ๆ ตามที่แกคิดและรู้สึก ทันทีที่คุณลงมืออ่านงานของแกได้เพียง
สักไม่กี่บรรทัดคุณจะรู้สึกได้ในทันทีว่าคุณกำลังเผชิญหน้ากับอัจฉริยะ ยิ่งคุณอ่านงานของแก
ต่อไปเรื่อย ๆ คุณก็จะยิ่งอัศจรรย์ใจไม่รู้จบ แกมีชีวิตอย่างอดอยากและตายเหมือนหมา แต่
ความคิดความฝันของแกแปลกใหม่และทรงพลัง แกพูดถึงความลึกลับของจิตไว้มากมายเสียด้วย  
แกพูดถึงการถอดวิญญาณออกจากร่างอย่างหน้าตาเฉย แกไม่แยแสกับค่านิยมหรือขนบประเพณีทางวรรณกรรมในยุคของแกเอาเสียเลย นี่ถ้าผู่ซงหลินแกยังมีชีวิตอยู่แกอาจเขียน “ผีท่านประธานเหมา”

“ผีท่านโจวเอินไหล” “ผีท่านเติ้งเสี่ยวผิง” หรือไม่ก็ “ปิศาจนางเจียงชิง”  คนจีนน่าจะภูมิใจในตัวแกนะ ผมต้องอ่านผู่ซงหลินจากภาษาอังกฤษ ประดักประเดิดสิ้นดี แต่แม้กระนั้นลวดลายเด็ด ๆ ของแกก็ยังหลงเหลืออยู่ อีกเล่มที่ผมอยากให้มีคนแปลก็คือ “An Invincible Memory” ของ João Ubaldo Ribeiro นักเขียนชาวบราซิล ไม่แน่ใจว่าอ่านชื่อแกถูกต้องไหม ริไบโร คนนี้คล่องแคล่ว ปราดเปรียว เต็มไปด้วยชั้นเชิงและลำหักลำโคนพอฟัดพอเหวี่ยงกับมาร์เกซ อีกเล่มหนึ่งก็คือ “Burmese Days” ของ ยอร์จ ออร์เวลล์ (George Orwell) ไอ้เล่มหลังนี้ถ้าไม่มีใครแปลผมอยากแปลเสียเอง “Burmese Days” เล่มนี้คนไทยน่าจะได้อ่านกันเสียตั้งนานแล้ว ในเล่มนี้ออร์เวลล์พูดถึงเมืองไทยด้วยและพูดถึงในแง่ดี                                                                                                                  

• จำได้ไหมว่าหนังสือเล่มไหนทำให้คุณเป็นนักอ่านและอยากเป็นนักเขียน
จำไม่ได้หรอก แต่ผมยังเด็กมากตอนที่ผมอ่าน “สมบัติพระศุลี” ของเซอร์ เอช.  
ไรเดอร์ แฮกการ์ด (Henry Rider Haggard) หนังสือมันชำรุด ขาดหน้าขาดหลัง 
 แล้วผมก็ยังเป็นเด็กมากอีกเช่นกันเมื่อเริ่มอ่านนวนิยายต่าง ๆ นานาใน “บางกอก” “ผดุง
ศิลป์” “เดลิเมล์วันจันทร์” ซึ่งแต่ละเรื่องไม่เคยจบบริบูรณ์ คือผมเป็นเด็กบ้านนอก หนังสือ
เป็นสิ่งหายาก ที่เป็นเนื้อหนังหน่อยก็คือได้อ่านหนังสือชุด “บ้านเล็ก” ของลอร่า อิงกัลล์ ไวล์
เดอร์ใน “ศรีสัปดาห์” ต่อมาที่ชัดเจนมากก็คือ เสเพลบอยชาวไร่และผู้มียี่เกในหัวใจของ  
รงค์ วงษ์สวรรค์ฉบับพิมพ์ครั้งแรก ช่วง มูลพินิจเขียนภาพประกอบ ชอบทั้งเรื่องและ
ภาพประกอบ ทุกวันนี้ก็ยังคิดถึงอยู่เลย ต่อมาอีกก็เป็นเรื่องสั้นชุดเหมืองแร่ของอาจินต์ ปัญจ
พรรค์ แต่ในช่วงเวลาไล่เรี่ยกันนั้นก็อ่านอุษณา เพลิงธรรมไม่รู้เรื่อง เวียนหัว รู้สึกว่าอ่านยาก  
ผมมาเป็นแฟนอุษณา เพลิงธรรมเอาเมื่อผมโตเป็นหนุ่มแล้วและเสพติดงอมแงมเรื่อยมาจนถึง
ขณะนี้ และในเวลาไล่เรี่ยกันนั้นก็ไม่กล้าอ่านเรื่องผีของเหม เวชกร กลัวทั้งตัวเรื่องและ
ภาพประกอบ ผมคงเคยได้พยายามเป็นนักเขียนมาหลายชาติแล้วและคงได้พยายามศึกษา
พระพุทธศาสนามาหลายชาติแล้วด้วย แต่ในวัยหนุ่มนั้น Hunger ของ Knut  
Hamsun และเรื่องสั้นทั้งหมดของเฮมิงเวย์เป็นแรงผลักดันที่รุนแรงมาก ต่อมาอีกก็เป็น “มา
ดามโบวารี” ของโฟลแบรต์ สำนวนแปลของ ดร.วิทย์ ศิวะยานนท์ ผมอ่านเสียแทบจะท่องจำ
ได้                                                                                                                                                                        

• เดี๋ยวนี้ยังชอบดูหนังอยู่ไหม
น้อยลงมาก ดูเพื่อความบันเทิงอันเบาโหวง ดูเอาสนุกเสียแหละมาก อยู่ต่างจังหวัด
อย่างนี้บางทีผมก็ไปดูหนังกลางแปลง ทำตัวกลมกลืนไปกับผู้คนชาวโลกเขา มีอยู่คืนหนึ่งดูอยู่
จนดึก นั่งดูอยู่บนเสื่อของเพื่อนบ้าน ดูหนังจีนเรื่อง “จอมใจบ้านมีดบิน” (House of 
Flying Daggers - หนังของจางอี้โหมว) เบื่อก็นอนดูดาว ดูเงาไม้ใหญ่ ดูหลังคาโบสถ์  
หลังคาวิหาร ดูแนวกุฏิ เพราะว่าหนังฉายในวัด เหมือนตอนเป็นเด็ก อีกคืนหนึ่งไปดู “Die 
Hard” ที่วัดป้อม ภาคที่มีเจเรมี ไอออนส์เล่นน่ะ ก็สนุกดี เดินกลับบ้านคนเดียวกลางดึก  
หมาเห่ากันเกรียว อีกคืนหนึ่งไปดู “ Starship Troopers” มันปึงปังโครมครามดี  
เหมือนเป็นเด็กได้ดูหนังการ์ตูนเรื่องโปรด ไร้สาระสิ้นดี เกือบยี่สิบปีได้แล้วที่ผมไม่ได้เข้า
โรงหนังเลย ทุกวันนี้ก็ดูแต่หนังแผ่นเสียเป็นส่วนมาก  

• แต่เมื่อก่อนมีเสียงเล่าลือว่าคุณดูหนังเยอะ ดูแล้วเคยคิดอยากลองทำหนังเองบ้างไหม
ค่อนข้างขยันดู แต่ยิ่งผมอายุมากขึ้น ศรัทธาความเชื่อมันของผมที่มีต่อหนังก็ลดลง ใน
ฐานะศิลปะ หนังเป็นความสิ้นเปลืองที่ไม่เข้าท่า ผมเขียนบทกวี “ตะคอกปิศาจ” มีความยาว
หน้าเดียว ลงทุนค่าต้นฉบับสิบสตางค์เท่านั้น และมันก็เป็นบทกวีที่ผมยังกล้าท้าให้คุณอ่าน 
“อสรพิษ” น่ะมูลค่าการผลิตต้นฉบับตกอยู่ในราวสิบสองบาทมั้ง เพราะเขียนแล้วเขียนอีกอยู่
หลายเที่ยว “เจ้าการะเกด” มูลค่าการผลิตต้นฉบันตกอยู่ในราวเจ็ดสิบบาทเท่านั้น ผมเพียงแค่
มีเงินซื้อสมุดและปากกาเท่านั้นเอง ลงทุนไม่กี่บาท ผมก็สร้างสรรค์ศิลปะได้ ไม่รบกวนคนอื่น
ด้วย หนังน่ะเหรอ กล้องถ่ายหนังก็แพง ฟิล์มก็แพง แล้วคุณก็ต้องพึ่งคนอื่น ๆ เพื่อสนอง
ความคิดความฝันของคุณ คุณต้องพึ่งนักแสดง ตากล้อง ผู้เขียนบท ผู้ทำดนตรีประกอบ  
ผู้ออกแบบเสื้อผ้า ฯลฯ หนังเรื่องหนึ่ง ต้องพึ่งพาผู้คนมากมาย วิจิตรศิลป์น่ะมันไม่ใช่เรื่อง
จำเป็นนักสำหรับมวลชน ดังนั้นก็อย่าไปสิ้นเปลืองเงินทองไปสร้างมันขึ้นมา หรือถ้าอดรนทน
ไม่ได้ก็ทำหนังแปดมิลล์ขาวดำก็น่าจะเข้าท่า เอาอย่าง ชาลี แชพปลิน กูโรซาว่า เทชิกาฮารา  
หรือไม่ก็หาหนังสือดี ๆ มาอ่าน แล้วสร้างหนังเอาเองในหัว พันเอกออเรลิยาโน (อ้างถึงตัวละคร
ในหนังสือของ การ์เบรียล การ์เซีย มาร์เกวซ เรื่อง “100 ปีแห่งความโดดเดี่ยว” / สนพ. สามัญ
ชน – ทีมงานฟิล์มไวรัส) กำลังนอนระอิดระอาอยู่ในเปลญวน ทหารรับใช้เข้ามาบอกว่า “ผู้พัน
ครับ พวกนักกฎหมายมาหาท่านครับ” และผู้พัน ซึ่งกำลังเบื่อแทบตายชัก พูดกับทหารรับใช้
อย่างไม่แยแส “พาพวกแม่งไปโรงกะหรี่ก่อนไป” แค่นี้ก็เป็นหนังฉากหนึ่งได้แล้ว สร้างเองใน
หัว มันส์ตายห่า ใครอยากทำหนังก็ทำไปเถอะ แต่บอกให้ก็ได้ว่าผมพึ่งพาผู้อื่นน้อยมากในการ
ทำงานเขียน ในการทำงานเขียนผมได้อยู่เพียงลำพังอย่างแท้จริง ผมได้ต่อสู้แต่เพียงลำพังอยู่ใน
สงครามของผม ในการทำหนังคุณพาคนอื่น ๆ ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ให้ต้องต่อสู้ในสงครามของคุณ  
มันไม่แฟร์ แพ็ทตัน ควรจะชกกะ รอมเมลตัวต่อตัว (นายพลยอร์จ เอส. แพ็ทตัน และจอมพล 
 เออร์วิน รอมเมล อเมริกาและเยอรมนี ปฏิบัติการที่ชายหาดนอร์มังดีในช่วงสงครามโลกครั้งที่
สอง– ทีมงานฟิล์มไวรัส) ใครชอบแพ็ทตันก็เชียร์แพ็ทตัน แต่ไม่ควรตายเพื่อแพ็ทตัน ใครชอบ
รอมเมลก็เชียร์รอมเมล แต่ไม่ควรตายเพื่อรอมเมล ในทำนองเดียวกันไอเซนฮาวร์ก็ควรจะจับคู่
กับฟอนรุนเส็ทด์ ยอร์จ ดับเบิลยู บุช ก็ควรจะจับคู่กับ บินลาดิน มวลชนก็จะได้ดูศึกซุปเปอร์
ไฟท์เหมือนที่ได้ดูมูฮัมหมัด อาลีดวลกับโจ ฟราเซียร์ หรือซูการ์ เรย์ เลียวนาร์ดดวลกับโธมัส  
เฮิร์นส์ หรือซัลวาดอร์ ซานเชซ ดวลกับ วิลเฟรโด โกเมซ ทีพระนเรศวรท่านยังดวลกับพระ
มหาอุปราชาเลย สหประชาชาติแม่งทำอะไรของแม่งอยู่วะ ทำไมแม่งไม่ดูการทำงานของดอน  
คิง การที่ขุนศึกดวลกันตัวต่อตัวโดยที่ไพร่พลไม่ต้องเดือดร้อนนี้เป็นธรรมเนียมของกษัตริย์แห่ง
บูรพาทิศ ฝรั่งแม่งไม่เข้าใจหรอก เราไม่ควรเลียนแบบฝรั่งในเรื่องนี้ ผมเคยอ่านบทสัมภาษณ์
เสกสรรค์ ประเสริฐกุล เสกสรรค์พูดว่าอยากชกกับณรงค์ กิตติขจร เออ ค่อยฟังเข้าท่าหน่อย                                                                            

• แสดงว่าไม่มีหนังเรื่องใดที่คุณโปรดปราน
ผมชอบหนังหลายต่อหลายเรื่องของกูโรซาว่า ชอบผู้กำกับญี่ปุ่นที่ทำหนังผีชุด  
“Kwaidan” ของ Masaki Kobayashi ชอบ “Women in the Dunes”  
ของ Hiroshi Teshigahara ผู้กำกับเหล่านี้ทำหนังได้ดีโดยใช้ทุนต่ำ คุณธรรมประจำ
ชาติของญี่ปุ่นก็คือความประหยัดมัธยัสถ์ “Women in the Dunes” น่ะเรื่องเดิมมันดี
มาก มันเป็นเรื่องเล่าเปรียบเทียบที่พยายามอธิบายว่าชีวิตคืออะไร ปรากฏว่าชีวิตคือการโกย
ทราย แอ็บเสริ์ดซิบหาย เหมือนชีวิตผมเลย แล้วก็ชอบ “The Rat Trap” ของ  
Adoor Gopalakrishnan ที่ถ่ายทำแบบเรียบง่าย ชีวิตธรรมดาของคนตัวเล็ก ๆ                                                                            

• ช่วยอธิบายหน่อยได้ไหมที่บอกว่า Women in the Dunes เหมือนชีวิตคุณ
ผมอยู่ในหล่มของถ้อยคำ มีแต่ถ้อยคำนับไม่ถ้วน ผมต้องโกยถ้อยคำเพื่อที่จะมีชีวิตอยู่  
โกยถ้อยคำเพื่อเอาชีวิตรอด ถ้อยคำคือทรายสำหรับผม แล้วผมก็ต้องยอมรับการกระทำอันไร้
สาระเช่นนี้เสียด้วยนะ ยอมรับอย่างขมขื่นเหมือนอ้ายตัวเอกในหนังเรื่องนั้นเลย

• รู้สึกอย่างไรที่คนอื่นคิดว่าคุณเป็นคนบ้า
เฮ้ย ยังบ้าไม่มากพอ ผมคงจะบ้าแน่ ๆ ถ้าผมเข็น “เงาสีขาว” อีกสองภาคออกมา แต่
แค่ “เงาสีขาว” ภาคเดียวคนอื่น ๆ เขาก็ต้องเดือดร้อนในสงครามของผมมากพอแล้ว “เงาสีขาว” ฉบับพิมพ์ครั้งที่สองพิสูจน์อักษรผิดพลาดฉกาจฉกรรจ์ คนพิสูจน์อักษรเขาเห็นว่า “เงาสีขาว” เป็นแต่เพียงสงครามส่วนตัวของผมเท่านั้น เป็นสงครามส่วนตัวของอ้ายบ้าคนหนึ่ง เขายังไม่อยากเชื่อเลยว่า “เงาสีขาว” ได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศสและสเปน ผมคิดว่าผมเป็นนักเขียนที่ทำงานหนักกว่านักเขียนไทยคนอื่น ๆ นะ ผมอยู่เพียงลำพังค่อนข้างมาก พูดคุยสนทนากับตนเองค่อนข้างมาก เออ ตอนที่พระนเรศวรคาบพระแสงดาบปีนบันไดปล้นค่ายพม่าน่ะ ผมก็ได้ยินอ้ายพวกพม่ามันพูดแกกันและกันว่าพระนเรศวรเป็นบ้า เฮ้ย นี่ผมยังไม่ได้ดู “สมเด็จพระนเรศวร” กะเขาเลย ท่านมุ้ยท่านได้ยินเหมือนผมหรือเปล่าวะ ความจริงผมก็ไม่ค่อยอยากดูเท่าไหร่ ผมคลับคล้ายคลับคลาว่าอาจารย์สุเนตรน่ะแกเป็นพม่ากลับชาติมาเกิด
(อ.สุเนตร ชุตินธรานนท์ เป็นที่ปรึกษาทางด้านประวัติศาสตร์ของท่านมุ้ย – ทีมงานฟิล์มไวรัส)

• “เงาสีขาว” ภาคภาษาอังกฤษเมื่อไหร่จะได้รับการตีพิมพ์
คงไม่ได้พิมพ์แล้วมั้ง มันเป็นนวนิยายเรื่องหนึ่งในโครงการ Thai Modern 
Classics เจ้าของโครงการก็คือ คุณสนธิ ลิ้มทองกุล หัวเรือใหญ่ของโครงการก็คือ
คุณมาร์แซล บารังส์ คุณมาร์แซลแกก็พยายามผลักดันจะให้ “เงาสีขาว” ภาคภาษาอังกฤษ
ได้รับการตีพิมพ์อยู่เหมือนกัน แต่พอดีตอนนั้นคุณสนธิยึดทำเนียบรัฐบาลได้เสียก่อน เออ ใคร
ก็ได้ช่วยจัดให้คุณสนธิได้ชกกับคุณทักษิณให้รู้ดีรู้ชั่วกันไปเสียที คนอื่นเขาจะได้ไม่เดือดร้อน

• ติดตามความเคลื่อนไหวทางการเมืองบ้างหรือเปล่า
น้อยมาก รู้แต่เพียงว่าเสื้อเหลืองกับเสื้อแดงทะเลาะกัน รู้แต่เพียงว่ามีพวกซ้ายเก่าเข้า
ร่วมเป็นแกนนำเสื้อแดงอยู่ด้วย หมายถึงซ้ายเก่าที่เป็นนักอุดมคติ ไม่ใช่ซ้ายหิวเงินนะ รู้แต่เพียง
ว่าซ้ายเก่าพวกนั้นฝังอกฝังใจกับ “โฉมหน้าศักดินาไทย” ของจิตร ภูมิศักดิ์มากไป โดยที่แทบ
จะไม่เคยอ่าน “คันฉ่องส่องเจ้า” หรือ “พระดีที่น่ารู้จัก” ของสุลักษณ์ ศิวรักษ์เลย ผม
หมายความว่าสังคมไทยของเรานั้นมีความซับซ้อนและมีลักษณะเฉพาะตัวมาก ไม่ควรที่จะมอง
สังคมไทยตามกรอบทฤษฎีมาร์กซ์ – เลนินแต่เพียงอย่างเดียว

• กลับมาเรื่อง “เงาสีขาว” ฉบับพิมพ์ครั้งที่สองอีกที ฉบับพิมพ์ครั้งนี้ทำไมคุณไม่พิสูจน์อักษรเสียเอง
ผมทนสำบัดสำนวนของตนเองไม่ไหว ผมผิดเองแหละ แล้วก็ต้องทนรับความเจ็บปวด  
คุณก็คงรู้ดีแล้วว่ากวีน่ะทนกับทุกสิ่งทุกอย่างได้ทั้งหมดแหละ ยกเว้นการพิสูจน์อักษรที่ผิดพลาด  
แต่ผมก็พอใจกับคำนำอยู่นะ ผมทำอะไรกับมันไม่ได้หรอก เอาเป็นว่าใครอยากอ่าน “เงาสี
ขาว” ฉบับที่มันเรียบร้อยหน่อยก็อ่านเอาจากฉบับภาษาฝรั่งเศสหรือภาษาสเปนหรือ
ภาษาอังกฤษก็แล้วกัน ส่วนฉบับสมบูรณ์ทั้งสามภาคน่ะต้นฉบับก็ยังอยู่ครบถ้วนที่ผม แต่เรียงไว้
ไม่สู้เป็นระเบียบสักเท่าไหร่ สำนักพิมพ์สามัญชนเขาก็เคยบอกว่าเขาอยากพิมพ์นะ แล้วก็
สำนักพิมพ์หนึ่งก็อยากพิมพ์ ผมขี้เกียจรื้อต้นฉบับ คุณมาร์แซลก็อยากแปล แต่ผมไม่อยาก
เสียเวลากับมัน อย่างน้อยก็ในขณะนี้                                                                                                                                    

• คุณผิดหวังหรือเปล่าที่ “เจ้าการะเกด” ของคุณไม่มีใครสนใจเลย
 มันเป็นหนังสือชนิดที่เขียนแล้วเหงื่อออกเป็นเลือด ผมพึงพอใจในตนเองเป็นอย่างมาก
หลังจากเขียนมันจบลง รู้สึกเหน็ดเหนื่อยสาหัส รู้สึกไปไกลถึงขนาดว่าชีวิตนี้อาจเขียนหนังสือ
อีกไม่ได้ แต่แล้วก็ไม่ได้แยแสมันอีก รู้สึกว่ามีการดิ้นรนจากใครสักคนที่จะขัดขวางไม่ให้
หนังสือเล่มนี้ตกถึงมือคณะกรรมการตัดสินรางวัลซีไรท์ คือเขากลัวว่าหนังสือเล่มนี้อาจได้รับ
รางวัล ในความเป็นจริงแล้วมันคงไม่มีคุณค่าถึงปานนั้นหรอก แต่คนที่เขาดิ้นรนขัดขวางคนนั้น
เขากลัวว่ามันอาจได้รับรางวัลเข้า เขาไม่อยากให้ผมได้รางวัล เขาไม่ชอบผมเป็นการส่วนตัว ซึ่ง
เขาก็คงมีเหตุผลของเขา เขานึกว่าผมอยากได้รางวัลนี้เต็มแก่ ผมไม่ได้เอาใจใส่ข่าวคราว
วรรณกรรมหรอกนะ ยิ่งตอนนั้นเช่าบ้านหลังหนึ่งซึ่งเป็นบ้านนอกอยู่ไกลจากตัวเมืองมาก  
หนังสือพิมพ์หรือนิตยสารอะไรก็ไม่ได้อ่าน อินเตอร์เน็ทอะไรนี่ผมก็ใช้ไม่เป็น ผมพิมพ์ดีดเองก็
ยังไม่ได้ ส่งเอสเอ็มเอสทางมือถือก็ไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้มีปมด้อยนะ รู้สึกว่าไม่จำเป็น รู้สึกว่ามัน
เป็นเรื่องงมงายไร้สาระ ผมแปลกใจหน่อย ๆ กับการขัดขวางนั้น ซึ่งถ้าจะพูดตรง ๆ ก็คือ มันมา
จากความอิจฉาตาร้อน พวกขันที พวกลักเพศเป็นกันเยอะ ชายชาตรีที่จริงแท้เขาไม่อิจฉาริษยา
ใคร เข้าใจว่านั่นเป็นครั้งแรกที่ผมเอ่ยคำว่า “รางวัลอมยิ้มทางวรรณกรรม” ออกมา รู้สึกว่าคน
ที่เขาขัดขวางได้เป็นผลสำเร็จ เขาจะดีใจมาก ผมเองก็ไม่ได้เอาใจใส่นัก “เงาสีขาว” ภาคภาษา
ฝรั่งเศสและภาษาสเปนเป็นหนังสือเล่มโต ผมได้ค่าลิขสิทธิ์ค่อนข้างมาก “อสรพิษ” แปลอีก
ห้าหกภาษาและพิมพ์ซ้ำแล้วซ้ำอีกในภาษาฝรั่งเศส ผมได้ค่าลิขสิทธิ์ค่อนข้างมาก คุณมาร์แซล
แปล “เจ้าการะเกด” สิบหน้าเป็นภาษาฝรั่งเศส ส่งไปให้ “เลอเซย” สำนักพิมพ์ยักษ์ใหญ่แห่ง
หนึ่งในฝรั่งเศส “เลอเซย” บอกว่าเอามาให้หมดทั้งเล่ม ด่วน ! “เจ้าการะเกด” ภาคภาษา
ฝรั่งเศสสตาร์ทที่ 7,000 เล่ม ๆ ละ 900 บาท คิดเป็นเงินไทยนะ แล้ว “เลอเซย” ก็รีบให้ผม
เซ็นสัญญา มีเงินค่าตวัดปากกาในการเซ็นสัญญาเหนาะ ๆ ด้วย ดังนั้นผมจึงไม่เดือดเนื้อร้อนใจ
อะไรทั้งนั้น ผมฟื้นตัวขึ้นมาเขียน “มาตานุสสติ” กับ “ดวงตาที่สาม” หน้าตาเฉย “ดวงตาที่
สาม” นี่น่ะเป็นหนังสือชนิดที่เขียนไปผิวปากไป แล้วผมก็ยังมีเงินและมีพลังพอที่จะเขียนงานที่
เป็นโลกุตตระศิลป์แท้ ๆ คือ “วิมุตติคีตา หมายเลขหนึ่ง” พอมันเป็นอย่างนี้คนที่เขาดิ้นรน
ขัดขวางเขาก็ไม่พอใจหน่อย ๆ เขาพูดถึง “เจ้าการะเกด” ว่า “ยังอุตส่าห์ได้รับการแปลเป็น
ภาษาฝรั่งเศสอีกนะ” “เจ้าการะเกด” นี่แปลเป็นภาษาฝรั่งเศสกับอิตาลีเท่านั้น ผมอยากให้มัน
ถูกแปลเป็นภาษาอังกฤษ สเปน หรือเยอรมัน หรือภาษาอื่น ๆ อีกสักสี่ห้าภาษามากกว่า  
ภาษาไทยขายไม่ดีก็ช่างมันเถิด เออ พวกอิตาเลียนพิมพ์หนังสือของผมเสียสวยเชียว เป็นสิ่ง
ตีพิมพ์ที่ประณีตบรรจง

• รู้สึกอย่างไรที่กระทวรงวัฒนธรรมของฝรั่งเศสเขามอบเครื่องอิสริยาภรณ์ให้คุณ
อึดอัด วิตกกังวล เขินอาย ผมอยู่คนเดียวมานาน เป็นชาวบ้านนอกสมบูรณ์แบบ  
ปนเปอยู่กับชาวบ้านน่ะแหละ แต่ก็ไม่ได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพวกเขา เป็นคนนอก เป็นคน
แปลกหน้า ผมมักจะไปวัด แต่ก็จะสมาคมคบหาเฉพาะเพียงกับพระภิกษุที่ปฏิบัติธรรมเท่านั้น  
กับพระที่บวชอาศัยผ้าเหลืองผมไม่แยแสเลย พูดง่าย ๆ ก็คือผมเข้าสมาคมไม่เป็นเสียแล้ว โดย
ส่วนตัวนะ คุณก็คงจะรู้ ผมเป็นคนแอนตี้ชาวต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งญี่ปุ่น ฝรั่งเศส  
อังกฤษและอเมริกัน ใน “เงาสีขาว” มีอยู่ตอนหนึ่งที่ตัวเอกของเรื่องถอดรองเท้าออกจะเขวี้ยง
หัวฝรั่ง ใน “เจ้าการะเกด” ก็มีการกล่าวถึงรอยสักคำว่า “ตราด” บนทรวงอกของกรมหลวง
ชุมพรเขตอุดมศักดิ์และพลพรรคของท่าน ตอนเป็นเด็กในชั่วโมงประวัติศาสตร์พอเรียนถึงเรื่อง
การเสียดินแดนทีไรผมร้องไห้ทุกที ผมเดือดดาลออกุสต์ ปาวีมากเป็นพิเศษอยู่ด้วย ผมก็จึงไม่สู้
สบายใจนักกับข่าวคราวที่ว่าผมอาจเป็นผู้มีเกียรติได้รับเครื่องอิสริยาภรณ์ที่ว่านั่นและอยากจะ
เก็บตัวอยู่เงียบ ๆ และเพิกเฉยเสีย คิดว่าทางกระทรวงวัฒนธรรมของฝรั่งเศสหรือสถานทูต
ฝรั่งเศสในประเทศไทยคงไม่ลำบากนักหรอกที่จะหาใครสักคนที่เหมาะสม แต่ผมเดือดดาลนะ
เมื่อได้รู้ว่าทันทีที่มีข่าวว่าผมจะได้รับอิสริยาภรณ์นั้นเข้าเท่านั้นเอง ก็มีผู้ดิ้นรนคัดค้านสุดกำลัง  
ก็รายเดียวกับที่ขัดขวางไม่ให้มีการส่ง “เจ้าการะเกด” เข้าประกวดรางวัลซีไรท์นั่นแหละ ผม
รู้สึกว่าแวดวงวรรณกรรมไทยนี่มันช่างน้ำเน่าจริง ๆ มีความอิจฉาริษยากันยังกะในละคร
โทรทัศน์ ผมก็เลยประชด ผมโทร. หาคุณมาร์แซล บารังส์ ถามว่าทางกระทรวงวัฒนธรรม
ฝรั่งเศสเขาจะให้รางวัลอะไรผมอย่างนั้นเหรอ คุณมาร์แซลบอกว่า ใช่ กำลังจะโทร.หาผมอยู่
พอดี ผมก็เลยบอกคุณมาร์แซลว่าถ้าเขาจะให้ ผมก็จะพยายามทำตัวให้เรียบร้อยและยินดีจะไป
รับ ตกลงผมก็เลยเข้ากรุงเทพฯ เข้ากรุงเทพฯ ทีไรก็เป็นบ้านนอกเข้ากรุงทุกที แล้วก็ไปสถานทูต
ฝรั่งเศส ไปพบท่านทูต คือท่านโลร็องต์ ปีลี และผู้ช่วยทูตฝ่ายวัฒนธรรมคือคุณฌอง ชาคอน
เนต์ ทั้งสองท่านนี่ท่านก็พยายามทำตัวเป็นเจ้าภาพที่ดี ผมก็เป็นแขกที่ไม่เอาไหน ผมเอาแต่คิด
ว่าในบริเวณสถานทูตนี่เมื่อปี 2436 – 37 น่ะ อ้าย ม.ปาวี (ฌอง-มารี ออกุสต์ ปาวี นักสำรวจ
และกงสุลฝรั่งเศส ผู้มีบทบาทสูงในการก่อเกิดวิกฤติการณ์ 112 ที่บีบบังคับให้ไทยยกดินแดนฝั่ง
ซ้ายของแม่น้ำโขงให้กับฝรั่งเศส - ทีมงานฟิล์มไวรัส) ปาวีมันก็คงยืนเดินนั่งนอนทำอะไร ๆ อยู่ 
แถว ๆ นี้ แล้วผมก็ลงไปยืนอยู่ที่ท่าเทียบเรือริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาและคิดว่าที่ตรงนี้ใช่หรือเปล่า
วะที่อ้าย ม.ปาวีมันลงเรือหนีไปเกาะสีชังเมื่อตอนที่ในหลวงรัชกาลที่ห้าตรัสให้มันไปเข้าเฝ้า ซึ่ง
สิ่งที่ติดตามมาก็คือการที่ฝรั่งเศสยกกองทัพเรือมาปิดแม่น้ำเจ้าพระยา อาจารย์ขจร สุขพานิช
บอกว่า อ้าย ม.ปาวี เป็นข้าราชการคนหนึ่งของกระทรวงการต่างประเทศฝรั่งเศส ต้องพยายาม
เข้าใจเขาบ้าง ผมรับไม่ได้ว่ะ ผมเป็นขบถโดยสันดาน ผมก็เป็นแขกที่ไม่น่ารักในงานเลี้ยงดิน
เนอร์ของท่านทูต หน้าตาบูดบึ้งขมึงทึง ไม่พูดไม่จา ถามคำตอบคำ ยังแค้นเคืองอ้าย ม.ปาวีอยู่ 
 
• แต่ก็ไม่มีเหตุร้ายอะไรใช่ไหม
ไม่มี เพียงแต่ไม่สู้ราบรื่นนัก ก่อนหน้านั้นผมโทร.หาเวียง วชิระบอกว่า เฮ้ยเวียง เรา
ต้องไปดินเนอร์ที่สถานทูตฝรั่งเศส เวียงก็กำชับว่าไปกินข้าวบ้านเขาแล้วก็อย่าเสือกไปรื้อฟื้น
อดีตเข้าเชียวนะ

• แล้วคนที่คุณกล่าวว่าเขาคอยขัดขวางคุณนั่นล่ะ
เอ ไม่รู้ซี เขาก็คงนอนกระมัง นอนงอก่องอขิง

• คุณระบุชื่อเขาได้ไหม เป็นคนในวงวรรณกรรมหรือเปล่า
อย่าเลย พูดเรื่องอื่นเถอะ ผมก็ไม่อยากพูดถึงคนอื่นในแง่ร้ายนักหรอก แค่นี้ผมก็พูดถึง
เขาในแง่ร้ายมามากแล้ว คุณเองก็อย่าปักใจเชื่อถือผมไปเสียหมดล่ะ จะกลายเป็นการฟังความ
ข้างเดียว เขาก็เป็นเพื่อนเก่าของผมเองแหละ แต่ผมแปลกใจว่ะที่มีเรื่องอย่างนี้เกิดขึ้น ผมได้แต่
สบถโวยวายอยู่ในใจว่า โธ่อ้ายสากกระเบือดินเอ๋ย กูอุตส่าห์ศึกษาคำพระแล้ว เข้าวัดเข้าวาแล้ว
นะนี่ ยังมากระทำการบ้องตื้นให้กูโมโหโทโสอยู่อีก แล้วพอกูด่า ก็หาว่ากูก้าวร้าว แต่ไม่เป็นไร
หรอกมือเปื้อนก็เอามือกู ตีนเปื้อนก็เอาตีนกู ในความเป็นจริงผมยังประคับประคองตนเองอยู่ได้  
ถ้ามาร์แซล บารังไม่เอางานของผมไปแปล ผมจะลำบากมาก ถ้าเวียง วชิระไม่เอางานของผม
ไปพิมพ์และอนุญาตให้ผมเบิกค่าเรื่องล่วงหน้าได้ ผมจะลำบากมาก ถ้า “เลอเซย” ไม่ส่งค่า
เรื่องมาให้ผมเรื่อย ๆ ผมจะลำบากมาก

• จะเขียนหนังสือแบบ “ยามพราก” อีกหรือเปล่า

คงเป็นไปไม่ได้ ผมเป็นคนทำงานช้า กว่าจะเขียนอะไรได้สักหน่อยก็ช้า หนังสือที่ผม
เขียนน่ะผมแทบไม่เคยเก็บไว้เลย “ยามพราก” เหรอ ผมนึกไม่ค่อยออกแล้ว

• ผู้เขียน “ยามพราก” น่าจะเป็นคนโรแมนติคมาก
ความรักเป็นความโง่หลงงมงาย กามารมณ์ก็เป็นความโง่หลงงมงาย ตัวเราเองน่ะ
สกปรกมากนะ เพศตรงข้ามของเราก็เช่นกัน เราต้องกินอาหารวันละหนึ่งมื้อเป็นอย่างน้อย  
อาหารไม่ว่าจะดูสดสวยน่าชื่นชมเพียงใด ก็จะถูกบดเคี้ยวปนกับน้ำลาย กลายเป็นอาหารใหม่
ในกระเพาะ กลายเป็นอาหารเก่าในลำไส้ รอที่จะถูกขับถ่ายออกมา พระภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมท่าน
จึงฉันอาหารปนกันไปหมด เคยมีชาวไทยผู้อาจหาญผู้หนึ่งไปถามพระฝรั่งที่วัดหนองป่าพงว่า
ทำไมถึงต้องทำอาหารให้ปนเปกันเหมือนอาเจียนของสุนัขเช่นนั้น พระฝรั่งตอบว่า ถึงมันจะไม่
ปนกันในระหว่างที่เรากิน มันก็จะปนกันอยู่ดีหลังจากที่เรากินเข้าไปแล้ว คุณฟังดูซี นี่สำนวน
ของนักปฏิบัติธรรมแท้ ๆ ละ นี่แสดงว่าแม้แต่ในการกิน มนุษย์ปุถุชนก็ยังรู้ไม่เท่าทันตนเอง  
พวกนักคิดนักปรัชญาตะวันตกน่ะมีสักคนหนึ่งไหมที่จะฉุกคิดถึงข้อเท็จจริงพื้นฐานข้อนี้ แต่ก็นี่
แหละคือข้อคิด ข้อพึงสังวรณ์ข้อหนึ่งในแนวทางการปฏิบัติธรรมของพระพุทธองค์ “อาหาเร  
ปฏิกูลัง” อาหารทั้งหลายล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งปฏิกูล ความจริงข้อนี้จะนำไปสู่ความจริงอีกมาก
หลาย มนุษย์ทุกยุคทุกสมัยหลงโยนี หลงองคชาติ หลงเวจมรรค พระพุทธองค์ไม่ข้องแวะกับ
สิ่งเหล่านี้ พระอรหันต์ไม่ข้องแวะกับสิ่งเหล่านี้ ปุถุชนหลงโยนีซึ่งจะเหี่ยวย่นฝ่อแฟบ เป็น
ทางผ่านของระดู หลงองคชาติซึ่งจะปวกเปียก หลงเวจมรรคอันเป็นทางผ่านของสิ่งปฏิกูล โง่
บัดซบกันถึงปานนี้แล้วก็ยังแอ็คอาร์ทสร้างสรรค์งานศิลป์กันอีกเนาะ แล้วก็มีผู้แอ็คอาร์ทวางท่า
ว่ากูน่ะเชี่ยวชาญ เป็นนักวิจารณ์ แล้วก็มีผู้แอ็คอาร์ทวางท่ากูน่ะเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ประเมินคุณค่า
ของงานศิลป์แต่ละชนิด ตัวผมเองนี่ก็อยู่กับวรรณกรรมมานาน เป็นนักเขียน นักอ่าน นัก
วิจารณ์ เป็นผู้ประเมินคุณค่างานศิลป์มาเสียนักต่อนัก น่าสมเพชจริง ๆ คุณลองขบคิดถึงความ
หมายของถ้อยคำนี้ดูให้ดี ๆ ซี “การถกเถียงพูดคุยกันในเรื่องมหาภารตยุทธ เรื่องยักษ์ลักนางสี
ดา ถือเป็นการพูดเพ้อเจ้อ” ตอนผมเขียน “ยามพราก” น่ะ อินทรีย์ผมยังไม่แก่กล้าเท่านี้นี่

• คุณมีทัศนะที่เลวร้ายมากเกี่ยวกับความรักและกามารมณ์ เหตุนี้กระมังคุณถึงได้เคยให้สัมภาษณ์ว่าคุณอยากอยู่ป่า
ผมเพียงแต่คาดหมายว่าชีวิตผมมันน่าจะต้องเป็นเช่นนั้น การไปอยู่ป่าสำหรับผมก็คือ
ไปอยู่วัดป่าซึ่งที่เพชรบุรีก็พอมีอยู่บ้าง แต่ในความเป็นจริงผมก็ยังเป็นคฤหัสถ์ผู้ครองเรือนอยู่  
การไปอยู่วัดป่าทำให้ผมต้องปรับตัวหลายอย่าง เช่นต้องกินอาหารเพียงวันละมื้อ ซึ่งทำให้ผม
หิวมาก แล้วผมก็ล้างห้องน้ำ และกวาดวัด ได้อยู่คนเดียวเงียบ ๆ ได้อ่านหนังสือเก่า ๆ ในห้อง
สมุดของวัด ผมโชคดีที่ภาวนาเป็น ผมมักจะเดินจงกรมได้ยืดยาว คนที่ภาวนาไม่เป็น ต่อให้เขา
อยู่ในความสงัดวิเวก เขาก็ไม่ฉลาดขึ้นมาหรอก แล้วการภาวนาน่ะก็มีตำราเยอะแยะ มีครูบา
อาจารย์มากมาย คุณชอบแนวไหนก็เลือกเอา คนที่ไม่ปฏิบัติธรรม ไม่รู้จักการภาวนา ไม่เข้าใจ
วิธีการเข้าถึงพระรัตนตรัย ต่อให้เขาอ่านพระไตรปิฏกเจ็ดเที่ยวเก้าเที่ยว เขาก็ไม่ซาบซึ้งหรอก  
ผมอยากจะยืนยันว่าข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรมและประวัติพระเถระผู้เป็นผู้ปฏิบัติธรรมดี  
ปฏิบัติธรรมตรง ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติเพื่อเป็นพระอริยะนั้นในภาษาไทยเรามีอยู่เหลือเฟือ นี่ถ้า
แฮร์มันน์ เฮสเส (Hermann Hesse นักเขียนเยอรมันผู้แต่ง “สิทธารถะ” และ “นาร์ซิส
ซัสกับโกลด์มุนด์”/ สนพ.ประพันธ์สาส์น- ทีมงานฟิล์มไวรัส) ได้รู้เรื่องนี้ เขาก็คงไม่รีบร้อน
เขียน “เกมลูกแก้ว” (The Glass Bead Game- ฉบับแปลของ “สดใส” สนพ. อัม
รินทร์) ออกมาหรอก ผมเห็นว่ามนุษย์เราเสียเวลา เสียพลังไปมากมายกับความรักและกามารมณ์ พระพุทธองค์ยุติการเกี่ยวข้องกับกามเมื่อพระชนมายุได้ 29 ชันษา แล้วก็ทรงประกาศ
ศาสนาอันประเสริฐขึ้นมาได้สำเร็จ มหาตมะคานธียุติการเกี่ยวข้องกับกามเมื่อท่านอายุ 37 มั้ง  
แล้วท่านก็เป็นผู้นำในการประกาศอิสรภาพให้แก่อินเดีย สมเด็จพระนเรศวรน่ะก็ทรงเกี่ยวข้อง
กับกามน้อยมากหรือแทบไม่ได้เกี่ยวข้องเลย นี่ถ้าพระองค์เป็นกษัตริย์หนุ่มผู้บูชารัก หรือ
แสวงหารักแท้ ไทยก็ยังคงเป็นขี้ข้าพม่าอยู่มั้ง ผมพูดเรื่องนี้ก็เพราะเซ็กส์มันเข้ามามีบทบาทใน
โทรศัพท์มือถือมากยิ่งขึ้นทุกที ผมอยากจะยืนยันว่าการไม่ยุ่งเกี่ยวกับความรักและกามารมณ์นั้น
สร้างปาฏิหาริย์ได้ ดูตัวอย่างได้จากพระพุทธองค์ มหาตมะคานธี สมเด็จพระนเรศวร

• คุณอยากให้หนังสือของคุณกลายเป็นหนังไหม แล้วอยากให้ใครทำ
อยากซี แต่หนังสือของผมน่ะแม้แต่นักอ่านทั่ว ๆ ไปเขาก็ยังไม่ค่อยอ่านกันเลย อย่าว่า
แต่พวกผู้กำกับหนังเลย ผมคิดว่าผู้กำกับหนังที่ยิ่งใหญ่ล้วนแล้วแต่เป็นหนอนหนังสือนะ กูโรซา
ว่า (Akira Kurosawa) สัตยาจิต ราย (Satyajit Ray) อิงมาร์ เบิร์กแมน  
(Ingmar Bergman) จอห์น ฮุสตัน (John Huston) เอลียา คาซาน (Elia 
Kazan) ฟรานซิส ฟอร์ค ค็อปโปลา (Francis Ford Coppola) เรื่อยมาจนถึงโอลิ
เวอร์ สโตน (Oliver Stone) พวกนี้เป็นหนอนหนังสือระดับเขี้ยวลากดินทั้งนั้น ผู้กำกับ
หนังไทยที่ค่อนข้างขยันอ่านหนังสือและพอจะพูดได้ว่ามีรสนิยมทางวรรณกรรมก็น่าจะมีวิจิตร  
คุณาวุฒิสักคนหนึ่งกระมัง ความจริงแล้ว “เจ้าการะเกด” น่ะเหมาะแก่การทำเป็นหนังนะ ผม
ไม่มายด์หรอกว่าใครจะเอาไปทำ แต่ควรจะจ่ายค่าเรื่องอย่างยุติธรรมสักหน่อยนะ จะว่าไปแล้ว
ความจำเป็นอันดับแรกของภาพยนตร์ที่ดีก็คือมันต้องสร้างจากเรื่องที่ดี จะว่าไปแล้วผมเองก็
ไม่ได้ยังชีพอยู่ได้ด้วยการบิณฑบาต

• ช่วงนี้คุณมีงานแปลออกมาเยอะ มีโครงการจะเขียนนวนิยายของตนเองบ้างไหม

คงต้องเขียนแน่ ๆ สักเรื่องหนึ่งหละ ถ้าไม่เขียนเวียงมันจะบ่นตายห่า เวียงเขาเป็นผู้
อุปถัมภ์ผมอยู่ เล่มเล็ก ๆ สักหนึ่งเรื่องหรือสองเรื่อง นี่ก็เขียนค้างอยู่เรื่องหนึ่งนะ เป็นต้นร่างที่
หนึ่ง เป็นประสบการณ์ในการท่องเที่ยวธุดงค์ของสามเณรองค์หนึ่งซึ่งเป็นสามเณรที่เด็ด
เดี่ยวกล้าหาญมาก โดยส่วนตัวแล้วผมควรจะเขียนนวนิยายเรื่องนี้ที่วัดป่าแห่งใดแห่งหนึ่งนะ  
ไม่ควรจะเขียนในบ้านเช่าชานเมืองอย่างนี้ ผมสงสัยตนเองอยู่บ่อย ๆ ว่าผมพร้อมเต็มที่สำหรับ  
“โลกุตตระศิลป์” หรือยัง แต่ผมไม่รีบร้อนหรอกนะ

• พูดถึงแวดวงวรรณกรรมในยุคนี้สักหน่อยได้ไหม
ผมแทบไม่ได้พบปะหรือข้องเกี่ยวกับใครเลย คุยกับคุณมาร์แซลอยู่บ้างนาน ๆ สักครั้ง  
คุณมาร์แซลเขาอ่านวรรณกรรมไทยมากกว่าคนไทยทั่ว ๆ ไปเสียอีก เขาก็แนะนำให้ผมอ่านงาน
ของปราบดา หยุ่น เขาบอกว่าคนนี้เขียนหนังสือดี เขาพูดให้ผมฟังว่าคุณวิน เลียววรินทร์เป็น
นักเขียนเรื่องสั้นที่ดีที่สุดของไทย เขาพูดว่าผมควรจะแข็งใจอ่านงานของ Annie Proulx  
และนวนิยายสักเล่มหรือสองเล่มของ Ian McEwan และอีกเล่มหรือสองเล่มของ John 
Updike แต่ผมก็ไม่ได้กระตือรือร้นหรอกนะ ไม่ใช่มีอคติหรืออย่างไร มันเกิดอะไรขึ้นกับผม
ก็ไม่รู้ มันอธิบายยาก เข้าใจว่ามันคงเคยเกิดขึ้นกับคนรักวรรณกรรมอย่างอาจารย์รัญจวน อินทร
กำแหงมาก่อนแล้ว หรือเคยเกิดขึ้นกับคุณหญิงสุรีย์พันธ์ มณีวัตมาก่อนแล้ว คืออยู่ ๆ ก็แทบจะ
เลิกราจากวรรณกรรมไปเลย แล้วหันไปดื่มด่ำกับศาสนธรรมแทน ศิลปะทางการเขียนน่ะผมก็
หวังพึ่งพาว่ามันจะใช้เป็นเครื่องเลี้ยงชีพเท่านั้น แต่ก็มีหน้าที่อื่นที่สำคัญกว่า คือผมคิดว่าในชีวิต
ของผมนี่มาถึงตอนนี้แล้วอย่าให้อะไรมันสำคัญเกินไปกว่าการภาวนา สำหรับผมแล้วมนุษย์มีอยู่
สองจำพวกเท่านั้น คือพวกที่ภาวนากับพวกที่ไม่ภาวนา แล้วผมก็อยากจะจำกัดความสนใจของ
ผมไว้เฉพาะกับเรื่องราวของผู้ภาวนาเท่านั้น

• อะไรบ้างที่ทำให้คนส่วนใหญ่เข้าใจคุณผิด ๆ
ให้เขาเข้าใจผิดไปเถอะ ขืนเขาเข้าใจถูกขึ้นมาผมคงเป็นบ้าตาย คนอื่นเขาเข้าใจผิดก็
ช่างเขาเถิด เราอย่าเข้าใจตัวเราผิดเป็นใช้ได้ มันก็เรื่องธรรมดาของโลกน่ะแหละ มีสุขและมี
ทุกข์ มียศมีเสื่อมยศ มีลาภมีเสื่อมลาภ มีสรรเสริญมีนินทา บางทีมีใครด่ามาผมก็ด่าตอบไปบ้าง
โดยเฉพาะอ้ายคนที่มันคิดว่ามันมีอำนาจ ผมไม่ใช่คนสยบยอมกับอำนาจ ไม่แยแสด้วยซ้ำไป  
แต่ก็ไม่ซีเรียสนะไม่ว่าใครจะว่าอย่างไร ผมเคยเขียนจดหมายบอกใครคนหนึ่งไปว่า  
“วิจารณญานนั้นมีไว้ประกอบการใช้ความคิด ไม่ใช่เอาไว้สำหรับการโขลกน้ำพริก” 

• คนมักจะมองว่าคุณเองน่ะแหละคือตัวเอกของ “เงาสีขาว” เขาเข้าใจว่าคุณเพียงแต่เอาชีวิตจริงของคุณมาเขียนเท่านั้น เขาเข้าใจถูกต้องไหม
“เงาสีขาว” เป็นเรื่องแต่ง มีความจริงอยู่น้อยมาก ถ้าคนอ่านทึกทักว่ามันเป็นเรื่องจริงหรือเป็นเรื่องที่ดูสมจริงอย่างมากก็เท่ากับว่าเขากำลังให้เกียรติผมอย่างเกินเลย ไม่ว่าเขาจะเต็มใจอย่างนั้นหรือไม่ก็ตาม โดยกลวิธีทางการเขียน “เงาสีขาว” เป็นโมเดริ์นนิสม์แบบหนึ่ง นักอ่านไทยโดยทั่วไปไม่ค่อยคุ้นกับรูปแบบอย่างนั้นนัก ก็เท่านั้นเอง

• คุณเอาประสบการณ์ใหม่ ๆ จากที่ไหนมาเขียนหนังสือในเมื่อคุณเป็นคนเก็บตัวไม่ชอบเข้าสังคมอย่างนี้
โดยแก่นสารทางด้านจิตใจแล้วมนุษย์ไม่ได้เปลี่ยนแปลงมาตั้งแต่ไหนแต่ไร มนุษย์ยัง
เป็นเหมือนเด็กที่ไม่รู้จักโตทั้งที่อายุอานามก็มากขึ้นทุกที การใช้โทรศัพท์มือถือไม่ได้ทำให้เขา
ฉลาดขึ้นกว่าเมื่อตอนที่เขาต้องหยอดเหรียญโทร.เอาจากตู้สาธารณะนี่นา ความก้าวหน้าทาง
เทคโนโลยียิ่งทำให้มนุษย์ลุ่มหลงงมงายเข้าไปใหญ่ พัฒนาการทางอุตสาหกรรมยิ่งเป็นไปอย่าง
รวดเร็วเพียงใดปัญหามลพิษก็มากยิ่งขึ้นเพียงนั้น เอาน่า มีเรื่องให้เขียนเยอะแยะไป คุณคงยัง
ไม่ได้อ่าน “วิมุตติคีตา” ล่ะซี ดูเอาเองซีว่าผมเอาอะไรมาเขียน

• จริง ๆ แล้วตัวตนของแดนอรัญ แสงทองเป็นอย่างไร
ผมเป็นคนมีอารมณ์ขันนะ “เงาสีขาว” “ดวงตาที่สาม” “มาตานุสสติ” หรือแม้แต่ “อสรพิษ” เป็นเรื่องที่เต็มไปด้วยอารมณ์ขัน แม้แต่ “ตำนานเสาไห้” ก็ยังมีอารมณ์ขันเลย “เจ้าการะเกด” น่ะสี่ห้าย่อหน้าแรกผมเขียนไปพลางหัวเราะไปพลาง ผมล้อเลียนเชคสเปียร์ โฟลแบรต์ โฟล์คเนอร์ เฮมิงเวย์ ผมเยาะหยันตัวผมเอง ผมล้อเลียนวิธีการเขียนร้อยแก้วของท่านเหล่านั้น และเยาะหยันวิธีการเขียนร้อยแก้วของตนเองใน “เงาสีขาว” ความคิดและความรู้สึกต่าง ๆ นานาเมื่อเขียนมันออกมาแบบโมเดิร์นนิสม์ แล้วมันเป็นอย่างนี้หรือวะ เอียง ๆ เฉ ๆ ตรง ๆ บ้าง ทื่อ ๆ บ้าง สั้นกุดบ้าง ยืดยาวเลื้อยเฟื้อยบ้าง เฮ้ย นั่นมันความระทดระทวยแบบไหนวะน่ะ เป็นภาษาไทยที่ถูกแปลเป็นไทยมาแล้วเรียบร้อยถึงสามครั้งเป็นอย่างน้อย

วันอาทิตย์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2553

อสรพิษ เดอะมูวี่


โครงการภาพยนตร์โดย วีระยศ สำราญสุขทิวาเวศน์

หนึ่งในโปรเจ็คท์ใหม่ที่ผ่านการพิจารณาของกระทรวงวัฒนธรรมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หากได้รับทุนเพิ่มจากต่างชาติ เราคงมีโอกาสได้ชมกัน

และขอแสดงความยินดีกับ โสฬส สุขุม กับโปรเจ็คท์ “ไฮโซ” ของผู้กำกับ อาทิตย์ อัสสรัตน์ และ “ที่รัก” ของ ศิวโรจณ์ คงสกุล ที่ได้รับทุนไทยเข้มแข็งเช่นกัน

วันศุกร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2553

True Grit: อารยชนคนเถื่อน - เตรียมฉายคริสต์มาสนี้

ขณะนี้ True Grit หรือ อารยชนคนเถื่อน (สำนวนแปลของ แดนอรัญ แสงทอง) ซึ่งกลายเป็นหนังใหม่ของผู้กำกับสองพี่น้อง Ethan Coen และ Joel Coen ปิดกล้องไปแล้ว ขณะนี้เข้าใจว่าน่าจะอยู่ระหว่างขั้นตอนการตัดต่อ โดยสองพี่น้อง Coen นี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นอดีตแชมป์เก่ารางวัลออสการ์  และรางวัลปาล์มทองจาก No Country for Old Men, Fargo, Barton Fink, A Serious Man และ The Man Who Wasn’t There

ภาพ Jeff Bridges ในบท Marshal Reuben J. Cogburn จากหนัง True Grit เวอร์ชั่นใหม่ของผู้กำกับ Ethan Coen และ Joel Coen ร่วมแสดงโดยดาราระดับแถวหน้า อย่าง Matt Damon (The Bourne Identity) และ Josh Brolin (No Country for Old Men)

• ภาพจาก blog ของ Joe M. O'Connell: http://joemoconnell.blogspot.com/2010/05/jeff-bridges-with-his-true-grit-eye.html

ลงภาพเปรียบเทียบกับหนังเวอร์ชั่นแรกปี 1969 นำแสดงโดย John Wayne  มีฉบับหนังภาคสองในปี 1975 ชื่อ Rooster Cogburn (มีดีวีดีลิขสิทธ์จำหน่ายในชื่อ “คนยอดคน”)


**************************************************************************

วันพฤหัสบดีที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2553

แดนอรัญ แสงทอง: ศิลปินรางวัลศิลปาธร สาขาวรรณศิลป์ ประจำปี 2553


สำหรับแฟนนักอ่านตัวกลั่น คงไม่มีข่าวไหนที่น่ายินดีไปกว่าข่าวที่นักเขียนคนโปรดของตัวเองได้รับการใส่ใจเห็นคุณค่า แม้ว่าในความเป็นจริงเขาควรจะได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติในฐานะคนวรรณกรรม หรือกระทั่งรางวัลศิลปินแห่งชาติ ตั้งแต่ “เงาสีขาว” ลืมตาดูโลกเมื่อปี 2536 แล้วก็ตาม  

ส่วนรายชื่อผู้ที่ได้รับรางวัลสาขาต่างๆ มีดังนี้ 


1.นายชัยยุทธ โตสง่า หรือ ป๋อม บอยไทย สาขาดนตรี ผู้ก่อตั้งวงดนตรีบอยไทย 

2.นายเสน่ห์ สังข์สุข (แดนอรัญ แสงทอง) สาขาวรรณศิลป์ ผู้แต่งนวนิยายเงาสีขาว 

3.นายอาทิตย์ อัสสรัตน์ สาขาภาพยนตร์ ผู้กำกับหนังเรื่องวันเดอร์ฟลูทาว์น 

4.น.ส.ปฐมา หรุ่นรักวิทย์ สาขาสถาปัตยกรรม รางวัลสถาปนิกรุ่นใหม่ของสมาคมสถาปนิกสยาม 

5.นายนิกร แซ่ตั้ง สาขาศิลปะการแสดง 

6.นายนาวิน ลาวัลย์ชัยกุล สาขาทัศนศิลป์ 

7.นายวิฑูรย์ คุณาลังการ สาขามัณฑนศิลป์ 

8.นายประชา สุวีรานนท์ สาขาเรขศิลป์ 

9.นายวศินบุรี สุพานิชวรภาชน์ สาขาออกแบบ


วันศุกร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2553

นานาทัศนะต่องานเขียนของแดนอรัญ แสงทอง

หมายเหตุ : กำลังทยอยความคึกคักเข้ามาเรื่อย ๆ ครับกับความอบอุ่นจากเพื่อนผองน้องพี่ รวมทั้ง นกป่า อุษาคเนย์, โดม วุฒิชัย และนักเขียนซีไรต์ อุทิศ เหมะมูล    

ตามที่ผมได้โพสต์คำถามเชิญชวนนักเขียน, คนในวงการหนังสือ, ศิลปะ, วงการภาพยนตร์ รวมทั้งคนอ่านทั่วไปร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับงานของแดนอรัญ แสงทอง ตามคำถามที่ตั้งไว้คร่าวๆ ดังนี้ 

1. คุณมีความคิดเห็นต่องานเขียนของ แดนอรัญ อย่างไร
2. อะไรที่ทำให้คุณชอบอ่านงานของแดนอรัญ
3. อะไรคือเสน่ห์ของงานแดนอรัญที่คุณติดใจ ที่คิดว่าไม่มีใครเหมือน
4. งานเขียนของแดนอรัญเล่มไหนที่คุณอยากเห็นเป็นหนังมากที่สุด และอยากเห็นเป็นหนังแบบใด ใครแสดง ใครกำกับ  
5. คุณคิดว่าสาเหตุใดที่ทำให้แดนอรัญ ไม่เคยได้รับรางวัลด้านวรรณกรรมใดๆ ในเมืองไทย ทั้งๆ ที่ผลงานของเขาได้รับการยกย่องมากมายในต่างประเทศ หรือ ใครอยากเพิ่มเติมความคิดเห็นอื่นๆ ก็ได้นั้น

ขณะนี้ผมได้รวบรวมความเห็นดังกล่าวลงบล็อกแล้วครับ

ผมเชื่อเสมอว่าแม้น้ำหยดเดียวก็สามารถทำให้คนคนหนึ่งสดชื่นได้
ในนามของผู้จัดทำบล็อกแดนอรัญ ขอขอบคุณทุกท่านจากหลากหลายอาชีพที่ร่วมแสดงความคิดเห็น ขอบคุณบรรณาธิการหนังสือ, นักเขียน, นักแปล, ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์, นักออกแบบอิสระ, นักวิจารณ์ภาพยนตร์, , นักแสดง, เจ้าของร้านหนังสือ , คนทำหนังสือ, รวมทั้งนักอ่าน ทุกความเห็นของท่านคือกำลังใจสำคัญ

ความเห็นต่างๆ นี้จะเรียงตามลำดับชื่ออักษรของคนเขียนดังนี้  เชิญอ่านตามอัธยาศัยครับ

1. กว่าชื่น บางคมบาง    2. กัลปพฤกษ์    3. ไกรวุฒิ จุลพงศธร    4. ไกรวรรณ สีดาฟอง    5. คัทลียา เผ่าศรีเจริญ    6. Sophieworld           7. ณรงค์ชัช กันสุข    8. โตมร ศุขปรีชา    9. ดวงฤทัย เอสะนาชาตัง    10. ดวงธิดา มูซอ     11. โดม วุฒิชัย     12. ธนพล เคตะพราหมณ์         13. นกป่า อุษาคเนย์   14. นิวัต พุทธประสาท    15. เฟย์ Faylicity    16. วัลลภ รุ่งกำจัด    17. วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา    18. สนธยา ทรัพย์เย็น    19. โสฬส สุขุม  20. หนุ่ม ร้านหนังสือเดินทาง    21. อุทิศ เหมะมูล 
…………………………………………………………………………..

กว่าชื่น บางคมบาง
เจ้าของคอลัมน์ http://midorikwa.blogspot.com 
ส่วน มิโดริตัวจริง เขียนคอลัมน์ มาตาทัศนะ ในนิตยสาร VOTE รายปักษ์  
เว็บไซต์คมบาง www.combangweb.com / สำนักพิมพ์หวีกล้วย

งานของแดนอรัญ มีทั้งงานเขียนและงานแปล สิ่งที่ชอบคือความรุ่มรวยทางภาษา ความแปลก และรอคอยที่จะเห็นลูกเล่นของเขา

เสน่ห์ของงานแดนอรัญ คือภาษา ว่าไปแล้วบางคราออกจะยาวย้วยเยิ่นเย้อ แต่ก็มีเสน่ห์แปลกประหลาด ทั้งนี้เพราะแดนอรัญเป็น "นาย" ของภาษา มิใช่ว่าจับคำใดมาเรียบเรียบต่อเป้นเรื่องราวเท่านั้น หากแต่ แต่ละถ้อยคำนั้นมีความหมายในตัวที่ต่อเนื่อง

อยากเห็นงานของแดนอรัญ ในแบบของ หว่อง กาไว เราว่า มันมีอะไรคลับคลาคล้ายกันนา 
เอาล่ะ แต่สำหรับผู้กำกับไทย อยากให้ เป็นเอก รัตนเรือง ส่วนเรื่องไหน ไม่จำกัด จริงๆ แล้ว ดวงตาที่สามนี่นะ น่าลองนะว่าจะออกมาแบบไหน อันที่จริง เงาสีขาว ก็น่าลองนะ 

ส่วนสาเหตุที่แดนอรัญไม่ได้รับรางวัลในเมืองไทย ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากผลงานไม่ได้ตามรอบการประกวด ไม่ได่ส่งประกวด เพราะผลงานอยู่เหนือรางวัลไปแล้ว
…………………………………………………………………………..

‘กัลปพฤกษ์’ kalapapruek@hotmail.com 
นักวิจารณ์ภาพยนตร์รางวัลหม่อมหลวงบุญเหลือประจำปี 2547

หากจะมีใครถามว่าหนังสือเล่มโปรดของข้าพเจ้านั้นมีเล่มใดบ้าง? คำตอบเพียงหนึ่งเดียวสำหรับงานกลุ่มนวนิยายก็คือ “เงาสีขาว” ของ แดนอรัญ แสงทอง หนังสือเล่มนี้เองที่ทำให้ข้าพเจ้าได้ตระหนักซึ้งถึงพลังแห่งภาษาที่สามารถใช้ถ่ายทอดจินตนาการภายในอันลึกเร้นชนิดประสาทสัมผัสแห่งการมองเห็นใด ๆ ก็คงไม่อาจทะลวงถึง เนื้อหาและสำนวนอัน ดิบ กร้าว รุนแรง แต่แฝงไว้ด้วยความซื่อสัตย์จริงใจ แสดงให้เห็นได้เป็นอย่างดีว่า แดนอรัญ แสงทอง เป็นศิลปินที่สามารถใช้ตัวอักษรระบายห้วงอารมณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ออกมาได้อย่างหนักแน่นและทรงพลังจริง ๆ ซึ่งก็ยิ่งทำให้อยากรู้เหลือเกินว่าหาก แดนอรัญ แสงทอง มีโอกาสได้นำเสนอผลงานเรื่องนี้ผ่านสื่อภาพยนตร์ภายใต้การกำกับของเขาเอง มันจะออกมาวิจิตรอลังการและพิสดารพันลึกกันถึงขนาดไหน? ซึ่งก็เชื่อเหลือเกินว่ามันคงจะเฉียบร้ายได้ไม่แพ้งานเด่นอย่าง Johnny Got His Gun (1971) ที่นักเขียนดังอย่าง Dalton Trumbo ได้เคยลงมือกำกับเองมาแล้วเลยทีเดียว 
…………………………………………………………………………..

ไกรวุฒิ จุลพงศธร
นักวิจารณ์ภาพยนตร์ / บรรณาธิการนิตยสาร Bioscope

ผมจำได้ว่าเคยได้ยินชื่อของ เงาสีขาว มานานแล้ว และครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีก่อนที่ได้เป็นเจ้าของมันก็ตื่นตระหนกเสียเหลือเกินกับความหมัศจรรย์ของหนังสือเล่มนี้ สารภาพตามตรงว่าผมอ่านมันไม่จบ แต่ขณะเดียวกันความสัมพันธ์ของผมกับหนังสือเล่มนี้ก็เป็นไปในลักษณะพิเศษ คือเมื่อไรก็ตามที่ผมเขียนงานไม่ออก ขาดแรงบันดาลใจ หรือต้องการพลังของตัวอักษร ผมจะหยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา แล้วเปิดไปที่หน้าใดก็ได้ แล้วก็อ่านมันไปเรื่อยๆ แล้วผมก็จะได้พลังนั้นมา

ผมมาปะทะกับงานของคุณแดนอรัญอย่างจริงจังอีกทีก็เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา เมื่อผมหยิบ เว็นดิโก้ อสูรไพรทมิฬ ติดมือไปด้วยขณะพักร้อน แล้วผมก็อ่านมันจบรวดเดียวโดยที่ยังกลับมาไม่ถึงกรุงเทพด้วยซ้ำ งานนี้ทำให้ผมรับรู้เลยว่าคุณแดนอรัญไม่ใช่นักเขียนอันมหัศจรรย์เท่านั้น แต่ยังเป็นนักแปลฝีมือฉกาจเทียบเท่ากับนักแปลคลาสสิคร่วมสมัยหลายๆ คนที่ผมเคารพอีกด้วย เวนดิโก้มิใช่นิยายที่เน้นเรื่องราว แต่มันเน้นบรรยากาศที่ค่อยๆ คืบคลาน ไม่ต่างจากหนังศิลปะแนวสยองขวัญที่ดูไปจนจบเรื่องเราก็แทบไม่เห็นอะไรนอกจากเงาของปีศาจ แต่เงานั้นก็มีพลังเพียงพอที่จะขยุ้มเราให้เราทั้งเป็นทั้งตายไปกับจินตนาการของเราเอง
…………………………………………………………………………..

 ไกรวรรณ สีดาฟอง
นักแปลวรรณกรรมเจ้าของนามปากกา ภูมิช อิสรานนท์ / ทราย ชยา ฯลฯ 

 ผมได้อ่าน "เสาไห้" และอ่านในฐานะเรื่องยาวขนาดสั้น ผมคิดว่าเรื่อง
นี้ก็น่าดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ เรื่องมันยาวมากนะ เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมก็ได้ เกี่ยวกับความลึกลับก็ได้ หรือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของสามัญชน (หรือไพร่ในความหมายดั้งเดิมของมัน) ก็ได้
…………………………………………………………………………..

คัทลียา เผ่าศรีเจริญ 
นักออกแบบอิสระ

อยากเห็น “อสรพิษ” เป็นหนัง ใครกำกับก็ได้ค่ะ แต่ควรเป็นคนที่มีประสบการณ์ชีวิตมากพอ เหมือนนักบินอวกาศที่เวลาเขาให้สัมภาษณ์ เขาจะถามว่าคุณเคยเจอเรื่องดีที่สุดในชีวิตตอนไหนกับเรื่องร้ายที่สุดในชีวิต คือต้องมีทั้งสองด้าน เพราะเวลาที่ต้องตัดสินใจอะไรบางอย่าง ความอัตโนมัติตรงนี้มันจะช่วยได้

ตอนที่อ่าน “อสรพิษ” รู้สึกว่ามันเป็น ฟินโนมินอนของเหตุการณ์ที่เป็นปกติ มันค่อนข้างเรียลลิสติค คือเด็กที่ใช้ชีวิตแบบนี้ แล้วคุณแดนอรัญเขาก็เล่าเรื่องเรียลลิสติคจนเราเห็นเป็นภาพ รายละเอียดมันเยอะมากสามารถทำเป็นหนัง เป็นโมเมนท์ เป็นพล็อตที่ดี ทิ้งจังหวะ มี
สเปซในหนังเยอะๆ ได้เลย อ่านจบตอนท้ายรู้สึกว่ามันเป็นปัจเจก เป็นมนุษย์นิยม เหมือนแต่ก่อนที่เรามองคนไหนที่จะมีความโดดเด่นออกมา กับคนที่มีความราบเรียบ แต่จริงๆ แล้วถ้าไม่ต้องมอง คือใช้ชีวิตปกติไป ไอ้คนที่เรียบๆ นั่นน่ะเขาก็เป็นตัวของตัวเอง มันเหมือนกับตัวละครตัวนี้ เพียงแต่ว่าเราเล่าขยายในสิ่งที่คุณแดนอรัญเขาเล่า มันมีความรักชอบ คือเล่านิดเดียว มันมีตัวตน เขาตั้งชื่อควาย เราก็เห็นเลยว่าบุคลิกของเขาที่ซ่อนมา เขามีความน่ารัก เขามีความเป็นนักสู้ มันเกิดจากพ่อของเขาน่ะ พ่อแม่ครอบครัวของเขาต้องดีมากจริงๆ เลยนะ โดยที่ไม่ต้องไปเรียนหนังสือสูงๆ มันเป็นเรื่องความอ่อนโยน มีความเป็นมนุษย์เต็มที่ เหมือนพ่อแม่เขาเป็นชาวนามาก่อน ต้องอยู่กับฟ้าฝน ต้องเงียบ ต้องรอคอย อะไรแบบนี้ ไอ้สิ่งเหล่านี้มันไม่ต้องสอน มันไม่ต้องรุ่งอรุณโฮมสคูล คือเด็กซึมซับได้เอง มันสมบูรณ์ สิบขวบก็สมบูรณ์แล้ว

ส่วนงูในเรื่องมันเป็นความจริงที่บังเอิญว่าเกินจริง เป็นปรากฏการณ์ที่แบบว่าเหมือนกับไอแซค นิวตัน ที่แอปเปิ้ลตกอะไรประมาณนั้น จริงๆ แล้วมันเป็นเหตุการณ์ปกติ ถ้าเราไม่ได้ไปผูกกับเรื่องอัน
นี้ เหมือนกับที่เรารู้สึกตอนที่น้องเป๋เขาถืองู ตอนนั้นมันค่อนข้างเหนือจริง เนื่องจากเรามีประสบการณ์ดูหนังตอนที่อ่านทำให้รู้สึกว่า เอ๊ะ ! เขาพยายามจะบอกว่าคนนี้ตายไปแล้วหรือเปล่า แต่มันมีการต่อสู้บางอย่าง ที่อาจจะเป็นการต่อสู้ในเชิงสัญลักษณ์ พอไปเจอคนที่เป็นเหมือนคนที่ไปให้น้ำหนัก เขามีสี่คนนี่แหละ มีหลวงพ่อ มีป้าคนนี้ แล้วมันก็จะผ่านทุกอย่างไปได้ แล้วป้าก็ดันไปอยู่ในกลุ่มของคนทรงเจ้า ก็เลยรู้สึกว่า โฮ ! อันนี้มันเป็นเชิงสัญลักษณ์ ตอนนั้นมันอธิบายไม่ถูกนะ เป็นความรู้สึกที่ผิดหวังอย่างรุนแรง เหมือนผิดหวังในเชิงอุดมคติด้วย จริงๆ ตัวละครตัวนี้เขามีอุดมคติตรงนั้นอยู่ แต่เขาไม่รู้ แล้วพอไปเจอภาพตรงนี้ เขาเริ่มรู้สึกว่ามันเป็นมนุษย์น่ะ มันเคลื่อนไหวได้ แล้วมันไม่มีความหมายเขาถึงปล่อย ปล่อยถึงรู้ว่างูตาย มันปกตินะ สมัยก่อนเขาเรียกว่า ผิดหวังทางปัญญาหรือเปล่านะ เหมือนกับว่าความคาดหวังนี้ เราคิดว่าเราสัมพันธ์กับคนนี้ เขาสิบขวบ เขาสัมผัสกับหลวงตา ป้าคนนี้ จริงๆ ก็ง่ายๆ เด็กสิบขวบต้องการความมั่นคง ความรัก เรื่องชีวิตคนมันเป็นเรื่องมิติ มันมีมิติของวัฒนธรรมจารีต มันไม่มีใครดิ้นตรงนี้ออกไปได้เต็มที่ เป็นปัจเจก ตัวน้องนี้สิมันเป็นชีวิตคนปกติธรรมดามาก  

แล้วก็ชอบที่เป็นเรื่องพื้นถิ่น เป็นภาพที่เล่ารวมๆ ของพื้นถิ่น ผ่านเหตุการณ์มากกว่า แทนที่จะไปเล่าแบล็คกราวด์ทั้งหมด อย่างการยึดครองการมีอำนาจของคนทรงว่ามันเข้ามาอย่างไง เราว่าตอนนี้ต้องทำ เพราะมันเป็นเรื่องตรงนี้ด้วย มีเรื่องการเมือง มีมิติหลายเรื่องผสมปนเป ถ้าพูดถึงว่าควรจะทำเป็นหนังน่ะ รู้สึกว่าเราดูเป็นเรื่องเรียลลิสติคไปได้เลย ความสมจริงตรงนี้ยิ่งเหนือจริงเข้าไปใหญ่ มีบางส่วนที่รู้สึกว่ามันจะเล่าเรื่องได้ธรรมดา แล้วก็ไม่เป็นพล็อตมาก ทั้งๆ ที่มันมีไอ้การขึ้นลงของเหตุการณ์

“อสรพิษ” สามารถโยงกับการเมืองก็ได้ หรือต่อให้ไม่มีเหตุการณ์เหลืองแดง “อสรพิษ” ก็ยังร่วมสมัย เพราะเรื่องมันไม่มีเวลา พูดได้ว่าเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ยืนตัวตรง พูดในสิ่งที่เชื่อ บางทีก็อยากจะเชื่อ ไว้วางใจในอีกคนหนึ่ง สิ่งที่เด็กสิบขวบคนนี้มองเห็นมันไม่ใช่ว่าเขา อัจฉริยะอะไร แต่มันเป็นเหตุเป็นผล นั่งมองกันดีๆ ผู้ใหญ่ทำอะไรกันอยู่กับคนที่มันกำลังจะโตขึ้น เขาเป็นตัวแทนของคน Young at Heart ตลอดเวลา มันไม่ได้กบฎ แต่เป็นวัยที่มันสุกงอมของคนนี้ตอนที่เขาค่อนข้างเด็กสำหรับสังคมไทย อยากให้มีแบบนี้เยอะๆ ขึ้นมาหน่อย เหมือนเวลาเราดู Final Score แล้วมีไอ้เปอร์ แล้วรู้สึกว่ามันเป็นเด็กที่ไบร์ท คนอย่างนี้กำลังพอดี ไม่หลุดกรอบเละเทะ แล้วค่อยกลับมาตอนอายุเยอะหรือเรียบร้อยจนไม่กล้าทำอะไร  

ตอนอ่าน “อสรพิษ” จบรู้สึกเห็นใจตัวละครเด็กคนนี้ว่าตอนที่ปล่อยงู แล้วคนๆ นี้จะ Dark ไปเลยไหม กลายเป็นว่าแทนที่จะเป็นคนอย่างนี้ตลอด แล้วพอไปเจอด้านมืดของชีวิตเขาจะเปลี่ยนไปไหม เพราะด้วยวัยของเขา เขาไม่รู้ว่าคนน่ะ เราอยากจะเชื่อเขา แต่เขายังอยู่ในกรอบความคิดของเราอยู่ดี สิ่งที่เราคิดว่าคนอื่นเป็น แต่ว่าเขาอาจจะไม่เป็นอย่างนั้นก็ได้ เราต้องเผื่อใจไว้ คือว่ามันอกหักแรงมากอันนี้ นึกออกเลย ชาวบ้านเต็มเลยที่ยืน คือเห็นเป็นฉาก แล้วยืนต่อสู้กับความคิดของตัวเองอยู่อะไรอย่างเนี่ย มันก็ยากน่ะ แต่ถ้าทำได้มันน่าทำมาก มันเป็นความเรียบที่มีพลัง

ยังคิดเลยว่าถ้าทำ “อสรพิษ” เป็นหนังแล้วเผลอๆ สมมุติทำเวอร์ชั่นไทยแล้วก็มีคนสเปนเอาไปทำ เหมือนพวกหนังผีที่ซื้อลิขสิทธิ์ที่เอาไปทำรีเมคใหม่ มันก็น่าสนใจน่ะ เพราะว่ามันเปลี่ยนไป แต่มี Subject ตรงนี้อยู่ เพราะหนังสือก็มีแปลหลายภาษาอยู่แล้ว ทำเป็นรีเมคเป็นโปรเจ็กที่เป็นเรื่อง “อสรพิษ 3 ชาติ” ผู้กำกับสเปนด้วยก็ยังได้ ก็มีความใกล้อยู่น่ะ แต่ไม่รู้ว่าที่แปลไปนั้นสากลหรือเปล่า ไม่รู้ว่าถ้าเป็นคนจีนจะอินกับเรื่องที่คุณแดนอรัญพูดไปหรือเปล่าว่ามัน Exotic มาก แต่มันมีความใกล้เคียงกับพวกหนังละตินบางอย่าง

ส่วน “เงาสีขาว” (ปกขาว) ตอนเห็นครั้งแรก ชอบ คำโปรยหน้าปกมาก “ภาพเหมือนในวัยระห่ำของศิลปิน” เพราะว่าสิ่งนี้มันมีในทุกคน ต่อให้จะเรียบร้อยแค่ไหนจะมีช่วงกบฎอะไรอย่างนี้ เนื้อหาของเรื่องร่วมสมัยมาก เหมือนกับเวลาเราอ่านนิยายคลาสสิคแปล แล้วรู้เลยว่ามันเป็นชั้นเชิงของการเขียน รู้สึกสนุก แต่หนังสือของชาติ กอบจิตติ กลับอ่านไม่ได้ ไม่รู้เป็นอะไร ของอาจินต์ ก็ไม่ได้ ต่อให้เป็นชีวิตของคนที่มันคึกคักขนาดไหน แต่พออ่านแล้วเนื้อเรื่องมันเปลี่ยนไปแล้ว  
…………………………………………………………………………..


Sophieworld
นักอ่าน

งานของคุณแดนอรัญที่อ่านจบจริง ๆ มีเล่มเดียวคือ อสรพิษ ส่วนเงาสีขาวนั้นอ่านได้ประมาณ 3 ใน 5 ส่วน ก็หยุดไปก่อน เพราะหมดเวลายืม (จากห้องสมุด) งานของแดนอรัญเหมือนฝันร้าย เรื่องราวดิ่งดุ่ม บางทีก็เตลิดไปในห้วงความทรมาน ลอยคอไปกับมัน ยิ่งเขาเขียน(พิมพ์) แบบไม่เว้นช่องไฟ(ในกรณีของอสรพิษ) ยิ่งให้รู้สึกถึงการหลากผ่านประดังของโหมประสบการณ์ 
 
โดยส่วนตัวยอมรับว่าอ่านงานของเขาเพราะมีเกียรติคุณในระดับนานาชาติของเขาเป็นเหยื่อล่อ แต่พอสัมผัสจริงก็คิดว่าผลงานของเขามีคุณค่าสมศักดิ์ศรีในตัวเอง
…………………………………………………………………………..

ณรงค์ชัช กันสุข  นามปากกา หยาบคาย
นักอ่าน นักเขียน นักดื่ม

งานเขียนของแดนอรัญ สวยงาม ทรงพลัง ตลกร้าย และไม่เคยผิดหวังเลยสักครั้งที่ได้อ่านงานของแก มันดีทุกเล่ม และสวยงามทุกเล่ม เสน่ห์ของงานแดนอรัญอยู่ที่การใช้ภาษา เอกลักษณ์ส่วนตัวของแก

เงาสีขาว ถ้าเป็นหนังคงเป็นดราม่าหนักๆ และอาจน่าเบื่อ ต้องเล่าเรื่อง เขียนบทให้เจ๋งๆ นักแสดงนำก็ เต๋า สมชาย ผู้กำกับก็ วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง ส่วนสาเหตุที่ทำให้แดนอรัญไม่เคยได้รับรางวัลด้านวรรณกรรมในเมืองไทยนั้นคิดว่า ผลงานแกสูงส่งกว่ารางวัลเห่ยๆ พวกนั้นเยอะ

ขอเอ่ยถึงเงาสีขาวสักติ๊ด

เงาสีขาวเป็นหนังสือที่ข้าพเจ้าโคตรจะหลงใหลและชื่นชม เนื่องด้วยนวนิยายเล่มนี้อัดแน่นไปด้วยอารมณ์ที่คุกรุ่น และความรู้สึกที่หนักหน่วงทรงพลังอย่างยิ่งยวด โดยการเล่าเรื่องราวสอดแทรกอัตชีวประวัติอันเข้มข้นของผู้เขียน 

ซึ่งหมุนผ่านเรื่องราวต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น ผู้หญิง ความรัก กามารมณ์ มิตรภาพ คละเคล้าไปกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต 

เหมือนกระแสน้ำป่าแห่งความรวดร้าว ที่พัดผ่านหมู่บ้านแห่งความทรงจำ ทำให้อารมณ์ของผู้อ่านนั้นพลุ่งพล่านประทุประเดประดังออกมาไม่ขาดสาย

และการใช้ภาษาที่รุนแรงเกรี้ยวกราดจนแทงทะลุแก่นอักษรของผู้เขียนนั้น ก็ทำให้เกิดแผลฉกรรจ์บนศีลธรรมจอมปลอมที่สังคมสร้างขึ้นอย่างสาแก่ใจ 

อีกทั้งการเขียนในรูปแบบกระแสสำนึกที่ฉุดดึงผู้อ่าน ให้ก้าวล่วงไปในความคิดอันคึกคะนองและเพ้อคลั่งของผู้เขียน ก็ทำได้อย่างยอดเยี่ยมและคมคาย 
…………………………………………………………………………..

โตมร ศุขปรีชา
นักเขียน / บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร GM 

ความคิดเห็นที่เด่นมากในงานของแดนอรัญคือการทำความเป็นพื้นบ้านให้เป็นสากล ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของนักเขียนยิ่งใหญ่หลายคนในโลกตะวันตก 

งานถึงอารมณ์ บรรยากาศ และวิธีการของแดนอรัญจะโดดเด่นมากแค่ไหน แต่ที่ผมชอบมากที่สุดในงานของเขาก็คือภาษาที่ละเมียดและประณีตมาก

ส่วนงานเขียนของแดนอรัญเล่มไหนที่อยากเห็นเป็นหนังมากที่สุด 
ขอตอบอย่างนี้นะครับ เรื่องที่ผมหลงรักมากก็คือ เจ้าการะเกด เรื่องรักแต่เมื่อครั้งบรมสมกัปป์ แต่ไม่อยากให้ใครเอาไปทำหนังเลยครับ เหตุผลเชยๆ ก็คือ อยากให้ทุกคนได้อ่านรสวรรณกรรมในเรื่องมากกว่า ก็ใครจะถ่าย "ลมหนาวโบกโบยมาแล้วแต่ยังไม่ได้โหมกระหน่ำรุนแรง เพียงแต่ถะถั่งมาไม่รู้จบสิ้น เรื่อยรินมาสม่ำเสมอ แห้งผากและเงียบเชียบ ส่อเค้าแห่งความทารุณ มีความทมิฬหินชาติและความมุ่งร้ายหมายขวัญแอบแฝงอยู่ในความเยียบเย็นและอาการโบกโบยอันช้าเชือนของมันนั้น" ออกมาเป็นภาพได้สวยเท่าถ้อยคำเหล่านี้ล่ะครับ
…………………………………………………………………………..

ดวงฤทัย เอสะนาชาตัง (grappa)
บรรณาธิการหนังสือ / เจ้าสำนัก ระหว่างบรรทัด
บล็อก http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=a-wild-sheep-chase

สำหรับตัวเอง งานของแดนอรัญ แสงทอง ที่ชอบมากที่สุด น่าจะเป็นเรื่อง "เพลงรักคนพเนจร" 
เพราะให้ภาพตัวละครที่โรแมนติกและเศร้ามาก และมีความเป็นมาโช่ น้อยกว่าเรื่องอื่นๆ 
โดยภาพรวมแล้ว คิดว่ายากมากที่จะมีนักเขียนคนไหน เขียนหนังสือได้เหมือนแดนอรัญ 
เวลาอ่านงานของเขาแล้ว โดยเฉพาะงานมาสเตอร์พีชอย่าง "เงาสีขาว" เราจะพบว่าแดนอรัญมี passion ในงานเขียนสูงมาก พลังในการทำงานล้นเหลือ และมีความเป็นตัวของตัวเอง โดดเด่นออกมาจากนักเขียนไทยคนอื่นๆ 

ในด้านงานแปล พอเขาหยิบจับแปลงานเล่มไหนออกมา ก็มักจะ "มีความเป็นแดนอรัญ" อยู่ในงานแปล และทำให้ต้ฉบับนั้น สนุกแบบแดนอรัญขึ้นมาทันใด
…………………………………………………………………………..

ดวงธิดา มูซอ
นักอ่าน

แดนอรัญเป็นนักเขียนไทยหมายเลข 1 ที่ดิฉันมักแนะนำให้เพื่อนๆ อ่าน 
แดนอรัญเป็นพระป่าผู้มีวิชาสามารถปลุกเสกภาษาให้มีชีวิตสวยสดงดงามยิ่งกว่าอัญมณีล้ำค่า 
“ จวนจะเย็นย่ำแล้ว แดดอ่อนรอนแสงลงแล้ว ดวงตะวันเป็นสีแดงแก่ก่ำนุ่มนวลอ่อนโยนลง ท้องฟ้าโปร่งโล่งเหมือนโดมแก้วผลึก เสี้ยวเมฆบางเบาบนเส้นขอบฟ้า...”
ดิฉันหลงใหลทุกเรื่องราวที่เขาเขียน หวานพาฝันฉันชอบ “ดวงตาที่สาม”, เขย่าขวัญขนหัวลุกฉันชอบ “มาตานุสติ” , โรแมนติคกลางดง ฉันชอบ “เจ้าการะเกด” (แนะนำเป็นพิเศษ), สังคมอยุติธรรม ฉันชอบ “อสรพิษ”, น้ำตาหยดแหมะ สะเทือนใจ ฉันชอบ “ ตำนานเสาไห้ ”, กิเลสตัณหาจัด ฉันชอบ “เงาสีขาว” เรื่องหลังนี้แม้ระหว่างทางที่อ่านจะรู้สึกเหมือนเดินอยู่บนกองเศษแก้วที่แตกละเอียด แต่โดยความเห็นส่วนตัวคิดว่า “เงาสีขาว” นอกจากภาษาที่ประณีตบรรจงแล้ว "เงาสีขาว" ยังเป็นนิยายเล่มโตที่ฝากคำสอนเตือนสติสตรีได้ดีทีเดียวค่ะว่า "ความรักควรมอบให้กับคนที่รู้ค่า"่ 
…………………………………………………………………………..

โดม วุฒิชัย
นักเขียน คอลัมน์ ริมรั้วหัวใจ นิตยสาร ขวัญเรือน/ นักเดินทาง  
บล็อก http://porpayia.bloggang.com

ในฐานะเพื่อนเก่าซึ่งเคยรู้จักกันในวัยหนุ่ม และอีกในฐานะหนึ่งผมก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ชื่นชมงานเขียนของเขาอย่างไม่มีข้อสงสัยว่าเขาคือนักเขียนชั้นยอด

(ผมเรียกเขาว่ามายาจนติดปากมาถึงทุกวันนี้ เพื่อน ๆ ส่วนใหญ่เรียกเขาว่าเฟิ้ม)
และรู้สึกดีใจมากที่เขาได้รับรู้สิ่งที่ผมส่งไปถึง – ขอขอบคุณที่คุณนำไปบอกเขา เราไม่ได้พบกันนานมากและขาดการติดต่อกันไปโดยสิ้นเชิง (เขาส่ง เงาสีขาวฉบับแปลฝรั่งเศสตอนพิมพ์ใหม่ๆ มาให้ผม 1 เล่ม ) ครั้งล่าสุดผมส่งหนังสือของผมผ่าน "เงาจันทร์" ฝากไปให้เขา

โดยส่วนตัวผมก็ติดตามงานเขียนของแดนอรัญ ด้วยความนับถือและชื่นชมในความเห็นของผมนักเขียนมีอยู่สองชนิดคือนักเขียนอัจฉริยะกับนักเขียนธรรมดา สำหรับแดนอรัญนั้น เขาคือนักเขียนอัจฉริยะ ไม่ว่าจะว่ากันในด้านใดก็ตาม

เรื่อง "เงาสีขาว" นั้นไม่ต้องพูดถึง สุดยอดอยู่แล้ว

ในบรรดาเรื่องของแดนอรัญที่ได้อ่านแล้วผมอยากเห็นเป็นหนังมากที่สุดคือเรื่อง "มาตานุสติ" คงจะครบรส ตื่นเต้นระทึกขวัญและเต็มไปด้วยความรักอันลึกซึ้งยิ่ง ถ้าเป็นหนังจริงๆ อาจจะต้องเปลี่ยนชื่อใหม่ แต่ไม่รู้ว่าพอเป็นหนังจริงๆ แล้วจะรักษารสชาติของเรื่องไว้เหมือนในหนังสือหรือเปล่าก็ไม่รู้
…………………………………………………………………………..

ธนพล เศตะพราหมณ์
นักอ่าน

ที่ชอบงานของแดนอรัญและคิดว่าเป็นเอกลักษณ์ของเขาคือ สำนวน ภาษาเขียน และลีลาครับ รวมทั้งอารมณ์ที่แสดงออกนั้นหนักแน่นรุนแรง อ่านแล้วรู้สึกว่าตัวอักษรของเขานั้นขับเคลื่อนเราได้ สะเทือนเราได้ ในบทพร่ำพรรณนาก็ได้อารมณ์ ฉากเล่าเรื่องนั้นก็มีชั้นเชิง
เป็นนักเขียนไทยอันดับหนึ่งในดวงใจเลยครับ
…………………………………………………………………………..

นกป่า อุษาคเนย์
นักเขียน / บรรณาธิการนิตยสาร Vote 

แดนอรัญคืออัจฉริยะของวงการวรรณกรรม นับแค่ปริมาณ ผลงานแปลเกือบ 20 ปก นวนิยายอีก 4 เล่ม ยังมีเรื่องสั้น เรื่องสั้นสั้น เรื่องสั้นขนาดยาว กระจัดกระจายตามที่ต่างๆ และร้อยแก้วอีก 2 เล่ม

อ่านงานแดนอรัญแล้วรู้สึกเท่เวลาเอาไปคุยในวงเหล้า

เสน่ห์ของงานที่ติดใจ คือ ความหลากหลายในกลวิธีการประพันธ์

ส่วนงานเขียนของแดนอรัญเล่มไหนที่อยากเห็นเป็นหนังมากที่สุด คือ ดวงตาที่สาม นำแสดง : ตาล-กัญญา รัตนเพ็ชร กำกับโดยอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล

และสาเหตุใดที่ทำให้แดนอรัญ ไม่เคยได้รับรางวัลด้านวรรณกรรมใดๆ ในเมืองไทย ทั้งๆ ที่ผลงานของเขาได้รับการยกย่องมากมายในต่างประเทศ

 ถูกต้องแล้วที่แดนอรัญไม่ควรรับรางวัลวรรณกรรมไทย หากเรามองไปที่ตัวแบบ วรรณกรรมสมัยใหม่ของไทยรับอิทธิพลมาจากตะวันตก แต่คณะกรรมการตัดสินรางวัลวรรณกรรมชุดแล้วชุดเล่า บางคนเป็นนักวิชาการวรรณกรรมแถวหน้า กลับมองไปคนละทางกับตะวันตก ถูกต้องแล้วที่แดนอรัญหลุดไปจากกรอบมายาคติต่างๆ ในเมืองไทย เสาหลักวรรณกรรม ช่างภาพมือวางอันดับต้นๆ สุดยอดนักสัมภาษณ์ นิตยสารคุณภาพที่หนึ่ง เกจิศิลปะ คอลัมนิสต์ระดับอรหันต์ นักวิจารณ์ขั้นเทพ ฮ่องเต้งานสารคดี ท่านอ๋องด้านจัดหน้า ฯลฯ
…………………………………………………………………………..

นิวัต พุทธประสาท
นักเขียน / ผู้ก่อตั้งสำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรม , Thaiwriter, Alternative writer

งานของแดนอรัญ มีภาษา รูปแบบงานเขียน กลวิธีเฉพาะตัวสูง อย่างเรื่อง "เงาสีขาว" เหมือนเขาพรั่งพรูความรู้สึกออกมาในแบบ Expressionist ซึ่งมีสีสันฉูดฉาด ส่วนงานช่วงหลัง ๆ มีความคมคายขึ้น ระมัดระวังและใช้สัญลักษณ์ทางวรรณกรรมมากขึ้น

เสน่ห์ในงานเขียนของแดนอรัญคือ เขามักจะลงลึกในจิตใจของตัวละคร ความคิดของตัวละครถูกนำเสนอได้อย่างเข้มข้น

สิ่งที่ทำให้งานของแดนอรัญแตกต่างจากนักเขียนไทยคือประสบการณ์ชีวิต โดยเฉพาะประสบการณ์ทางจิตวิญญาณของเขานั้นมีรูปแบบที่แตกต่างจากนักเขียนคนอื่นโดยสิ้นเชิง
อารมณ์ความรู้สึกในงานเขียนจึงทำให้จริตในงานเขียนแตกต่างจากนักเขียนอื่น มันเป็นรูปแบบที่น่าค้นหา

อยากเห็นเรื่องเงาสีขาวเป็นหนังมากที่สุด ใครกำกับใครแสดงคงบอกไม่ได้ แต่ถ้าให้เลือกผมขอเลือกนักแสดงในอดีตตอนที่เขายังหนุ่มอย่าง ลิขิต เอกมงคล เป็นพระเอก โดยมี ณอง จาร์ค บีนีกซ์ ผู้กำกับ 37 องศาฟาเรนไฮด์ หรือเบ็ตตี้บลู เป็นคนกำกับ

ส่วนสาเหตุใดที่ทำให้แดนอรัญ ไม่เคยได้รับรางวัลด้านวรรณกรรมใดๆ ในเมืองไทย ทั้งๆ ที่ผลงานของเขาได้รับการยกย่องมากมายในต่างประเทศนั้นคิดว่า  
มีนักเขียนดี ๆ เก่ง ๆ ในเมืองไทยที่ไม่ได้รับการยกย่องทางรางวัลมากมายอย่างเช่น รงค์ วงษ์สวรรค์, เสนีย์ เสาวพงษ์ (แม้จะเป็นศิลปินแห่งชาติ-รางวัลศรีบูรพา แต่ไม่เคยได้รางวัลจากหนังสือเล่มใดเล่มหนึ่ง -ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด) ซึ่งผมคิดว่าไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะองค์กรที่มอบรางวัลก็เป็นองค์กรในระบบที่คล้ายระบบราชการ มติการให้รางวัลวรรณกรรมจึงเป็นมติเดียว รางวัลเป็นเพียงการปลอบประโลมทางหนึ่งของสังคม การยกย่องใครคนหนึ่งให้ได้รางวัลแม้เป็นหนทางที่ทำให้นักเขียนชุ่มชื่นใจ แต่ไม่มีรางวัลใดยิ่งใหญ่ไปกว่ามีคนอ่าน มีแฟนหนังสือ และนักเขียนดำรงตนในอาชีพงานเขียนอย่างแท้จริง
…………………………………………………………………………..

เฟย์ Faylicity
http://www.faylicity.com/
นักเขียน / นักอ่าน

ได้รู้จักงานเขียนของคุณแดนอรัญค่อนข้างช้า หนังสือของคุณแดนอรัญที่อ่านเล่มแรกคือ "เจ้าการะเกด" โชคดีที่ได้รู้จักเพราะไปอ่านเจอคำแนะนำจากนิตยสารฉบับหนึ่ง คิดว่าน่าจะเป็น Open ซึ่งพอได้อ่านแล้วก็ตกหลุมรักเลย ตกเป็นทาสของถ้อยคำคุณแดนอรัญชนิดถอนตัวไม่ขึ้น ภาษาของคุณแดนอรัญไพเราะมาก ๆ มีนักเขียนไม่กี่คนเลยที่พอเรารู้จักเขาแล้ว
 ถ้อยคำของเขาสิงสถิตในตัวเรา เราจดจำได้ว่าเราอ่านหนังสือของเขาแต่ละเล่มที่ไหน ฤดูกาลไหน สิ่งนี้คือความพิเศษและเป็นเสน่ห์ของหนังสือคุณแดนอรัญที่ทำให้ประทับใจ

"เจ้าการะเกด" เป็นเรื่องที่งดงาม ได้อ่านเรื่องนี้ในฤดูหนาว ทำให้ยิ่งรู้สึกตามไปกับหนังสือ เพราะปีนั้นอากาศเย็นมาก ใครอยากชื่นชม "อัญมณีแห่งภาษา" ต้องอ่านเล่มนี้ พอจับจิตจับใจแล้วก็ต้องทุกข์กับความรัก เพราะต้องไปตามหาหนังสืออื่นๆ ของคุณแดนอรัญ ซึ่งหาไม่ได้ง่ายๆ (แต่คุ้มค่ากับความพยายาม) "อสรพิษ" เป็นเรื่องสั้นดีมากๆ "ดวงตาที่สาม" ก็น่ารัก อารมณ์ขันเยอะ อ่านแล้วตลกมาก คนรักหนังสือพลาดเรื่องนี้ไม่ได้เป็นอันขาด เรื่องของคุณแดนอรัญมักจะมีความลึกลับ ธรรมชาติและโบราณกาลอยู่ด้วย ทำให้มีมนต์ขลังเฉพาะตัว แต่ที่อ่านแล้วน่ากลัวที่สุดคือเรื่อง "มาตานุสติ" ซึ่งหลอนมาก อ่านไปกลัวไปน่าใจหาย คืนนั้นฟ้าฝนครืนครั่นไม่ต่างจากบรรยากาศในเรื่อง ทำให้ขนลุกสุดชีวิต การอ่านหนังสือเล่มนี้ทรมานที่สุดเล่มหนึ่ง เพราะนอนไม่หลับถ้ายังอ่านไม่จบ (เดี๋ยวผียังไม่ตายแล้วจะมาหลอกตอนหลับ) แต่ไม่กล้าอ่านต่อไปอีกแล้วเพราะกลัวสุดขีด สุดท้ายต้องอ่านข้ามบางตอนไป รอให้สว่างก่อนค่อยมาอ่านตอนที่ข้ามไป เป็นประสบการณ์อ่านที่แปลกยิ่งยวดไม่เคยเจอมาก่อน และหวังว่าจะไม่ต้องเจออีก

ตอนเขียนถึงเรื่อง "มาตานุสติ" ไว้ในเว็บ Faylicity ทำให้มีผู้อ่านคนหนึ่งเขียนมาถามระดับความน่ากลัว เพราะเธอขวัญอ่อนแต่อยากอ่าน จึงแนะนำว่าอ่านเถอะ แต่พยายามอย่าอ่านตอนดึกๆ อย่าอ่านคืนที่มีพายุฝน และถ้าให้ดีก็อย่าอยู่คนเดียว

นี่ละ เสน่ห์การเขียนของคุณแดนอรัญที่ไม่เหมือนใคร แต่ว่าขออนุญาตคุณแดนอรัญเล่าเรื่องที่ได้รู้มาหน่อยเถิด ได้คุยถึงเรื่อง "มาตานุสติ" กับพี่เวียง-วชิระ พี่เวียงบอกว่าตอนคุณแดนอรัญเขียนเรื่องนี้ ได้ไปเขียนในบ้านซึ่งห่างไกลผู้คน หลังเดียวโดดๆ เหมือนในเรื่องไม่มีผิด ช่างเข้าใจหาโลเกชั่นจริงๆ คุณแดนอรัญเล่าให้พี่เวียงฟังว่าเขียนไปก็กลัวไปด้วย

ถ้างานเขียนของคุณแดนอรัญจะได้สร้างเป็นหนังก็คงดี คนจะได้รู้จักงานเขียนมากขึ้น แต่ส่วนตัวไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้นัก เพราะหนังสือดีไม่ได้แปลว่าจะเป็นหนังดีได้ แต่ถ้าจะมีฉบับหนังจริงๆ อยากเห็น คลินต์ อีสต์วูด กำกับ เพราะเชื่อว่าปู่คลินต์ต้องทำออกมาดีแน่นอน (แม้จะไม่ได้เป็นคนไทย) แถมจะได้เพลงประกอบไพเราะสุด ๆ

ส่วนคำถามว่าทำไมคุณแดนอรัญไม่เคยได้รางวัลด้านวรรณกรรมในไทยนั้น ตัวเองไม่เคยสงสัย แต่ก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะมีนักเขียนและผู้คนอาชีพอื่นๆ มากมายที่ควรได้รับรางวัล แต่ไม่เคยได้รับ ทว่าคนเหล่านั้นได้รับความยกย่องและได้ที่ทางในหัวใจของนักอ่านและแฟนๆ ของเขา ซึ่งเหล่านี้มีค่ากว่ารางวัลใด ๆ

ยังรออ่านงานเขียนต่อๆ ไปของคุณแดนอรัญ


Faylicity เขียนถึงหนังสือของแดนอรัญ แสงทอง

เจ้าการะเกด
http://www.faylicity.com/book/book1/karaked.html

อสรพิษ
http://www.faylicity.com/book/book1/venom.html

ดวงตาที่สาม
http://www.faylicity.com/book/book1/thirdeye.html

มาตานุสติ
http://www.faylicity.com/book/book1/matanus.html.
…………………………………………………………………………..

วัลลภ รุ่งกำจัด 
นักแสดงนำชายจากภาพยนตร์เรื่อง “ที่รัก” (Eternity) / 
ผู้กำกับฝ่ายศิลป์ บริษัท Pop Pictures http://www.pop-pictures-ltd.com/


ยากแต่ต้องทำ
ผมว่ามันยากเหลือเกินในการที่เราจะเขียนอะไรซักอย่างถึง “นักเขียน” ที่เราชื่นชม ในแง่หนึ่งนั้นเราเองก็อยากให้เขาได้อ่านสิ่งที่เราเขียน แต่อีกด้านเหมือนการที่เราไม่ประสีประสาในการเขียนซึ่งได้รับโอกาสในการเขียนอะไรบางอย่าง คล้ายกับการที่เราเขียนเรียงความส่งศาสตราจารย์ในขณะที่เรากำลังศึกษาในระดับที่เพิ่งจะขยับจากอนุบาลมาเมื่อภาคเรียนที่แล้ว (และที่เลื่อนขึ้นชั้นมาได้ก็เพราะระยะเวลาของการศึกษาบังคับให้ขึ้นมา มิใช่เพราะว่าความสามารถที่พร้อมจะเลื่อนชั้นขึ้น) 

เราเองย่อมรู้ตัวว่ามัน ไร้เดียงสา อ่อนเยาว์ เหลือเกิน 

นับนิ้วในมือแล้วคงได้ไม่เกินห้า ที่ผมขยับการอ่านหันมาสนใจในวรรณกรรมทั้งไทยและต่างประเทศ และเมื่อผมได้รู้จักเอกลักษณ์ของสำนักพิมพ์ต่างๆ ที่เลือกหนังสือมาพิมพ์ในสังกัด เหมือนกับว่าเราเชื่อใจกันไปครึ่งหนึ่ง

ถามว่างานเขียนของคุณแดนอรัญ จะ(ถูก) นำมาผลิตเป็นภาพยนตร์นั้น มีความเป็นไปได้ไหม ตอบได้เลยว่า “ ยาก (มาก)” ด้วยเหตุผลของเนื้อหาทั้งภายนอกและสิ่งที่ซ่อนเร้นอันจะเห็นในงานคุณแดนอรัญที่ออกมาในเชิงนัยยะและเปรียบเปรยตลอดเกือบทุกหน้ากระดาษ เมื่อนำมาเป็นบทภาพยนตร์ ทำออกมาเป็นภาพเพื่อเล่าเรื่องจำเป็นที่จะต้องใช้การตีความของเจ้าของผลงานเอง ผู้กำกับ ผู้กำกับภาพ ผู้กำกับศิลป์ ร่วมไปถึงทีมงาน เรียกได้ว่าทุกคนควรหล่อหลอมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันจากงานของคุณแดนอรัญอย่างลึกซึ้งแนบแน่นมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

และถ้าหากสิ่งที่คิดจะเกิดขึ้นจริงจากงานเขียนเป็นภาพยนตร์ ?
ผู้กำกับภาพยนตร์ที่มีทั้งหมดทั้งมวลในประเทศไทย การเลือกนั้นถือว่ายากมากที่จะมาเป็นคนถ่ายทอดงานของคุณแดนอรัญ หากให้เลือกจริง คงเป็น คุณอภิชาติพงษ์ วีระเศรษฐกุล และ คุณศิวโรจน์ คงสกุล ด้วยผลงานที่ผ่านมาของทั้งสองท่าน แนวทางหรือทิศทางภาพยนตร์ของทั้งสองท่าน เป็นภาพยนตร์ชนิดแบบเปิดอันจะเห็นได้จากการปล่อยให้ผู้รับ หรือ ผู้ชม เกิดการตีความสิ่งที่ได้รับเอง ใช้การผสมผสานประสบการณ์ร่วมของตัวเองและภาพยนตร์เข้าด้วยกัน โดยปราศจากการป้อนเช่นภาพยนตร์ทั่วๆ ไป

สำหรับนักแสดงนั้นเรียกว่า หาได้ยากยิ่งกว่าการเลือกผู้กำกับหลายเท่า ในความคิดผม คุณแดนอรัญคงต้องใช้เวลากับการคัดเลือกนักแสดงด้วยตนเอง ด้วยวิธีการของคุณแดนอรัญเองไม่ว่าจะด้วยวีธีใดก็ตาม แต่ที่ผมเชื่อว่ามันจะแตกต่างจากการคัดเลือกนักแสดงทั่วไปแน่นอน  

 เป็นสิ่งที่ยากครับ แต่ต้องทำครับ อย่างน้อยเอาไว้ให้พวกที่ชอบสร้างภาพแต่ด้านสวยงามได้เห็นอะไรที่เขารำคาญกันบ้าง
…………………………………………………………………………..

วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา
นักเขียนรางวัลช่อการะเกด / นักวิจารณ์ภาพยนตร์เจ้าของนามปากกา Filmsick
http://filmsick.exteen.com/


กล่าวตามสัตย์ แดนอรัญ แสงทองน่าจะจัดเป็นหนึ่งใน นักเขียนไทยที่ดีที่สุดที่ยังมีชีวิตอยู่ และอยู่ในลำดับต้นๆ เสียด้วย ดังนั้นงานของแดนอรัญ (ทั้งเขียน และ แปล ) จึงย่อมจัดอยู่ในหนังสือไทยที่ควรอ่านก่อนตาย 

การอ่านงานของแดนอรัญ แสงทอง เปรียบประดุจการเดินอยู่บนขอบผาหมิ่นเหม่ทางศีลธรรม กระแสลมภาษากรรโชกปะทะใบหน้า เย็นรื่นและดึงดูดให้ผู้อ่านร่วงจมลงในหุบเหวของเรื่องเล่าซึ่งลึกและไร้ก้น เป็นการร่วงหล่นสู่ความมืดมิด ที่งดงาม และเข้มข้นราวกับความมืดนั้นมีเนื้อเยื่อ ไหลทะลักอาบร่างเรา 

เสน่ห์ของงานแดนอรัญที่ติดใจคือ ดูเหมือนในที่สุด แดนอรัญ ได้ค้นพบกลวิธีในการใช้ภาษาแบบพิเศษเพราะภาษาของแดนอรัญคือการดึงเอาภาษาดึกดำบรรพ์ มาปัดฝุ่นใหม่ เหยาะเนื้อนมไข่แบบหนังสือแปลฝรั่ง แล้วเขย่าจนเข้ากันเป็นภาษาเฉพาะ ที่เข้มข้นกลมกล่อม และร้ายกาจ การอ่านงานของแดนอรัญ แสงทอง ให้ความรู้สึกคล้ายกับการลักลอบเสพสังวาสแบบผิดศีลข้อสาม มันมีทั้งความสำนึกบาปแห่งความดำมืดในจิตใจ ระคนกับความสุขสุดยอดแห่งดำกฤษณา ความปรารถนาของนักเขียนผู้ล้มเหลว (อย่างผม) จ้องมองงานของนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ ความฝันซึ่งไปไม่ถึงและไม่อาจเอื้อมคว้า

 งานเขียนของแดนอรัญเล่มไหนที่อยากเห็นเป็นหนังมากที่สุดนั้นนับว่าเลือกได้ยากยิ่ง ที่แท้แล้วงานของแดนอรัญ แสงทอง น่าจะมีผู้กำกับไทยไม่กี่คนที่หยิบมาทำได้โดยไม่ช้ำ ให้ระบุชื่อลงไปคงมีเพียง ความลึกลับดำมืด แบบเดียวกับที่อภิชาตพงศ์ วีระเศรษฐกุลเคยให้ไว้เมื่อครั้งสัตว์ประหลาด! เท่านั้นจึงนับว่าสาสมกันกับการสรรค์สร้างงานอย่าง มาตานุสติ หรือ อสรพิษ หรือเจ้าการะเกด 

แต่ในอีกทางหนึ่งอยากเห็นพี่เจ้ยทำ ‘ดวงตาที่สาม’ สักครั้ง เอาให้สะเด็ดสะเด่าแบบเดียวกับ ‘หัวใจทรนง’นั่นปะไร 
 
ส่วนสาเหตุใดที่ทำให้แดนอรัญ ไม่เคยได้รับรางวัลด้านวรรณกรรมในเมืองไทย ทั้งๆ ที่ผลงานของเขาได้รับการยกย่องมากมายในต่างประเทศนั้น เป็นคำตอบที่ยากเข็ญและเสี่ยงต่อการเข้าตัวผู้ตอบเป็นอย่างยิ่ง แต่เข้าใจว่าสาเหตุเป็นเพราะงานของแดนอรัญนั้นเย่อหยิ่งต่อเพื่อนร่วมวงการอย่างยิ่ง ความสามารถและความกล้าหาญทำให้เขาไปไกลกว่าผู้อื่นอยู่ก้าวหนึ่งและไม่ทิ้งร่องรอยให้ตามทัน อาการดิ่งลึกลงในรอยปริแยกทางศีลธรรมใน ‘เงาสีขาว’ทำให้สังคมซึ่งเคลือบความดัดจริตไว้ทุกอณูไม่สามารถทนรับความจริงที่จริงเสียจนเจ็บนี้ได้ พวกเขาเลือกปฏิเสธและผลักไส (ไม่น่าแปลกใจ ศิลปินชั้นแนวหน้าล้วนถูกกระทำเช่นนี้หมดสิ้น) สิ่งซึ่งแดนอรัญได้ท้าทายพวกเขาไว้ และอาจต้องใช้เวลาทั้งชีวิตในการพิสูจน์สุดท้ายได้ย้อนกลับมาทิ่มแทงพวกเขาเอง กวาดตาไปสิ กระทั่งวันนี้ เรายังไม่แน่ใจว่าเรามีงานชิ้นใดที่จะเข้ามาแข่งขันกับ “เงาสีขาว” ที่เขียนขึ้นเมื่อยี่สิบปีก่อนได้บ้าง
…………………………………………………………………………..

สนธยา ทรัพย์เย็น
หนังสือ Bookvirus / Filmvirus (ดวงกมลฟิล์มเฮ้าส์)
บล็อกนิมิตวิกาล  http://twilightvirus.blogspot.com/

อ่านหนังสือของ แดนอรัญ แสงทอง คงเหมือนเดินฝ่าดงเขี้ยวขวาน มันมีพลังอันตรายแฝงอยู่ในทุกกอหญ้าที่เราก้าวไป ภาษาเขาอลังการมาก อ่านแล้วได้เรียนรู้คำโบราณ ๆ เก่าแก่ บรรยากาศแบบลูกทุ่งดี อ่านไปทั้งลุ้นทั้งเหนื่อย แต่ความเป็นแมนแมน และความดราม่าแบบ แดนอรัญ อาจไม่ใกล้รสนิยมผมเท่าไร เพราะผมชอบเรื่องเรียบ ๆ ร่วมสมัยที่เน้นตัวละคร หรือมีสัมผัสละเอียดอ่อนแบบผู้หญิงมากกว่า เพราะงั้นถ้าต้องเลือกว่าชอบเล่มไหน ผมคงโอนเอียงไปทาง “เงาสีขาว” มากกว่างานยุคหลัง ๆ ที่หันไปเน้นบรรยากาศสยองขวัญ ดูมีระยะห่าง เน้นความคิด เรื่องเล่าตำนานปรัมปราในเชิงสัญลักษณ์  

ดูคุณ แดนอรัญเป็นคนที่ทุ่มเทกับการเขียนหนังสือและใช้โวหารมาก เวลาเขียนหนังสือ เขาคงเป็นเหมือนคนเข้าทรงที่กล้าจะดิบหยาบ และพุ่งชนแรง ๆ กับทุกคนและทุกสถาบัน ถ้าเมื่อไหร่กรรมการซีไรต์มอบรางวัลให้หนังสือแบบ “เงาสีขาว” คงจะเป็นอะไรที่ประหลาดมหัศจรรย์ดี เพราะมันช่างต่างจาก “ความสุขของกะทิ” เหลือเกิน  

จริงอยู่ที่หนังดีหลายเรื่องสร้างจากงานวรรณกรรม แต่เอาเข้าจริง หนังชั้นเลิศมักเกิดจากบทภาพยนตร์ดั้งเดิม หรือหนังที่ไม่เน้นบท ที่จริงมีหนังสือดี ๆ เยอะ ที่ผมไม่อยากให้กลายเป็นหนัง แต่พักหลังบังเอิญได้คุยเรื่องหนังสือของ แดนอรัญ กับ คุณ สมเกียรติ์ วิทุรานิช (ผู้กำกับ October Sonata - รักที่รอคอย) ผมเลยลองคิดเล่น ๆ ว่าอย่าง “อสรพิษ” เนี่ย ถ้าทำจริง น่าจะทำเป็นหนังซ้อนหนังเล่าเรื่องคู่ขนานระหว่างเรื่องของตัวเอกที่เป็นเด็กเลี้ยงวัว กับเรื่องปัญหาการสร้างภาพยนตร์ของคนทำหนัง แล้วสื่อว่าทั้งสองเรื่องนี้เป็นความเดียวดายและเป็นอุดมคติไม่ย่อหย่อนกว่ากัน อดนึกไม่ได้ว่าตอนฉากจบ อุดมคติน่าผิดหวังหลังกล้องและหน้ากล้อง น่าจะช่วยคูณสองให้ความหมางเมินที่คนเรามีต่อกันมันเป็นโศกนาฏกรรมที่แรงยิ่งขึ้น

หรืออย่าง “เจ้าการะเกด” แทนที่จะมานั่งถ่ายเสือจริง กำกับยาก หรือไปนั่งทำเทคนิคซีจี เปลืองเงิน ดูหลอก ๆ ก็ไม่ลองถ่ายทุกอย่างให้มันเป็นแบบโรงถ่าย ทาสีฉาก ออกแบบกระท่อม ทำท้องฟ้า ทุ่งนาให้เป็นดูเทียมแบบเซอร์เรียลไปเลย เสร็จแล้วก็หาแดนเซอร์เก่ง ๆ ใส่ชุดรัดรูปลายเสือมาเต้น สลับกับภาพเสือจริงนิดหน่อย แต่ต้องดูอีโรติคแบบอันตรายน่ากลัวด้วยนะ จากนั้นก็เก็บประโยคบรรยายคมๆ ในหนังสือไว้ก็น่าจะหลอนดี 

คิดเล่นไปเรื่อยว่า “เจ้าการะเกด” ควรทำเป็นหนังสองภาค หรือหนังไตรภาค เผื่อหนังทำเงินถล่มทลายทำให้ไทยแลนด์ดังแบบ Lord of the Rings ของ นิวซีแลนด์ (บ้าไปแล้ว) ภาคแรกเป็นเรื่องเล่าสมัยพระธุดงค์สมัยหนุ่ม เพราะมีเรื่องสัตว์ป่า และเรื่องผจญภัยเยอะแยะ ส่วนภาคสองก็เล่าเรื่องเสือที่ตามมาล่าเจ้าการะเกด แต่ภาคสามนี่ไม่ต้องกลัว คุณ แดนอรัญ คงมีพล็อตที่เกี่ยวกับพระธุดงค์อีกเยอะที่แกรู้มา แต่ยังไม่ได้เขียน เราน่าจะลองไปให้แกเล่าเพิ่ม หรือไม่ก็ให้แกช่วยเขียนบทซะเลย 

แต่ถ้าทำเป็นหนังจริง “อสรพิษ” หรือ “เจ้าการะเกด” อาจจะง่ายไป ต้องเล่นของสูงไปเลย ทำ “เงาสีขาว” เลยดีกว่า ขนาดว่าแค่ประกาศสร้างนักอ่านก็รอรุมด่าล่วงหน้าแล้ว (ก็ที “บันทึกจากใต้ถุนสังคม” ของ ดอสโตเยฟสกี้ ที่ไม่น่าจะเหมาะทำหนัง ยังมีทำเป็นหนังอาร์เจนติน่า) ผมว่าแทนที่จะทำออกมาแบบเอ็กซ์เพรซชั่นนิสต์ดราม่า เล่าสำเนียงรุนแรงกราดเกรี้ยว มันเขี้ยวกัดไม่ปล่อยแบบ แดนอรัญ ก็น่าลองเปลี่ยนทำให้มันมืดดำแบบ poetic เรียบสุขุมแต่เข้มข้น เรื่องแรงแต่สไตล์นุ่มนวลลื่นไหล น่าจะเป็นส่วนผสมขัดแย้งที่น่าแปลก ดีกว่าที่จะไปทำให้เป็นหนังดราม่า เล่าเรื่องตรงไปตรงมา

ใครควรจะกำกับ อันนี้ไม่รู้ แต่น่าจะเป็นคนที่หัวใจเป็นคนลูกทุ่งเข้าใจชนบท แต่ขณะเดียวกันก็ต้องไม่ฟูมฟาย คือมีความใจแข็ง เลือดเย็น กล้าหักหาญ ใจมารแบบคนเมือง และต้องมีหัวมีมุมมองทางภาพสูง เพราะเรื่องของคุณ แดนอรัญ มักจะเด่นที่ภาษา มากกว่าตัวเนื้อเรื่อง ถ้าไม่อยากโดนตัวอักษรกลืนมิด ต้องสร้างภาพที่ติดตา แต่ไม่ใช่ออกแบบเอาสวยฉูดฉาดแบบหนังโฆษณา คืออาจจะมีความเหนือจริงแบบเรียบง่ายสไตล์หนัง หลุยส์ บุนเยล แต่ถ้าทำ “เงาสีขาว” ก็ต้องมีความเรียลลิสติคแบบไม่รักษาน้ำใจในสไตล์ที่ ไมค์ ลีห์ หรือ จอห์น แคสซาเวททีส ทำ

เจ้ย อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล อาจจะถ่ายป่าได้ดีกว่าใคร ๆ แต่ถ้า เจ้ย ทำ “อสรพิษ” หรือ “เจ้าการะเกด” จริงก็คงเปลี่ยนแปลงหลายอย่างจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม ซึ่งก็อาจจะได้หนังแปลกใหม่ดีไปอีกแบบ แต่คุณแดนอรัญกับแฟนหนังสือจะเซ็งหรือเปล่าล่ะ และที่สำคัญ เจ้ย คงมีโครงการหนังที่เขาคิดและเขียนบทเองเหลือเฟือ ส่วนผมชาตินี้ก็แค่โม้ไปเรื่อยเปื่อย คงไม่มีใครบ้าให้ทุนสร้าง เดี๋ยวไปทำให้หนังสือเขาเสียของ ชาตินี้ผมขอแค่ทำพล็อตหนังของตัวเองให้เสร็จแค่สองเรื่องก็บุญโขแล้ว
…………………………………………………………………………..

โสฬส สุขุม 
ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ไทยหลายเรื่องที่ได้รับทุนสร้างภาพยนตร์จากปูซานและรอตเตอร์ดัมติดต่อกันสามปีซ้อน สร้างหนังประสบความสำเร็จนานาชาติ เช่นหนังยอดเยี่ยมรางวัลสุพรรณหงส์ปี 2551 - Wonderful Town (อาทิตย์ อัสสรัตน์) และ “เจ้านกกระจอก” (อโนชา สุวิชากรพงษ์) ที่เพิ่งชนะรางวัลอันดับหนึ่งจากประเทศโรมาเนีย ผลงานอำนวยการสร้างเรื่องต่อไป คือ “ที่รัก” (ศิวโรจณ์ คงสกุล) และ “ไฮโซ (อาทิตย์ อัสสรัตน์)”  
 
ด้วยความที่เป็นคนทำอาชีพด้านหนัง ตอนอ่าน “อสรพิษ” เลยรู้สึกเหมือนได้ดูหนังสั้นที่สนุกเรื่องหนึ่งที่มันครบรส ทั้งตื่นเต้น เพลิดเพลิน พร้อมกับการบรรยายอักษรของคุณแดนอรัญน่าสนใจมาก ทำให้เห็นภาพของบรรยากาศของสถานที่แห่งนั้นได้อย่างชัดเจน เห็นภูมิหลังของตัวละครแต่ละคนชัดเจนมาก  

เกี่ยวกับงูในเรื่อง ตั้งแต่เด็กเจองูจนกระทั่งงูออกจากโพรงผมไม่ได้รู้สึกอะไร เพราะเรื่องได้อธิบายที่มาที่ไปของงูตัวนี้ จนกระทั่งมีการอธิบายลักษณะการรัด ขนาด และวิธีการรัด เฮ้ย ! เริ่มรู้สึกว่ามันไม่ใช่งูจริงๆ แล้วล่ะ ความรู้สึกของเรามันน่าจะเป็นสัญลักษณ์ หลังจากนั้นระหว่างที่อ่านก็ไม่ได้เป็นความรู้สึกเจ็บปวดของงูที่รัด แต่เห็นความเจ็บปวดของตัวเอง เป็นความเจ็บปวดของเราแบบที่อยู่บนโลกนี้ ที่คนเราก็มีความขัดแย้งมีโน้นนี่อยู่ตลอดเวลา รู้สึกว่างูตัวนั้นมันจับต้องไม่ได้ แต่มันอยู่ในตัวเรานี่แหละ รู้สึกว่าคนเขียนเหมือนคนทำหนังในแบบที่เราชอบดูคือเปิดกว้าง แล้วให้โอกาสเราไปคิดเอาเองว่างูตัวนั้นมันคืออะไร  

ถ้าเทียบหนังสือกับหนัง
ผมรู้สึกว่ามันลึกซึ้งคือถ้ามันเป็นหน้าหนัง ที่พูดเกี่ยวกับคน ชนบท เป็นเด็กกับงู มันก็ดูเป็นสตูดิโอมาก แต่วิธีเขียนของคุณแดนอรัญทำให้เราไปไกลกว่านั้น เวลาที่อ่านทำให้รู้สึกว่าตัวเราห่างไปจากความดาษ ความเยอะของหนังสือหรือหนังแบบสตูดิโอ คือตอนแรกถ้าเห็นเป็นหนัง “อสรพิษ” หรือ หนังสือ “อสรพิษ” ที่เกี่ยวกับงู เด็ก ชาวบ้าน ชนบท มีวัวควาย คือมันก็แบบศิลปินหรือคนทำงานศิลปะ ไม่ว่าคนทำหนังหรือคนทำหนังสือแบบนี้ก็มีเยอะแล้ว แต่ระหว่างที่อ่านงานของคุณแดนอรัญ ภาษาของเขาหรือวิธีการบรรยายของเขาโดดเด่นมาก โดยเฉพาะภาวะทางจิตใจของเด็ก ผมชอบมากที่สุดครับ
…………………………………………………………………………..

หนุ่ม  
ร้านหนังสือเดินทาง Passport Bangkok

งานของแดนอรัญที่ออกมาทั้งหมดนั้น ผมอ่านแค่เล่มเดียวเองคือเล่ม อสรพิษ อ่านแล้วก็รู้สึกทึ่งและสัมผัสได้ถึงเมือกงูอยู่ เคยแนะนำให้ลูกค้าฝรั่งอ่านหลายคนก็บอกว่าเรื่องนี้ "Unputdownable" คือวางไม่ลงครับ
…………………………………………………………………………..

อุทิศ เหมะมูล  
นักเขียนซีไรต์ปี 2552 จากนวนิยายเรื่อง ลับแล, แก่งคอย / รางวัลหนังสือดีเด่น ‘เซเว่นบุ๊คอวอร์ด’ ครั้งที่ 6 ปี 2552 / นักวิจารณ์ภาพยนตร์ Outsiders in Cinema และ 151 Cinema

ในฐานะผู้ติดตามผลงาน รวมถึงวัตรปฏิบัติอื่นๆ ของผู้สร้างสรรค์อย่างแดนอรัญ แสงทองแล้ว ผมเชิญเขามาเป็นอาจารย์ด้านวรรณกรรมของผมโดยไม่ลังเลเมื่อแรกได้อ่านอสรพิษกับเงาสีขาว จากนั้นผมก็เสนอ (หน้า) ผลงานตัวเอง มัดมือชกบอกเขาตรงๆ ให้มาเป็นอาจารย์ เขายอมรับและ ‘รับไว้ในฐานะญาติหรือเพื่อนพ้องน้องพี่’ ทางวรรณกรรม นั่นทำให้ผมเบิกบานอย่างบอกไม่ถูกเลย 

เขาเป็นครูของผมในทุกๆ ด้านทางวรรณกรรม ไม่เพียงเขียนหนังสืออย่างน่าลุ่มหลง แต่เขามีสังหรณ์ทางวรรณกรรมที่เข้มชัดอย่างยิ่งด้วย รวมถึงด้านการวางตัวอย่างน่านับถือ และอุปนิสัยใจคอ (แม้ได้พบเพียงน้อยนิด) เป็นคนเอื้ออารี จริงใจ และสุภาพอ่อนโยน ตัดกันอย่างชัดเจนกับพลังสำแดงอันโหมระห่ำในงานวรรณกรรมของเขา แต่เพราะเขามีความจริงใจ อารี และสุภาพอ่อนโยนนั่นเองที่เป็นหัวใจในการบรรยายทุกอย่างอย่างละเอียด ซอกซอน และลึกล้ำ 

เขาเป็นทาสที่แท้จริงของวรรณกรรม (แม้ช่วงหลังๆ เขาทำท่าว่าจะไปเป็นทาสทางศาสนาก็ตาม) แต่ผลงานเท่าที่ผ่านมา ยังคงรับใช้วรรณกรรมล้วนๆ (ผม ในฐานะลูกศิษย์มารหัวขนผู้มาทีหลัง หวังใจว่าเขาจะเป็นทาสวรรณกรรมต่อไป) เขาเป็นทาสวรรณกรรมผู้คล่องแคล่ว ล้ำหน้า เปี่ยมปฏิภาณไหวพริบยากใครเสมอเหมือน 

สำหรับผม เขาไม่ใช่นักเขียนที่ดีที่สุดของไทยเท่านั้น เพราะคุณภาพงานของเขา ค่อยๆ ส่งให้เขาเป็นนักเขียนที่ดีที่สุดคนหนึ่งของโลกด้วย (คอยดูกันต่อไปเถอะ!) 

ดังนั้น ในฐานะนักเขียนคนหนึ่ง เขามีของ และมีรางวัลอยู่แล้ว – ใช่ว่าจะไม่มี และที่มีอยู่นั้นนักเขียนคนอื่นๆ เขายังไม่มีและอยากจะมีเสียอีกด้วย (แม้จะยังไม่ได้ในเมืองไทยตอนนี้ แต่ตอนหน้าก็จะได้ คอยดูกันต่อไปเถอะ!) ที่สำคัญ เขาเป็นนักเขียนของนักอ่าน 

และที่สำคัญกว่านั้น แดนอรัญ แสงทอง เป็นนักเขียนของนักเขียนครับ

ด้วยรักและอยากอำ (ครู)
อุทิศ เหมะมูล  


วันอาทิตย์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2553

เดอะ เว็นดิโก้ อสูรไพรทมิฬ : The Wendigo

อัลเจอร์นอน แบล็ควูด (Algernon Blackwood) – เขียน

แดนอรัญ แสงทอง – แปล   /  สำนักพิมพ์ Openbooks, 2553

เป็นความหลอกหลอน

สีสันในหนังสือ โดย ‘สุภาพ พิมพ์ชน’


เรื่องเล่าแนวสยองขวัญ (Gothic Novel) มักจะเป็นแค่เรื่องอ่านเล่นเร้าอารมณ์ชั่วครู่ยามที่ไม่ได้มีคุณค่าทางวรรณกรรมมากนัก กระนั้นก็มีเรื่องแนวนี้จำนวนไม่น้อยที่ปรุงขึ้นมาด้วยศิลปะการประพันธ์อันเฉียบขาด จนตราตรึงใจยากจะลืมเลือน หรือสะท้อนธรรมชาติความเป็นมนุษย์ออกมาอย่างถึงแก่น กระทั่งขึ้นชั้นเป็นวรรณกรรมคลาสสิกที่หยิบมาอ่านได้ไม่รู้เชยไปตามกาลเวลา  

ชื่อที่รู้จักกันดีก็เช่นเรื่อง “แดรกคิวลา” ของ แบรม สโตเกอร์, “แฟรงแกนสไตน์” ของ แมรี่ เชลลี หรือบทประพันธ์ของ เอ็ดการ์ อลันโป เป็นต้น

แดนอรัญ แสงทอง นักเขียนงานวรรณกรรมเข้มขลังคนสำคัญแห่งยุคสมัย แนะนำเรื่องสยองขวัญชิ้นเอกอีกเรื่องให้นักอ่านชาวไทยได้ลิ้มรสเดิมแท้ นั่นคือ “เดอะเว็นดิโก้ อสูรไพรทมิฬ” (The Wendigo) ของ อัลเจอร์นอน แบล็ควูด (Algernon Blackwood) นักเขียนชาวอังกฤษในยุคต้นศตวรรษที่ยี่สิบ ซึ่งเขียนเรื่องนี้ขึ้นเมื่อ 100 ปีก่อน แม้วิธีการประพันธ์จะ “อืดอาด อ่อนด้อย วกวน เยิ่นเย้อ เต็มไปด้วยการใช้สำบัดสำนวน” อย่างที่ผู้แปลว่า เมื่อเทียบกับรูปแบบการประพันธ์สมัยใหม่ แต่ความยอดเยี่ยมที่แดนอรัญชี้ให้เห็นก็คือ  

“ความโดดเด่นในการสร้างสีสันบรรยากาศแห่งความพรั่นพรึงของเขา ซึ่งค่อยๆ ทบทวีขึ้นจนเข้มข้นถึงที่สุด ความกล้าหาญของเขาในการบอกกล่าวเล่าขานถึงความผิดปรกติของความเป็นจริง เพราะว่าความเป็นจริงนั้น ‘อปรกติ’ อยู่ในตัวของมันเอง” (หน้า 169)

แบล็ควูดเขียน “เดอะเว็นดิโก้” ขึ้นเมื่อปี 1910 ด้วยการนำตำนานอสูรกายในป่าลึกของชนเผ่าอินเดียนแดงทางตอนเหนือของทวีปอเมริกามาถ่ายทอดใหม่ เพื่อเล่าถึงเรื่องลี้ลับเหนือธรรมชาติที่มนุษย์ต้องเผชิญ หรืออาจจะเป็นความปั่นป่วนวิปริตในจิตใจของมนุษย์เอง

ตัวเว็นดิโก้อาจจะมีชื่อเรียกและเล่าขานแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น และมีนักเขียนหยิบยกมาประพันธ์เป็นเรื่องแต่งกันอยู่บ้าง ลักษณะโดยทั่วไปก็เป็นสัตว์ประหลาดลึกลับ ไม่ปรากฏตัวให้เห็นชัด ร่างยักษ์คล้ายมนุษย์ เคลื่อนไหวว่องไว ตีนกุดทู่อย่างคนโดนหิมะกัดจนไหม้เกรียม มีกงเล็บแหลมคม และสามารถกระโดดได้สูงขึ้นไปบนฟ้า จนบางแห่งว่ามันมีปีกด้วย กลิ่นของมันมีสาบสางเฉพาะ เช่นเดียวกับเสียงร้องชวนประสาทเสีย เพราะฟังดูคล้ายเป็นการเอ่ยเรียกชื่อของคนเป็นเหยื่อให้กระโจนเข้าไปหามันเอง 

ความน่าสะพรึงของเว็นดิโก้อยู่ที่การหลอกหลอนเหยื่อให้หวาดกลัวจนสติวิปลาส เหมือนแมวที่เล่นกับเหยื่อด้วยการโยนขึ้นแล้วตะปบจนแหลกเหลวไปทั่วตัว แม้พฤติกรรมบางอย่างจะเกินจริงและชวนขันไปบ้าง แต่ตำนานของสัตว์ประหลาดในป่าลึกเช่นนี้ก็พบได้ทุกหนแห่ง มันสะท้อนความกลัวของคนที่มีต่อความลี้ลับและยิ่งใหญ่ของธรรมชาติมากกว่าที่จะหมายถึงตัวตนจริงๆ ของสิ่งนั้น นั่นคือความจริง เป็นความจริงที่จิตใจมนุษย์อ่อนแอเมื่อเผชิญกับสภาวะบางอย่าง เช่นเมื่อเปลือยเปล่าตัวตนอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันดิบเถื่อนตามลำพัง มนุษย์ก็ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่เข้มแข็งอะไรเลย 

เนื้อเรื่องเล่าถึงการเล่ากวางมูสในป่าดงดิบของแคนาดาของพรานล่าสัตว์คณะหนึ่ง ประกอบด้วยนายแพทย์คัธคาร์ท – ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาท ซิมป์สัน – หลานชายนักศึกษาด้านเทววิทยา แฮงค์ เดวิส กับ โยเซฟ เดอฟาโก้ – พรานนำทาง และอินเดียนแดงเฒ่า

เปิดเรื่องปูพื้นตั้งแต่ต้นแล้วว่าการล่ากวางมูสนั้นใช่ว่าจะสมหวังกันง่ายๆ นอกจากต้องกลับออกมาจากป่ามือเปล่าแล้ว อาจจะต้องเจอกับประสบการณ์แปลกประหลาดที่ยากจะลืมเลือนไปตลอดชีวิต ส่วนจะเป็นเรื่องจริงหรือเปล่านั้นคนอื่นย่อมไม่มีใครรู้ด้วยได้ 

เช่นเดียวกับคณะของนายแพทย์คัธคาร์ท ซึ่งตัวเรื่องก็ปูภูมิหลังของแต่ละคนให้สัมพันธ์กับความผิดปรกติที่จะพบเจออยู่แล้ว อย่างตัวคัธคาร์ทเองก็สนใจเป็นพิเศษเกี่ยวกับความแปรปรวนของจิต อาการประสาทหลอน หรือสัญญาวิปลาส จนเขียนเป็นตำรับตำราออกมา ซิมป์สันก็เรียนมาทางศาสนาเพื่อเตรียมตัวเป็นพระ แฮงค์ เดวิส เป็นพรานมานาน จนคุ้นเคยกับเรื่องราวในป่าเป็นอย่างดี เช่นเดียวกับ โยเซฟ เดอฟาโก้ แต่เดอฟาโก้จะมีความอ่อนไหวในจิตใจมากกว่า ดังที่บรรยายว่า 

“เดอฟาโก้คนนี้ยังไหวเร็วดีนักกับที่บางแห่งหนในป่าดิบนั้น ว่าที่ทางในแถบถิ่นใดบ้างที่มันมีผีสางหรือ ‘เจ้าถิ่นเจ้าที่แรง’ และเป็นคนผู้ปฏิพัทธ์ลึกซึ้งต่อความเปล่าเปลี่ยวเงียบเหงาของป่าดงพงพีอย่างไม่อาจถ่ายถอน” (หน้า 23)

ส่วนเฒ่าอินเดียนแดงนั้นยังคงความดิบเถื่อนดั้งเดิม  

“เขาล่วงรู้ได้โดยแปลกประหลาดในสิ่งที่คนผิวขาวไม่อาจล่วงรู้ เขารู้สึกได้ในสิ่งที่คนผิวขาวไม่รู้สึก เขาเป็นคนทรหดบึกบึนอย่างเหลือเชื่อ ยิ่งไปกว่านั้น ยังเป็นคนเงียบขรึมอย่างยิ่ง และเชื่อไสยศาสตร์อย่างสุดจิตสุดใจ” (หน้า 24)

เรียงลำดับตามความเชื่อ นายแพทย์คัธคาร์ทย่อมเป็นตัวแทนของอารยธรรมสมัยใหม่ที่สามารถอธิบายทุกอย่างได้อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ รองลงมาคือซิมป์สันนักศึกษาผู้อ่อนด้อยประสบการณ์กลางแจ้ง แฮงค์ เดวิส ซึ่งเป็นผู้จัดการในคณะพราน เดอฟาโก้ผู้อ่อนไหวช่างรู้สึก และแน่นอนว่าเฒ่าอินเดียนย่อมเป็นตัวแทนของอนารยะ เขายังเป็นส่วนหนึ่งของความดิบเถื่อนนั้น 

เหยื่อของความลี้ลับอันน่าพรั่นพรึงเป็นคนที่มีความเปราะบางอยู่ระหว่างรอยต่อของความเชื่อ ขณะที่คนอื่นๆ ต่างรับมือกันไปตามพื้นฐานจิตใจของตน 

อย่างนายแพทย์คัธคาร์ทเห็นว่า “สีสันบรรยากาศอันชวนให้เงียบเหงาเดียวดายสุดขีดของป่าดิบอันกว้างใหญ่นี้ ... มันทำให้จิตใจของคนเราแปรปรวนรวนเรไปได้ต่างๆ นานาโดยไม่ต้องสงสัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มีจินตนาการมากสักหน่อย” (หน้า 113)

ส่วนเฒ่าอินเดียนแดงนั้นรับรู้ได้ด้วยสัมผัสพิเศษ “เขาได้กลิ่นอายของอะไรอย่างหนึ่งเข้าให้แล้ว เขารู้ชัดของเขาอยู่คนเดียวว่าจมูกของเขาไม่มีวันทรยศต่อเขา” (หน้า 38)

เสน่ห์ของเรื่องทำนองนี้อยู่ที่ความคลุมเครือว่าเป็นจริงหรือเปล่า หากชัดมากมนต์ก็อาจคลายหมด อันที่จริงไม่สำคัญหรอกว่าจะจริงหรือไม่จริง เพราะหน้าที่ของมันก็คือเปิดเผยสภาพจิตใจยามแตกซ่านกระเจิดกระเจิงของมนุษย์ออกมาให้เห็น และสะท้อนว่าผู้เขียนมีความเข้าใจโลกและชีวิตอย่างลึกซึ้งกว้างขวางเพียงใด ทั้งยังสามารถปรุงแต่งประสบการณ์ที่ตนผ่านพบออกมาเป็นเรื่องเล่าเร้าจินตนาการชวนระทึกและน่าตราตรึง 

อำนาจเหนือธรรมชาติอันยากพิสูจน์จึงเป็นตัวตนขึ้นมาได้ด้วยน้ำเนื้ออันมีชีวิตของเรื่องเล่า.

ข้อมูลจาก http://nokbook.com/book_wendigo.html
ขอบคุณเว็บไซต์ www.nokbook.com

วันศุกร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

แดนอรัญ แสงทอง มันคือความสะใจ...ที่นั่งเขียนหนังสือให้ฝรั่งอ่าน

จาก กรุงเทพธุรกิจ จุดประกาย ปีที่ 16 ฉบับที่ 6421  6 สิงหาคม พ.ศ. 2549
โดย นกป่า อุษาคเนย์
นักเขียน / บรรณาธิการนิตยสาร Vote 
 


(1)
แทบไม่น่าเชื่อว่าหนุ่มใหญ่ที่นั่งอยู่เบื้องหน้าเรา จะเป็นนักเขียนผู้มีชื่อเสียงในวงการหนังสือเล่มของยุโรป ทั้งๆ ที่กับแวดวงวรรณกรรมไทยแล้วดูเหมือนเรื่องราวของเขาจะมีคนสนใจเพียงแค่หยิบมือ

ด้วยยอดขายงานแปลโดยรวมของเขาเกือบ 80,000 เล่ม ถูกพิมพ์ซ้ำและเป็นที่ตามหาจากบรรดาหนอนหนังสือระดับฮาร์ดคอร์บนแผ่นดินอื่น ไม่ว่าจะเป็นนวนิยาย 'สร้างชื่อ' เล่มโต ชุด เงาสีขาว เรื่องสั้น อสรพิษ หรือนวนิยายที่เขาบอกว่า 'ประณีตที่สุดในชีวิต' อย่าง เจ้าการะเกด

เราเชื่อว่ากรณีนี้ได้นำมาซึ่งความภาคภูมิใจของผู้คนในวงวรรณกรรมเพียงหยิบมือนั้น ไม่มากก็น้อย

"มันคือความสะใจ" เขาบอก "สะใจที่ไอ้บ้านนอกจากประเทศเฮงซวยคนหนึ่งนั่งเขียนหนังสือให้ฝรั่งอ่าน..."

"อารมณ์เหมือนเห็น 'ปาร์ค จี ซุง' สวมชุดแข่ง 'แมนฯ ยู' ลงบู๊แข้งในสังเวียนสโมสรยุโรป..."

"มันเหมือนการระเบิดอารมณ์เก็บกดสมัยที่ผมนั่งเรียนวรรณคดีอังกฤษกับอาจารย์ต่างชาติ ซึ่งเต็มไปด้วยความหมิ่นแคลนและเหยียดหยามสติปัญญานักศึกษาไทย" อดีตล่าม USAID [United States Agency for International Development] ยิ้มเยาะกับเรื่องราวอันเป็นที่มาของความสะใจให้เราฟัง

'อดีตล่าม' คนที่ว่านี้คือหนุ่มใหญ่วัยย่าง 50 ผู้เป็นแรงบันดาลใจของคนวรรณกรรมไทยเพียงหยิบมือดังว่า

เขาผู้นั้นก็คือ 'Saneh Sangsuk' นักเขียนชาวเพชรบุรี ซึ่งเป็นที่ไถ่ถามตามร้านหนังสือแถวยุโรป

'จุดประกายวรรณกรรม' ภูมิใจเสนอบทสัมภาษณ์ 'เอ็กซ์คลูซีฟ' ของนักเขียนผู้ 'ไม่นิยมการให้สัมภาษณ์' 

เขาคนนั้นมีนามว่า แดนอรัญ แสงทอง หรือ เสน่ห์ สังข์สุข ที่ทุกวันนี้ เรียกได้ว่าเขาสลัดเสื้อคลุม 'มนุษย์เงินเดือน' ทิ้งไปอย่างไม่ไยดี แถมพกด้วยการลอกคราบความเป็นคน 'ชนชั้นกลาง' ออกไปจนหมดสิ้นอีกกระทงหนึ่ง...

(2)
วงสนทนาย่อยทยอยถอยห่างมาตั้งโต๊ะใหม่ ซึ่งไม่ไกลนักจากวงข้าวใหญ่ที่ดื่มกินกันมาตั้งแต่ก่อนเพล

เราถอยห่างออกมาหามุมสงบ เพื่อบันทึกถ้อยสนทนาสำหรับ 'จุดประกายวรรณกรรม' และเพื่อนำไปออกอากาศในรายการวิทยุ 'ร้านหนังสือบนก้อนเมฆ'

"คลื่นอะไร" เขาถาม "92.5 สี่ทุ่ม ทุกคืนวันอาทิตย์" ป๋อง ใบไม้ป่า และเรืองกิตติ์ รักกาญจนันท์ ตอบเกือบพร้อมกัน

นอกจากหนุ่ม 2 หน่อนี้แล้ว วงสนทนายังมี 2 สมาชิกหลักจากกลุ่ม 'กวีหน้ารามฯ' นั่งอยู่แถวๆ นั้นด้วย นั่นคือ ศิริวร แก้วกาญจน์ กับ พิทักษ์ ใจบุญ

"ชีวิตช่วงนี้เป็นอย่างไร" เราถาม "มีความสุขดี ผมวิ่งออกกำลังวันละ 10 กิโลเมตร วิ่งมัน 5 วันต่อสัปดาห์ ที่เพชรบุรีอากาศดี ทำให้ไม่มีโรคประสาท ไม่เหมือนตอนอยู่กรุงเทพฯ ผมไม่เข้ากรุงเทพฯ มาหลายปีแล้ว พวกคุณก็เหมือนกัน ควรหาจังหวะออกไปจากเมืองนี้ทันทีที่มีโอกาส ออกไปแบบถาวรเลยยิ่งดี" เขาตอบ 

ก่อนจะร่ายยาวเมื่อเราถามว่า "วิ่งเสร็จแล้วคุณคงขลุกอยู่กับ ไตรภาค : เงาสีขาว อย่างจริงจังสินะ?"

"แรกๆ มันก็เหมือนกับนักเตะเกาหลีที่ชื่อ 'ปาร์ค จี ซุง' ซึ่งเต็มไปด้วยความคล่องแคล่ว-แข็งแกร่ง-มุ่งมั่น และสู้ตาย ทว่าปัจจุบันผมล้มเลิกโครงการไตรภาคห่าเหวนั่นแล้ว ผมโยนมันทิ้งไปเพราะมันไม่สอดคล้องต้องกับความเป็นจริง ทิ้งไปเพราะมันไม่สมจริงกับชีวิตผม เมื่อผมไม่อาจ 'อิ่มทิพย์' ได้ ผมก็ไม่สามารถทำเรื่องที่ขัดแย้งกับความเป็นจริงได้...

"เพราะถ้าจะทำให้ได้ ผมต้องมีเวลาว่างอย่างยาวนานถึง 1 ปี และต้องมีเงิน 1 ล้านเท่านั้น! ผมจึงขว้างมันทิ้งไป"

"อย่างไม่แยแสงั้นรึ?"

"ไม่แยแส"

"ช่วงนี้อ่านหนังสืออะไรอยู่?"

"อ่านหนังสือธรรมะ โดยเฉพาะเรื่องราวของพระภิกษุสายวิปัสสนา และก็อ่านพระไตรปิฎก"

"สนใจมานานหรือยัง?"

"เมื่อก่อนก็สนใจอยู่บ้าง แต่ช่วงหลังจากจบ 'เจ้าการะเกด' ผมก็หันมาสนใจหนังสือธรรมะอย่างจริงจัง ถึงขั้นปวารณาตนเป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า เพราะยิ่งศึกษาไปผมก็ยิ่งค้นพบว่าพระพุทธเจ้าคือมหาบุรุษที่เป็นยิ่งกว่ามหาบุรุษ พระพุทธเจ้าสละความกำหนัดในกามตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 30 ท่านจึงสร้างปาฏิหาริย์ได้ในเวลาต่อมา มหาตมะ คานธี ก็เช่นกัน ท่านสละกามกิจเมื่ออายุเกือบ 40 และต่อมาก็กลายเป็นมหาบุรุษอีกคน...

"ยิ่งศึกษาผมก็ยิ่งเรียนรู้ถึงความสกปรกของเพศสัมพันธ์และของอวัยวเพศ มหาบุรุษที่แท้จะต้องไม่หลงไปกับสิ่งเหล่านี้"

"คุณไปถึงขั้นสละกามกิจแล้วหรือ?"

"ผมยังไม่ถึงขั้นนั้น และยังไม่มีแผนที่จะสละ เพราะผมยังตัดไม่ขาด แต่ในอนาคตไม่แน่" (ยิ้ม)

"ทุกวันนี้นอกจากเรื่องวิ่งกับศึกษาธรรมะแล้ว คุณทำอะไรอีกบ้าง?" เราซัก

"ส่วนใหญ่จะฟังวิทยุ"

"หมายถึงงานเขียน?"

"ก็เพิ่งออกหนังสือใหม่ 2 เล่ม เป็นนิยายทั้งคู่ ชื่อเรื่อง 'ดวงตาที่สาม' กับ 'มาตานุสติ' แล้วก็กำลังขัดเกลาเรื่องสั้นต่างๆ ที่กำลังจะรวมพิมพ์" เขาตอบ

"เหตุใดคุณจึงโปรยปก 'ดวงตาที่สาม' ว่าเป็น 'เรื่องหวือหวาพาฝันเล็กๆ เรื่องหนึ่ง'?"

"ผมตั้งใจยั่วล้อความ 'น้ำเน่า' ของวรรณกรรมพาฝัน ล้อเลียนรูปแบบการนำเสนอของหนังสือพวกนั้น โดยใส่เนื้อหาสาระแบบของผมลงไป ก็อยากลองทำดูว่าถ้าจับมันมาผสมพันธุ์กันแล้วมันจะเป็นยังไง"

"แล้วมันเป็นอย่างไร?"

"ก็อย่างที่คุณเห็น"

"กับ 'มาตานุสติ' ล่ะ เหตุใดจึงบอกว่าได้ 'ทำให้มันเป็นเรื่องของฉันมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้'?“

"เพราะมันคือการผสานเรื่องเล่าต่างๆ ให้มาอยู่บนโครงสร้างซึ่งผมวางไว้ ที่บอกว่า 'ทำให้เป็นเรื่องของฉัน' นั้น หมายถึงการยำเอาเรื่องราวต่างๆ ที่ผมอยากยำมานำเสนอใหม่ ด้วยการเขียนใหม่ให้เป็นเรื่องของผมล้วนๆ"

เรากำลังพูดถึง 'ดวงตาที่สาม' นวนิยายเล่มใหม่ที่เป็น 'ความบันเทิงเบ็ดเตล็ด' และพยายามจะให้เป็น 'โลกุตรศิลป์'

และเรากำลังพูดถึง 'มาตานุสติ' นวนิยายอีกเล่มที่โปรยปกไว้ว่าเป็น 'รายงานสภาพทางภูมิศาสตร์ของอเวจีขุมต่างๆ แห่งโลกยุคใหม่ และสภาพทางจิตใจโดยสังเขปของผู้ที่อยู่ในขุมอเวจีเหล่านั้น'

ความเหมือนที่แตกต่างของงานทั้งสองเล่มอยู่ที่การนำเค้าโครงเรื่องของวรรณกรรมอันหลากหลายมา 'ใช้ตามอำเภอใจ' และรังสรรค์ขึ้นใหม่ให้เป็น 'เรื่องแต่ง' ในแบบฉบับของเขาเอง ซึ่งก็คือการทำให้มัน 'หมดกลิ่นอายฝรั่ง'

ส่วนความแตกต่างที่แตกต่างก็คือนิยายคู่นี้มันเป็นคนละแนวทางกัน...

'ดวงตาที่สาม' ออกจะไปทางโรแมนติก หวานๆ และพาฝัน ขณะที่ 'มาตานุสติ' มีเนื้อหาในเชิงเขย่าขวัญสั่นประสาท

"เหมือนที่เขากล่าวกันว่านักเขียนเก่งๆ มักนิยมเปลี่ยนรูปแบบการเขียนเสมอๆ?" เรายิงคำถามใส่

"ไม่ได้คิดอะไรแบบนั้น" แดนอรัญตอบ "ผมเขียน 'ดวงตาที่สาม' โดยตั้งใจให้มันเป็นโลกุตรศิลป์ แต่ก็ยังทำได้ไม่ถึง 'มาตานุสติ' ก็เช่นกัน เป็นเรื่องยากที่คนอย่างผมซึ่งเขียนแต่งานโลกียศิลป์มาตลอดจะข้ามฝั่งไปยังจุดนั้นอย่างฉับพลันทันด่วน...

"งานแบบโลกุตรศิลป์คืองานที่ช่วยยกระดับจิตใจไปสู่การหลุดพ้น ซึ่งหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจต่างๆ แล้ว ผมคงจะมุ่งหน้าไปสู่งานโลกุตรศิลป์เพียงอย่างเดียว"

เขาขยายความถึง 'ภารกิจต่างๆ' ต่อมาว่าคือการรื้องานแปลเล่ม 'คนโซ' และงานเขียนที่สร้างชื่อให้กับเขา คือ 'เงาสีขาว'

"ผมกำลังจะนำ 'เงาสีขาว' และ 'คนโซ' กลับมาพิมพ์ใหม่ และหลังจากนี้ผมอาจทำงานโลกียศิลป์ขึ้นอีกจำนวนหนึ่ง จากนั้นอาจหายเข้าป่าไปเงียบๆ (หัวเราะ)

"ก็คงเข้าป่าไปฝึกสมาธิ เพราะอย่างที่บอกว่าช่วงหลังมานี้ผมสนใจพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก ซึ่งบางส่วนก็เริ่มลองนำมาปรับใช้กับงานวรรณกรรมบ้าง...เท่าที่ผมศึกษาเรื่องราวของภิกษุสงฆ์สาย 'พระป่า' ในช่วงหลังมานี้ ผมก็ได้สัมผัสกับเรื่องราวเชิงปาฏิหาริย์จากการทำสมาธิไม่น้อย"

"เช่นตอนท้ายๆ ของ 'มาตานุสติ'" เราแทรกขึ้น

"ใช่" เขาตอบ "จะเห็นได้ว่าเมื่อตัวละครลูก บำเพ็ญภาวนาด้วยดวงจิตอันแน่วแน่ ท้ายที่สุดแล้วก็เกิดปาฏิหาริย์ขึ้น"

มาตานุสติ จัดเป็นวรรณกรรมเขย่าประสาทที่เล่าเรื่องราวของสองแม่ลูกผู้อาศัยอยู่ในขุมอเวจีร่วมสมัย นั่นก็คือสังคมไทยในความหมายของ 'แดนอรัญ' ที่เต็มไปด้วยความหยาบช้า เห็นแก่ตัว และเต็มไปด้วยกิเลส เรื่องราวปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยเฉพาะฉากสุดท้ายในท้องเรื่อง มิใช่เกิดจากความบังเอิญแต่เพียงฝ่ายเดียว หากเกิดจากการลงมือปฏิบัติสมาธิโดยไม่รู้ตัวของตัวละครลูก ซึ่งนำไปสู่เรื่องราวไม่คาดฝันในท้ายที่สุด

ขณะที่ ดวงตาที่สาม ก็เล่นกับประเด็นปาฏิหาริย์เช่นเดียวกัน ทว่าเป็นปาฏิหาริย์ซึ่งวางอยู่บนน้ำหนักของเหตุผล เช่น การรักษาอาการตาบอดหรือการผูกเรื่องและดำเนินเรื่องอย่างมีที่มาที่ไปอันแจ่มชัด

"อาจเพราะผมพยายามมากเกินไปก็ได้ ที่จะทำงานโลกุตรศิลป์ ซึ่งหมายถึงอิสรภาพของจิต มากกว่างานโลกียศิลป์ ซึ่งแปลว่ากิเลสตัณหา...

ยอมรับว่าช่วงหลังผมมีอารมณ์ขันมากขึ้น ผมคิดว่ามันเกิดจากสภาพจิตใจที่ดีขึ้นเมื่อย้ายมาอยู่ต่างจังหวัด อารมณ์ขันทำให้ผมเป็นมนุษย์มากขึ้น มีเมตตาธรรม..."

"ผมศึกษาธรรมะค่อนข้างมาก มากมาตั้งแต่หลังช่วงที่ทำ 'อสรพิษ' ซึ่งมีคำพูดลอยมาเข้าหูทำนองว่า ผมทำ 'อสรพิษ' เพื่อแก้ต่างหรือชดเชยความผิด กระทั่งปกป้องสถานะนักเขียน หลังจากถูกสาปส่งเมื่อครั้งเขียน 'เงาสีขาว' ตี_เถอะครับ!

"ผมเขียน 'อสรพิษ' เพราะช่วงนั้นกำลังเดือดร้อนเรื่องเงิน จำได้ว่าใช้เวลาไม่ถึงสัปดาห์ก็เขียนจนพิมพ์ออกมาเป็นเล่มได้แล้ว...เพราะฉะนั้นไอ้ที่พูดๆ กันก็ขอบอกอีกทีว่า ตี_เถอะครับ! ปกป้อง-แก้ต่างบ้าบออะไร ผมว่าผมชุ่ยกับ 'อสรพิษ' เอามากๆ ไม่เหมือนกับเล่ม 'เจ้าการะเกด' ที่ผมรู้สึกว่ามันเป็นงานที่ 'ประณีตที่สุดในชีวิต'"

"หลังจากเสร็จ 'อสรพิษ' และ 'เจ้าการะเกด' ผมก็หันไปทุ่มเทศึกษาธรรมะ เพื่ออุทิศตนให้กับโลกุตรศิลป์ล้วนๆ"

"จุดเปลี่ยนของมันคืออะไร?" เราถาม

"อาจเป็นเพราะวัยก็ได้...(หยุดคิด)...ผมคิดว่าน่าจะมาจากการศึกษาพุทธศาสนา ผมคิดว่าพุทธศาสนานี้คือของแท้ ที่พูดนี่ไม่ได้หมายความว่าศาสนาอื่นไม่มีหนทาง แต่ผมคิดว่าศาสนาพุทธตอบโจทย์เรื่องการหลุดพ้นได้ตรงที่สุด"

"หมายความว่าทุกวันนี้คุณกำลังแสวงหาหนทางหลุดพ้น?"

"ยังเร็วเกินไปที่จะตอบ" เขาบอก "ผมยังละกิเลสไม่ได้ทั้งหมด แต่ก็พยายามอยู่ หลักๆ เลยก็คือยังตัดไม่ขาด แล้วก็ยังไม่ได้วางแผนอะไรมากไปกว่านี้..."

"ภาพสะท้อนของ ‘มาตานุสติ’ กับ ‘ดวงตาที่สาม’ เป็นการพยายามที่จะทำงานในเชิงโลกุตรศิลป์อย่างที่พูดไป แม้ว่าจะยังทำได้ไม่ถึง แต่ผมก็ตั้งใจกับมัน"

(3)

บนปีกปก ดวงตาที่สาม สำนักพิมพ์ แมวคราว ของ ธนิต สุขเกษม เขียนไว้ว่าเป็น 'การแหวกขนบครั้งสำคัญของนักเขียนแนวสร้างสรรค์คนหนึ่งซึ่งหันมาพูดถึงเรื่องรักของหนุ่มสาวในแง่มุมสุ่มเสี่ยงต่อการถูกประทับตราว่าเป็นเรื่องน้ำเน่าได้ไม่ยาก'

ขณะที่ปีกปก มาตานุสติ บอกว่าเป็นการ 'เผยให้เห็นความสามารถอันเอกอุในแง่ของการสร้างบรรยากาศและสถานการณ์อันชวนประหวั่นพรั่นพรึงชนิดที่จะติดตรึงอยู่ในความทรงจำของผู้อ่านไปอีกแสนนาน"

เมื่อเราถามถึงความเป็นไปได้ของการที่ 'เรื่องแหวกขนบ' และ 'เรื่องที่จะติดตรึงในความทรงจำไปอีกแสนนาน' จะมีโอกาสได้รับการแปลเป็นภาษาต่างประเทศหรือไม่

แดนอรัญ ตอบว่า อยากให้มีการแปล เพราะอย่างที่กล่าวไป ว่าการได้รับการพูดถึงในเวทีวรรณกรรมต่างประเทศคือความสะใจ

"ขณะที่เราส่งคนที่เกือบๆ จะดีที่สุดไปเรียนศาสตร์ตะวันตกที่ต่างประเทศ ฝรั่งเขากลับส่งคนดีที่สุดมาศึกษาพุทธศาสนาในบ้านเรา มันหมายถึงอะไรถ้าไม่ใช่การดูถูกสติปัญญากันเอง คล้ายกับเหตุการณ์ที่อาจารย์ฝรั่งเคยหมิ่นแคลนสติปัญญานักศึกษาอย่างผม...ผมจึงอยากให้นิยาย 2 เล่มใหม่นี้ทะลุออกไปข้างนอกอีกครั้ง"

"มีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน?" เราซัก

"ต้องไปถามคุณมาร์แซล บารังส์" 

แดนอรัญ แสงทอง-หนุ่มใหญ่ผู้ที่แวดวงหนังสือยุโรปยกย่องให้เป็น 'หนึ่งในนักเขียนที่มีศักยภาพล้ำเลิศที่สุดในยุคสมัยของเขา' กล่าว ก่อนที่จะอำลาวงสนทนาเล็กๆ วงนี้ 0


ขอบคุณคุณนกป่า  อุษาคเนย์ ที่เอื้อเฟื้อบทความ

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ :

http://www.bangkokbiznews.com/jud/wan/20060801/news.php?news=column_21247687.html