บล็อกนี้ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องจาก แดนอรัญ แสงทอง

วันพุธที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2553

มาตานุสติ


โดย เฟย์ Faylicity
http://www.faylicity.com/


ก่อนอื่นจำต้องบอกว่านิยายเล่มนี้น่ากลัวที่สุด คนขวัญอ่อนอย่าอ่านหนังสือตอนกลางคืนเวลาอยู่คนเดียว ควรวางแผนเวลาในการอ่าน ไม่ให้อ่านเรื่องนี้จบตอนกลางคืนเวลาที่อยู่คนเดียว ด้วยอาจกลัวจนถึงแก่เสียสติ 

นิยายเล่าถึงชึวิตคนหาเช้ากินค่ำสองคน เป็นแม่กับลูกสาววัยสิบห้าปี เพิ่งย้ายข้าวของไปอยู่บ้านสองชั้นเก่าแก่ทรุดโทรมกลางทุ่งเปลี่ยว เพื่อนบ้านใกล้ที่สุดอยู่ห่างไปเกือบสามกิโลเมตร ในคืนแรกนั้นฝนตกหนัก ฟ้าคำราม ลมกรรโชก สายฟ้าแปลบปลาบ ในคืนแรกที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ด้วยยังไม่ได้ไปติดต่อทางการ ความมืดจึงยิ่ง "เข้มข้นอย่างอำมหิต" ในคืนแรกนั้นมีเสียงผิดปกติบ่งบอกการบุกรุกจากชั้นล่าง แม่จึงถือมีดลงไปดูและสั่งลูกสาวว่า อย่าเปิดไฟฉาย อย่าจุดเทียน อย่าเคลื่อนไหว อย่าส่งเสียงเป็นอันขาด "แม่จะรีบกลับมาให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้" 

เรื่องนี้เล่าโดยลูกสาว เด็กหญิงจิตใจเปราะบางที่ต้องรอแม่อยู่เพียงเดียวดายในความมืดท่ามกลางพายุฝน ขณะเงี่ยหูฟังสรรพเสียงต่างๆ จากชั้นล่าง จิตใจของเธอมีแต่ความหวาดกลัว ความกลัวนั้นมีอำนาจทำให้จินตนาการตนเองเพริดไปต่างๆ นานา ผู้บุกรุกนั้นจะเป็นสัตว์ร้าย หรือเป็นคน หรือเป็นภูตผีปีศาจกันแน่หนอ 

นี่ฉันกำลังหวาดกลัวมากเกินไปหรือเปล่า ในค่ำคืนที่มืดดำเข้มข้นขึ้นทุกทีๆ นี้ ในท่ามกลางเสียงแห่งสายฝน สายฟ้าและสายลมที่กำลังรุนแรงยิ่งขึ้นทุกทีๆ นี้ ฉันได้ปล่อยความคิดให้เพริดกระเจิงไปและสั่นระทึกหวาดกลัวต่อสิ่งที่ตนได้จินตนาการขึ้นมาหรือเปล่า 

ผู้เขียนเป็นนักเล่าเรื่องที่เก่งและใช้ภาษาไพเราะแสนเสน่ห์ เรื่องของเขาจึงน่าติดตามยิ่งนัก ตัวละครเด่นของเรื่องคือ แม่ ซึ่งมีบุคลิกชัดเจนติดตรึงใจ เธอเป็นผู้หญิงกล้า เฉียบขาด สู้ชีวิต เป็นคนที่น่ายำเกรง ในเรื่องนี้เล่าทำให้ความสมัยใหม่ของเมืองและความโบร่ำโบราณของป่าและตำนานดึกดำบรรพ์ มาอยู่ด้วยกันได้ลงตัวอย่างน่าอัศจรรย์ใจ เรื่องของแดนอรัญล้วนเป็นมนต์ขลัง สะกดให้หัวใจผู้อ่านศิโรราบกับการเล่าเรื่องของเขา 

เนื่องจากลูกสาวเป็นผู้เล่าเรื่อง คนอ่านจึงได้เห็นโลกนี้จากมุมมองของเด็กหญิงจิตใจพรั่นหวั่นหวาด ฉากที่ทำให้ตัวละครอยู่ในภาวะต้อง "รอคอย" ชะตากรรม ทำให้คนอ่านยิ่งใจแกว่งไปกับเธอ แรกๆ นั้นเนื้อเรื่องเล่าชีวิตที่ผ่านมาของเธอและแม่ แต่แล้วยิ่งนานไปเรื่องยิ่งน่าขนพองสยองเกล้าขึ้นทุกขณะ จนกระทั่งเมื่อถึงบทที่เด็กหญิงบอกว่า "แม่จ๋า นั่นแม่ใช่ไหมจ๊ะ หนูกลัวจนทนไม่ไหวแล้ว" ผู้อ่านหลายคนน่าจะรู้สึกอย่างเดียวกัน คือกลัวจนจะทนอ่านต่อไปไม่ไหวแล้ว เมื่อเด็กหญิงคำนึงว่า "จิตใจของโชคเคราะห์ทำด้วยอะไรนะ" ผู้อ่านอาจคิดว่า "จิตใจของแดนอรัญทำด้วยอะไรนะ" 

เวลาผู้เขียนเล่าเรื่องน่ากลัวก็ทำให้ขวัญกระเจิดกระเจิงได้จริงๆ แต่เรื่องยังมีอารมณ์ขันร้ายกาจ เช่นบทประพันธ์เรื่องรักระหว่างสาวไทยกับทหารญี่ปุ่น อังกาบกับโนโบรุ ที่ผู้เขียนบรรยายว่า "บทประพันธ์ที่ถือกำเนิดขึ้นจากวิญญาณแห่งความเป็นทาสและความเป็นโสเภณีนี้ จับอกจับใจผู้คนมาตั้งแต่ครั้งแรกที่มันได้รับการตีพิมพ์" 

ในเเรื่องนี้ยังมีเหตุฆาตกรรมแปลกประหลาด ชีวิตคนหาเช้ากินค่ำ หญิงโสเภณีที่บอกว่า "หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ของเราก็คือโยนีอย่างไรเล่าคะ" บทเพลงที่แสนสวยและแสนเศร้า นกขุนทองช่างเจรจาผู้สามารถพูดจาสองแง่สองง่าม ชอบบอกผู้คนที่เดินผ่านกรงว่า อยากลงหม้อแกงว่ะ มีบทวิพากษ์สังคมไทยที่แสบสันต์ และที่สำคัญคือเด็กหญิงที่กำลังรอคอยชะตากรรม ที่เฝ้าคิดว่า "เดี๋ยว-แม่-ก็-คง-จะ-มา" 

วลีข้างต้นชวนให้ขนลุกเกรียว และชวนนึกถึงเรื่องผีที่โด่งดังมากของฝรั่ง ที่มีชื่อจับจิตจับใจมากกว่า Wait Till Helen Comes เพียงแต่อ่านชื่อเรื่องก็น่ากลัวอย่างยิ่งเสียแล้ว ถ้าเฮเลนมาแล้วจะเป็นอย่างไรละหรือ ทั้งสองเรื่องนี้ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกัน เพียงแต่ทำให้เกิดความรู้สึกหลอนหลอกได้ดุจเดียวกัน 

อยากชวนไปอ่านหนังสือดีเล่มนี้ ไปรู้ว่าสุดท้ายแล้วชะตากรรมของเด็กหญิงและแม่ของเธอจะจบลงอย่างไร ความหมายของชื่อเรื่องจะปรากฏชัดเจนและเย็นยะเยือกในใจเมื่อคุณอ่านหนังสือจบลง 


เกี่ยวกับผู้เขียน แดนอรัญ แสงทอง 

ดวงตาที่สาม : แดนอรัญ แสงทอง 
ISBN 974-9748-25-5 แมวคราว 224 หน้า ราคา 190 บาท ปกอ่อน ปีที่พิมพ์ ๒๕๔๙ 

Copyright © 2006 faylicity.com 
นี่เป็นการกระทำเยี่ยงสัตว์ และในเมื่อมันเป็นการกระทำเยี่ยงสัตว์เช่นนี้ มันก็น่าจะต้องเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากการกระทำของคนเท่านั้น 

-- แดนอรัญ แสงทอง มาตานุสติ

************************************

ขอขอบคุณ คุณเฟย์ Faylicity  

สำหรับข้อมูล http://www.faylicity.com/book/book1/matanus.html.

วันพฤหัสบดีที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2553

10 ปากกาหน้าเลนส์ : “ตำนานเสาไห้”


ไทย เธียเตอร์ : 10 ปากกาหน้าเลนส์… หน้าที่พลเมือง : 26 ก.ย. 53

  “ตำนานเสาไห้” โดย 'แดนอรัญ แสงทอง” นักเขียนที่คนไทยอาจรู้จักกันน้อยมากแต่ว่าโด่งดังและมีชื่อเสียงอย่างมากในยุโรป โดยเฉพาะผลงาน เงาสีขาว, อสรพิษ เป็นต้น ถูกถ่ายทอดเป็นหนังสั้น โดย “ภวัต พนังคศิริ” ผู้กำกับฝีมือดีมากประสบการณ์


แดนอรัญ แสงทอง หรือชื่อจริง เสน่ห์ สังข์สุข นักเขียนชาวเพชรบุรี ผลงานนวนิยายเรื่องแรกของเขาคือ เงาสีขาว ได้รับการคัดเลือกจากหนังสือ The 20 Best Novels of Thailand ของ Marcel Barang ให้เป็น 1 ใน 20 นวนิยายที่ดีที่สุดของไทย และยังได้รับการแปลเป็นภาษาฝรั่งเศส, สเปนและอังกฤษ อีกทั้งเรื่องสั้น อสรพิษ และ เจ้าการะเกด ต่างก็ได้รับการถ่ายทอดเป็นภาษาอื่น ๆ เช่นกัน ต่อมารัฐบาลฝรั่งเศสได้มอบเครื่องอิสริยาภรณ์ในลำดับชั้น Chevalier du Arts et Lettre ให้แก่เขาในปี พ.ศ. 2551 

ภวัต พนังคศิริ มีผลงานกำกับมากมายในวงการบันเทิงอาทิ กำกับมิวสิควิดีโอ รายการโทรทัศน์ ภาพยนตร์โฆษณา ละครโทรทัศน์ โดยงานด้านการกำกับภาพยนตร์ประกอบด้วย ภาพยนตร์เรื่อง SIX หกตาย ท้าตาย, ภาพยนตร์เรื่อง นาคปรก, ภาพยนตร์เรื่องอรหันต์ซัมเมอร์ เป็นต้น

ตำนานเสาไห้

ขอพระมหาเทพผู้พระวรกายไล้เลปด้วยถ่านเถ้าผู้สวมสร้อยกะโหลกศรีษะมนุษย์ต่างลูกประคำ
จงอภิบาลข้า
ขอพระมหาเทพผู้มีคชพักตร์
มีพระกรรณแผ่ใหญ่ดังกระด้ง
และประทับบนมุสิกวาหะ
กวาดเสียด้วยงวงของท่าน
อุปสรรคที่ขวางครรลองความคิดข้า

ข้าพเจ้าใคร่จะขอร้องให้ท่านเดินแผ่วเบา พูดคุยแผ่วเบา สำรวมกิริยาอาการ ท่านผู้เจริญ
ทั้งหลายข้าพเจ้าใคร่จะขอร้องให้ท่านสำรวมกาย วาจาและใจประหนึ่งว่าท่านกำลังอยู่เฉพาะเบื้องพระพักตร์แห่งพระมหากษัตราธิราชเจ้า ผู้ทรงมหิทธิเดชและเรืองรุ่งด้วยกฤษฎาภินิหาร ข้าพเจ้าใคร่จะขอร้องให้ท่านถอดหมวกและรองเท้าของท่านออกและเก็บร่มของท่านเสีย และต่อจากนั้น จงยอบกายลงจุดธูปเทียน ปักดอกไม้ลงในแจกัน และหมอบกราบเบญจางคประดิษฐ์ลงสามครา ณ เบื้องหน้า…

“ตำนานเสาไห้” จะปรากฏต่อสายตาผู้ชมทั่วประเทศในวันอาทิตย์ที่ 26 ก.ย. 53 นี้ เวลา 4 ทุ่ม 5 นาที


และโปรดติดตามชมรายการ "สิบปากกาหน้าเลนส์" ตอนอื่นๆ ทุกวันอาทิตย์เวลา 22.05 น. ทางทีวีไทย  
......................................................................................

ขอขอบคุณทางรายการไทยเธียเตอร์ 10 ปากกาหน้าเลนส์ ที่เอื้อเฟื้อข้อมูลและภาพประกอบ

วันอังคารที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2553

ตำนานเสาไห้ “ต้นธารแห่งแรงบันดาลใจ... ที่ถั่งท้นล้นหลากด้วยพลังอันมหัศจรรย์”

บทความวิจารณ์โดย สกุล  บุญยทัต

Email: blue-theatre@hotmail.com

จากสยามรัฐ สัปดาห์วิจารณ์ ฉบับที่ 43 : 16-22 ก.ค.53
............................................................................

ขอขอบคุณ คุณสกุล บุญยทัต ที่ให้ความอนุเคราะห์เผยแพร่บทความชิ้นนี้

............................................................................

“ณ ดินแดนต่างๆ ของโลกแห่งชีวิต มักมีบันทึกแห่งความทรงจำของการเล่าขานเรื่องราวต่างๆ อันเป็นที่มาที่ไปอันเร้นลึก ซ่อนอยู่กับเบื้องหลังแห่งความมีความเป็นของสิ่งนั้น... เป็นที่มาแห่งความหมายและเป็นสัญลักษณ์แห่งการตีความอันน่าครุ่นคิดและท้าทายสำนึกแห่งความเป็นจริง... บริบทโดยรวมของนัยดังกล่าวล้วนมีที่มาที่ไปอันสลับซับซ้อน ผูกติดเป็นเบื้องหลังที่เต็มไปด้วยอัศจรรย์และปาฏิหาริย์อันเหลือเชื่อ กระทั่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของมิติแห่งศรัทธาในความฝังจำของผู้อยู่ร่วม... ในฐานะของผู้รับรู้และเฝ้ามองปรากฏการณ์ดังกล่าวอย่างเพ่งพินิจ... มีบางสิ่งที่ก้าวขึ้นสู่บทบาทสูงสุดในทิศทางของประวัติศาสตร์ แต่ก็มีบางสิ่งที่จมลึกอยู่กับก้นบึ้งของความเปล่าดายแห่งวันเวลาที่ไม่ได้รับการเหลียวแล... นี่คือภาพแสดงอันเคลือบแคลงของสิ่งที่เรียกว่าตำนานที่ผ่านข้ามทั้ง “ความจริงลวง” และ “ความลวงจริง” จนยากที่จะเหลือสัมผัสแห่งความจริงหรือความลวงที่แท้เอาไว้เป็นที่ประจักษ์อันชัดแจ้งได้ วิถีแห่งความเป็นไปทั้งหมดนี้จึงขึ้นอยู่กับปัจเจกของผู้สัมผัสนั้นๆ ว่าจะเลือกเชื่อมันและผูกพันอยู่กับสิ่งที่เป็นดั่งปริศนานี้เช่นไร ?... ซึ่งตรงนี้คือทางออกของคำตอบอันจริงจังผู้เล่าเรื่องในแต่ละบุคคล...”


“ตำนานเสาไห้”... ตำนานบทเศร้าแห่งชีวิตที่นับเนื่องและเกี่ยวพันกับธรรมชาติอันศักดิ์สิทธิ์... วิถีอันยิ่งใหญ่ของสิ่งอันยืนยงข้ามยุคข้ามสมัยผ่านลีลาแห่งศรัทธาและความเชื่อมั่นอันไม่รู้จบ... ที่ต้องสูญสิ้นค่าความหมายแห่งตนเองลงทั้งด้วยอคติ และมิจฉาทิฐิที่ถูกครอบครองโดยมนุษย์... มันคือเรื่องราวแห่งโศกนาฏกรรมที่น่าขมขื่นใจ... ซึ่งนอกเหนือจากการคร่ำครวญหวนไห้แล้ว... ก็ไม่มีสิ่งใดที่สามารถสนองตอบกับวังวนแห่งบาปเคราะห์อันเกิดขึ้น ณ ที่ตรงนี้ได้...

“แดนอรัญ แสงทอง” นักเขียนรางวัล “ศิลปาธร” คนล่าสุดได้ร้อยเรียงเรื่องราวแห่งตำนานที่สั่นสะท้านอารมณ์นี้ด้วยเจตจำนงที่มุ่งเน้นและสร้างสรรค์ในส่วนผสานของความเป็นจริงแห่งความรู้สึกจริง กับสภาวะแห่งจินตนาการ ที่ผุดพรายขึ้นมาจากห้วงของการรับรู้ และตีความบนพื้นฐานแห่งความเป็นจิตวิญญาณที่ลึกซึ้ง

“ถ้าหากมีใครถามฉันว่า... ในฐานะนักเขียน... คุณได้เขียนเรื่องอะไรมาบ้าง ฉันก็จะตอบว่า “ตำนานเสาไห้” ถ้าเขาถามอีกว่า “เรื่องเดียวเท่านั้นรึ” ฉันก็จะตอบว่า “เรื่องเดียวเท่านั้น”

“แดนอรัญ” ได้เน้นย้ำถึงปณิธานในการเขียนงานชิ้นนี้ของเขา ซึ่งเป็นดั่งผลงานสร้างสรรค์พิเศษ ที่ถูกกลั่นออกมาจากสำนึกแห่งการร่วมรับรู้จากสัมผัสด้านในที่เต็มไปด้วยความตั้งใจและการน้อมรับภาวะอันควรยกย่องต่อสิ่งที่ถือเป็นตัวละครสำคัญที่ได้เขียนถึง... บทตอนแรกคือการคารวะต่อตำนานปรัมปราที่ดูเหมือนจะมีรากฐานมาจากสถานะอันต้อยต่ำ หากจะมองจากสายตาของคนที่อยู่ ณ เบื้องสูง ที่พร้อมจะเหยียบย่ำความเป็นพื้นถิ่นและสถานะแห่งความเป็นคติชนของชาวบ้านธรรมดาที่สืบเนื่องความเป็นศรัทธากันมาชั่วกัปชั่วกัลป์...

“ข้าพเจ้าใคร่ของร้องให้ท่านเดินแผ่วเบา พูดคุยแผ่วเบา สำรวมกิริยาอาการ ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ข้าพเจ้าใคร่จะขอร้องให้ท่านสำรวมกาย วาจา และใจ ประหนึ่งว่าท่านกำลังอยู่เฉพาะเบื้องพระพักตร์แห่งพระมหากษัตราธิราชเจ้าผู้ทรงมหิทธิเดช และเรืองรุ่งด้วยกฤษฎาภินิหาร ข้าพเจ้าใคร่จะขอร้องให้ท่านถอดหมวกและรองเท้าของท่านออกและเก็บร่มของท่านเสีย และต่อจากนั้นจงยอบกายลงจุดธูปเทียน ปักดอกไม้ลงในแจกัน และหมอบกราบเบญจางคประดิษฐ์ลงสามครา ณ เบื้องหน้าแท่นบูชาอันต่ำต้อยและแปลกประหลาดนี้”

ทำไมสิ่งที่ต่ำต้อยและแปลกประหลาดถึงได้รับการย้ำเตือนให้ผู้คนต้องแสดงถึงความคารวะอันยิ่งใหญ่... นั่นคือเจตจำนงอันบริสุทธิ์ของการเล่าเรื่องราวเรื่องนี้หลังจากปูมประวัติแห่งสิ่งที่ดูเหมือนจะต่ำต้อย ณ เวลานี้ ได้ถูกขยายความออกไปในลักษณะของการเป็นที่พึ่งในมิติแห่งการเซ่นสรวงบวงพลี เพื่อประโยชน์เฉพาะตนมากกว่าการที่จะน้อมรำลึกถึงอดีตกาลอันล้ำค่าที่เคยเป็นตราความหมายอันยาวนานนับพันปีของสิ่งๆ นั้น... มนุษย์เราต่างพากันหลงลืมอดีตอันศักดิ์สิทธิ์ และพากันหมกมุ่นอยู่กับปัจจุบันอันฉาบฉวยเปราะบางกันอย่างไม่ลืมหูลืมตา ดวงจิตของมนุษย์ส่วนใหญ่ในโลกของวันนี้ จึงจมดิ่งอยู่กับแรงปรารถนาในชั่วครู่ยามของตนเพียงเท่านั้น

“เพราะท่านมาสู่ที่แห่งนี้ เพื่อแสวงหาสิริมงคลคุ้มครองตนเพื่อเสริมสร้างพลังใจของท่านให้แข็งกล้า เพื่อขยายขอบเขตแห่งความคิดฝันและจินตนาการของท่านให้กว้างขวางลึกล้ำและมีสีสันขึ้น เพื่อยกระดับจิตใจของท่านให้สูงส่งขึ้น และเพื่อเป็นประจักษ์พยานต่อสิ่งที่หลงเหลืออยู่จากความมลังเมลืองของตำนานอันยิ่งใหญ่ที่กำลังถูกลืมเลือนและถูกบิดเบือนให้เฉไฉไปมิใช่หรือ”

แท้จริงสิ่งที่ผู้คนหลั่งไหลกันมาบูชานั้นคืออะไร ? แน่นอนว่าทุกสิ่งอาจเคยเป็นตำนานอันยิ่งใหญ่ แต่ด้วยหัวใจของมนุษย์ สิ่งอันเป็นทั้งความยิ่งใหญ่และไม่ยิ่งใหญ่ทั้งหลายอาจมีค่าเสมอกัน หากการยอมรับนับถือของชีวิตไม่ได้ถูกดึงออกมาจากเบ้าหลอมอันหม่นไหม้ของอวิชชา... อะไรก็เป็นอะไรได้... ท่ามกลางมโนธรรมสำนึกอันผุกร่อนและความเป็นไปแห่งเจตนาที่ถูกห่มคลุมด้วยความเห็นแก่ตัว ซึ่งปราศจากเป้าหมายของความดีงาม... นี่อาจเป็นบรรทัดฐานแห่งความผิดบาปของชีวิต ที่ปรากฏร่างขึ้นโดยไม่หวั่นเกรงต่อคุณธรรมอันหมายถึงตัวแทนที่ล้ำลึกของคุณธรรม “บนแท่นบูชามิใช่พระพุทธรูปมิใช่ประติมากรรมรูปทวยเทพหรือรูปปั้นของวีรบุรุษ หรือรูปปั้นสิงสาราสัตว์อันมีอยู่เพียงในจินตนาการจากเทพนิยายใดๆ หากแต่เป็นเสาไม้ต้นหนึ่ง โคนกว้างเพียงหนึ่งคนโอบกลมกลึงประหนึ่งสลักเสลา ค่อยๆ รีเรียวด้วยลีลาวิจิตร บรรจงจากโคนไปจรดปลาย ประหนึ่งนายช่างเอกเขาแกล้งหล่อคำนวณความยาวราวสิบวาเศษ ทุกหนทุกแห่งแหล่งที่บนเสาต้นนี้เหลืองอร่ามไปด้วยแผ่นทองคำเปลว เสาต้นนี้เป็นสิ่งที่สิงสถิตของดวงวิญญาณอันเจิดจรัสดวงหนึ่งท่ามกลางดวงวิญญาณอันเจิดจรัสทั้งสากลจักรวาล ความเป็นมาของเสาต้นนี้ และวิญญาณดวงนี้ ผู้คนเขาเล่าขานสืบต่อกันมาเป็นตำนานปรัมปรา”

“แดนอรัญ” ได้สร้างตัวละคร (Character) ในงานประพันธ์ของเขาที่ไม่ได้เป็นมนุษย์ ด้วยการบรรยายจนรับรู้และรู้สึกในความมีชีวิตชีวาที่สมจริงและผูกมัดไว้ด้วยความน่าเชื่อถือด้วยวิถีแห่งการอาศัยจินตนาการที่ประมวลเอาจากสิ่งที่เห็นจากภายนอกทั้งหมดให้เข้ากับสิ่งที่เป็นแก่นสารอันสลับซับซ้อนภายใน... ที่มาที่ไปของตัวละครสำคัญได้เชื่อมโยงเข้ากับสภาวะของความเป็นอดีต... ได้หลอมรวมเข้ากับความเป็นนิรันดร์ ซึ่งประเด็นตรงส่วนนี้คือการนำเสนอในด้านประพันธกรรมที่นับว่าเป็นการอวดฝีมือของผู้เขียน โดยเฉพาะกับการนับเชิงเปรียบเทียบที่สื่อออกมาด้วยการพรรณนาถึงคุณสมบัติอันโดดเด่น จนเห็นได้ถึงเอกลักษณ์ของสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่สามารถแทนความหมายได้ทั้งหมด (Synecdoche) การเขียนในลักษณะนี้นี่เองที่ทำให้ “ตำนานเสาไห้” หนังสือเล่มบางๆ เพียงสามสิบกว่าหน้าได้กลายเป็นดั่งมหาสมุทรแห่งความงามในแง่มุมที่เป็นทั้งสุนทรียศาสตร์และความคิดในเชิงประวัติศาสตร์และสังคมที่กระจ่างชัด... ความชัดเจนของเรื่องเล่าเรื่องนี้อยู่ที่ความสามารถของผู้เล่าด้วยภาษาอันสละสลวย... และด้วยเนื้อในของความรู้สึกที่สามารถขับขานอารมณ์ของภาษาในช่วงตอนต่างๆ ของเรื่องราวให้ปรากฏออกมา ดั่งบทเพลงของจิตวิญญาณ... ท่วงทำนองและลีลาจังหวะของถ้อยคำต่างเคลื่อนไหวไปบนเส้นเสียงแห่งสรรพสิ่งของธารสำนึก... มันคือภาพแสดงทางวรรณกรรมที่เต็มไปด้วยสีสันแห่งความจริงและภาวะไหวสะท้านทางความตระหนักรู้...

“ดวงวิญญาณนี้... แต่ก่อนร่อนชะไรครองรูปลักษณ์เป็นอิตถีเพศสะคราญโฉมเยี่ยงอัปสรสวรรค์ แลแม่นางนั้นไร้ชื่อ แม่นางดำรงอายุขัยมาเนิ่นนานนับสิบศตวรรษ แต่ด้วยบุญญาภินิหาร แม่นางจึงครอบครองความเป็นสาวสวยนะแน่งไว้ชั่วกาลนาน มีเกศายาวสลวยดำขลับวะวาวดั่งขนแห่งนกกาน้ำ ตางามดั่งตาทราย คิ้วโก่งดั่งคันศรแห่งกามเทพ ริมฝีปากแดงดั่งดอกกุหลาบ ฟันขาวดั่งไข่มุก หูดั่งหอยสังข์ แขนสละสลวยดั่งต้นอ้อย ขากลมกลึงเรียวงามดั่งต้นกัทลีในป่าสีมรกตแห่งแดนหิมพานต์ เท้าอวบอิ่มอ่อนนุ่มเหมาะสำหรับจะเหยียบย่างลงบนตฤณชาติเขียวขจีอันพร่างพราวด้วยหยาดน้ำค้างในอุทยานแห่งแดนสรวง ทรวงเต่งตูมดั่งดอกบัวตูมสองดอกที่อยู่เคียงกัน จมูกงามเหมือนดอกไม้ไร้ชื่อ มือทั้งสองงามเหมือนช่อดอกไม้อีกอย่างหนึ่งซึ่งไร้ชื่อเช่นกัน กาลเวลาไม่อาจระคายรูปโฉมของแม่นางได้ เพราะแม่นางมีชีวิตอันเป็นนิรันดร์ (โอ้แม่นางได้สร้างความผิดบาปใดไว้ตั้งแต่เมื่อหนใดหนอ จึงได้ถูกสาปให้มีชีวิตอันเป็นนิรันดร์) โลหิตทุกหยาดในกายแม่นางเป็นคนไทยบริสุทธิ์ และหยาดอสุชลของแม่นางก็เช่นกัน”

บทพรรณนาที่เต็มไปด้วยความวิจิตรตระการนี้ นับเป็นภาวะที่บ่งชี้ให้เห็นถึงรูปโฉมของจินตนาการที่บันทึกอยู่ในห้วงคิดของผู้เขียน... ‘แดนอรัญ’ ให้การยกย่องตัวละครตัวนี้ในฐานะปฐมบทของตำนาน ซึ่งสร้างความหมายต่อสัมผัสแห่งจิตใจได้อย่างแยบยล... ขณะที่มนุษย์ต้องตกอยู่ในวงกรอบของโชคชะตา ซึ่งเราต่างมีสิ่งที่รักใคร่บูชาและสิ่งที่เราอาจถือว่าเป็นความเกลียดชั่งล้ำลึก

ชีวิตมักมีสิ่งที่เราจดจำและพึงใจ เพียงแต่ว่าเราจะสามารถบอกกล่าวเล่าขานถึงสิ่งเหล่านั้นได้ด้วยเจตนาอันบริสุทธิ์อย่างเต็มที่สักเพียงไหนเท่านั้น... ดูเหมือนว่าขณะที่เราก่นด่าสาปแช่งอะไรสักอย่าง แรงขับด้านในของเรากลับส่งเสียงได้ก้องกังวานมากยิ่งกว่าความดีงาม นี่เป็นบรรทัดฐานแห่งการก้าวย่างของตำนานว่า... จะดำรงอยู่ด้วยความรักหรือความเกลียดชังกันแน่... บนโลกที่ศรัทธาอันบริสุทธิ์กำลังจะถูกลืมเลือนและปิดตายด้วยพันธนาการของความว่างเปล่า...

‘แดนอรัญ’ ได้ชี้ให้เห็นว่าความเป็นมาและนิวาสสถานของความเป็นอดีตนั้นยิ่งใหญ่และมีค่าเสมอ... แม้ว่ามันจะถูกทำลายลงอย่างโหดร้ายจากสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ไม่เคยเห็นค่าของมันก็ตาม... อดีตก็คืออดีต... ความงามของมันสถิตอยู่ในก้นบึ้งของหัวใจสำหรับผู้รับรู้เป็นสัมพันธภาพทางจิตวิญญาณที่ก่อเกิดและไม่มีวันจบสิ้น... มีอยู่หลายครั้งหลายหนที่ความเป็นอดีตของโลกนี้ถูกทิ้งขว้างไปอย่างไม่ไยดี โดยเฉพาะอดีตที่อาจหาค่าไม่ได้ด้วยทัศนคติของมนุษย์ในยุคปัจจุบัน... การทำลายล้างในบริบทของความไม่รู้... ยังคงเดินเคียงคู่ไปกับเส้นทางของทรรศนะเชิงอคติที่ไม่เคยให้ค่าต่อสิ่งใด นอกจากค่านิยมเชิงผลประโยชน์นี้ที่ถูกกำหนดขึ้นมาด้วยมายาคติที่เห็นแก่ได้อันเป็นเหตุผลเฉพาะที่ยิ่งใหญ่ของตนเองเพียงเท่านั้น... เหตุนี้... อดีตจึงถูกทำลายลงครั้งแล้วครั้งเล่า และความเป็นอดีตก็เป็นเพียงภาพบรรยายที่เหลืออยู่ในความทรงจำเฉพาะบุคคลเพียงเท่านั้น...

“นิวาสสถานของแม่นางนั้นงามจับตานัก เป็นตะเคียนทองอายุขับหนึ่งพันปี สูงลิบลิ่วตระหง่านเงื้อมอยู่เหนือป่าดิบ ต้นแม่น้ำป่าสักลำต้นเป็นเปลาระหงกลมกลึง แผ่กิ่งก้านรกครึ้มเขียวขจีออกเป็นเชิงเป็นชั้นดั่งร่มฉัตร... มีกล้วยไม้ ป่าหลากสีประดับประดา ร่มเงาเคหาสน์นางไม้นี้แผ่ขยายเป็นวงกว้าง เหนือผืนดินบริเวณโคนต้นคือพงหญ้าเขียวและดงดอกไม้หลากสี ส่งกลิ่นหอมตลบอบอวล ณ ที่แห่งนี้หมู่กวางก็เคยมาเยื้องชำเลืองเดินและเล็มหญ้า กระทำให้ฝูงผึ้งแมลงภู่และผีเสื้อบินว่อนกระจัดกระจาย แต่พยัคฆาและเสือสีห์อันร้ายกาจมิเคยเลียบเคียงดุ่มด้อมเข้ามาเลย ณ ที่แห่งนี้ปักษาสีสดใสเสียงไพเราะที่ยังชีพด้วยธัญพืชและไม้ผลต่างก็เข้ามาเกาะพักเหนื่อยและขับขานบทเพลง แต่ปักษาล่าเหยื่อสีคล้ำทะมึนมีเสียงชวนหวาดแสยงที่ยังชีพด้วยชีวิตสัตว์อื่นมิเคยย่างกรายเข้ามาเลย ตะเคียนทองต้นนี้งามเลิศล้ำอำไพยิ่งนัก และแม่นางก็ดื่มด่ำปีติสุขภาคภูมิใจในอหังการ์แห่งเรือนงามของตนเสมอมา อันว่าแม่นางครองสถานภาพสูงส่ง เป็นราชินีแห่งนางไม้ทั้งหลายฉันใด ตะเคียนทองของแม่นางก็ครองสถานภาพสูงส่งเป็นราชินีแห่งมวลพฤกษาในป่าฉันนั้น”

แน่นอนว่าโครงเรื่องของชีวิตไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใดก็ตามย่อมมีภาวะที่ต้องถูกเบี่ยงเบน... “ไม้งามย่อมมีคนจอง” กิตติศัพท์ของตะเคียนทองต้นนี้บันลือไกล เป็นเหตุให้มีคนเข้ามาเชิญวิญญาณของแม่นางผู้สิงสถิตไปอยู่ ณ ศาลเพียงตาแทน...ด้วยความหวังจะนำตะเคียนทองต้นนี้ไปเป็นเสาเอกของวัง เจ้าเมืองก็มี... ไปเป็นเสาเอกเคหาสน์ ของคหบดีผู้มั่งคั่งหรือขุนนางยศใหญ่ก็มี... จะเอาไปต่อเป็นเรือใหญ่สำหรับแข่งขันในฤดูน้ำหลาก จะเอาไปทำเป็นเสาเมรุมาศให้ท้าวพระยามหากษัตริย์องค์นั้นองค์นี้บ้างล่ะ “แต่แม่นางก็ยืนกรานปฏิเสธเสมอมา”... ครั้นพอมีคนหักหาญดันทุรังจะโค่นตะเคียนทองลง แม่นางก็สำแดงเดช ขู่ขวัญเขาต่างๆ นานา...

บริบทแห่งตะเคียนทองต้นนี้กับเงาร่างของแม่นางผู้เป็นเจ้าของอันสืบเนื่องอยู่ร่วมกันมานับพันปี... ถือเป็นบทตอนที่สื่อแสดงถึงภาวะอันยิ่งใหญ่ของโลกธรรมชาติที่ธำรงอยู่ด้วยสิ่งแวดล้อมอันให้คุณค่าแก่กันและกันเสมอมา แม้ว่าจะถูกรุกรานหรือคุกคามจากปัจจัยภายนอกสักเพียงใดก็ตาม... โดยเฉพาะจากค่านิยมแห่งสัญลักษณ์ทางชนชั้นที่คอยบีบบังคับและรังแกขู่เข็ญอยู่เสมอ... ‘แดนอรัญ’ ได้นำมิติทางประวัติศาสตร์ของชาติไทย โดยเฉพาะประวัติศาสตร์ในช่วงแห่งความรุ่งโรจน์และสูญเสียแทรกไว้ในการประพันธ์อย่างมีชั้นเชิง... ผ่าน “ทิพยจักษุ” แห่งแม่นางผู้มีญาณวิเศษและอำนาจเหนือธรรมชาติในช่วงชีวิตอันยาวนาน... สิ่งนี้คือมิติแห่งอุทาหรณ์เชิงเปรียบเทียบที่ทั้งเป็นสุขและทุกข์อันเนื่องมาแต่ปรากฏการณ์ของแผ่นดิน “แม่นางได้รับรู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในดินแดนสุวรรณภูมินี้มาตั้งแต่บรมสมกัป ทั้งที่เกิดในเวียงวังของท้าวพระยามหากษัตริย์ ทั้งที่เกิดในเรือนชานบ้านช่องและกระท่อมทับของสามัญชน” นับจากพระยาพานคลุ้มคลั่งอยู่ในท้องพระโรงเมื่อรู้ว่าตนได้ฆ่าบิดาด้วยมือแห่งตนและเสพสังวาสกับมารดาแห่งตนเข้าให้เสียแล้ว

แต่แม้กระนั้นก็ยังสั่นประกาศิตสั่งฆ่ายายหอมผู้เลี้ยงดูตนมา... ได้เคยเห็นพ่อขุนผาเมืองเจ้า เมืองราดขึ้นช้างทรงกลับไปยังเมืองของพระองค์ หลังจากช่วยพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ กำราบขอมโดยไม่แยแสกับบัลลังก์กษัตริย์สุโขทัยอันว่างเปล่าซึ่งรอคอยพระองค์อยู่ เพราะทรงมีความรักในเทวตาธรรมยิ่งกว่าความรักในเศวตฉัตร... ได้เคยเห็นพระมหินทราธิราชหมอบกราบลงแทบบาทบุเรงนอง ยอมยกกรุงศรีอยุธยาให้เป็นข้าขอบขัณฑสีมาแก่กรุงหงสาวดี... ได้เคยเห็นพระนเรศวรผู้ฉกาจกล้าคร้ำเคร่งฝึกปรือพาหุยุทธ์คิดการซ่องสุมผู้คนจะสลัดแอกพม่า... และแม่นางก็ได้เห็นพระเจ้าเอกทัศน์ร่ำน้ำจัณฑ์เมามาย... ยังหมกไหม้ใฝ่ฝันอยู่กับกามรส แม้ในยามเสียงปืนใหญ่ของกองทัพพม่าจะคำรนคำราม “แม่นางได้เห็นมาทั้งหมดทั้งสิ้น ประดาชนเผ่าไทยเมื่อยามเขามีสุข เมื่อยามบ้านเมืองปราศจากสงคราม... แม่นางได้เห็นอีกเช่นกัน ประดาชนเผ่าไทยเมื่อคราที่ เขาอกไหม้ไส้ขม... แตกสานซ่านเซ็นเพราะถูกกองทัพศัตรูรุกราน... แม่นางอิ่มสุข เมื่อเห็นเขาอิ่มสุข แม่นางร่ำไห้ เมื่อเห็นเขาร่ำไห้... เขาเหล่านั้นเป็น ชนเผ่าเดียวกันกับแม่นางทั้งหนุ่มสาวลูกเล็กเด็กแดงและเฒ่าชแรแก่ชราเหล่านั้น... เขาเป็นส่วนหนึ่งของแม่นาง แม่นางเป็นส่วนหนึ่งของเขา มันเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร มันเกิดขึ้นแต่ครั้งไหน แม่นางไม่รู้เลย รู้แต่เพียงว่ามันจะเป็นเช่นนั้นไปอีกนานเท่านาน”

เบ้าหลอมแห่งสำนึกที่ผ่านผัสสะของดวงตาภายในของ ‘แดนอรัญ’ ตรงส่วนนี้สื่อสำนึกถึงความจริงแท้แห่งภาพแสดงที่ตราตรึงอยู่กับความหมายทางประวัติศาสตร์ มันคือบทวิพากษ์ทางความคิดต่อสิ่งที่เห็นและสิ่งที่แสดงอยู่เบี้องหน้าของการรับรู้... ประวัติศาสตร์ผ่านไปแล้ว... มันไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงและพลิกกลับเหตุการณ์ใดๆ ได้อีก แต่มันก็ยังสามารถตีความใหม่ด้วยมุมมองใหม่ได้ สุดแต่ว่าสำนึกคิดของผู้อยู่ร่วมในแผ่นดินจะตระหนักถึงผลลัพธ์แห่งการรับรู้ดังกล่าวนี้กันมากน้อยเพียงไหนเท่านั้น...

‘แดนอรัญ’ มองเหตุการณ์ต่างๆ ด้วยสายตาที่คมกริบ มันเต็มไปด้วยโจทย์แห่งคำถามที่เน้นย้ำให้ต้องขบคิดและไม่อาจมองข้ามผ่าน เช่นเดียวกับประเด็นอันสำคัญที่สุดของเรื่องเล่าเรื่องนี้... ที่นับเป็นอุบัติการณ์แห่งการสร้างบ้านแบ่งเมืองใหม่หลังจากล่มสลายอันน่าสมเพชเวทนา... จากภาวะแห่งการขาดสติและไร้ความรับผิดชอบของผู้นำ

เมื่อสิ้นอยุธยา... ผ่านกรุงธนบุรี จนล่วงเข้าสู่การสถาปนาเมืองหลวงใหม่ขึ้น อันหมายถึงกรุงเทพมหานคร... เมืองใหม่... ที่ถูกสร้างขึ้นจากจิตอันรับผิดชอบและความหวังแห่งความเป็นอนาคต... นั่นคือเจตนารมณ์อันสูงส่งที่ทำให้แม่นางตัดสินใจสละเรือนรังอันหมายถึงต้นตะเคียนทองอายุพันปีให้มาเป็น... “เสาหลักเมือง” ของเมืองใหม่แห่งความหวังแห่งนี้... หลังจากเมื่อไม่นานก่อนหน้านั้นแม่นางต้องสิ้นหวังและเสียน้ำตาให้แก่การสูญสิ้นกรุงศรีอยุธยาแก่พม่า

“คราครั้งนั้น... ในป่าใหญ่ต้นแควแม่น้ำป่าสัก... ตะเคียนทองต้นนั้นยอดค้อมต่ำลงมาด้วยน้ำหนักแห่งความสิ้นหวัง ลำต้นบิดงอด้วยความรวดร้าวอันแทบจะทานทนมิได้... ยางสีแดงซึมเปรอะไปทั้งลำต้นและกิ่งก้านน้อยใหญ่ผุดพรายดังเหงื่อที่กลายเป็นเลือด... พรานป่าหลายต่อหลายคนเขาก็ได้เห็นแม่นางด้วย... บางทียืนอยู่โคนต้นตะเคียนทองด้วยร่างที่แทบทรงไว้มิได้ น้ำตาไหลพรากใบหน้า... เหม่อมองออกไปยังราวป่าเมื่อยามตะวันชิงพลบ บางทีคุดจับเจ่าอยู่บนคาคบ เกศายุ่งเหยิง เรือนกายผ่ายผอม ผิวพรรณซีดเซียว กำลังเอามือปิดหน้าตนเองสะอึกสะอื้นพิรี้พิไรอยู่ในแสงอันกระจ่างจ้าแห่งทิวาวาร”

“ตำนานเสาไห้” เป็นเรื่องเล่าของอะไรกันแน่ บนวิถีแห่งการสร้างสรรค์ของ ‘แดนอรัญ แสงทอง’  

มันคือความเปรียบที่เป็นภาพแสดงทางการเมืองที่ขมขื่นของอดีตที่ไม่อาจหวนคือกลับมาได้อีกแล้ว แต่กับปัจจุบันเหตุการณ์อันน่าขมขื่นใจและไร้สาระนั้นก็ยังคงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า หรือนี่คือเรื่องราวอันงดงามแห่งพลังอำนาจของธรรมชาติ... ที่มักจะถูกทำลายความยิ่งใหญ่ด้วยน้ำมือและหัวใจอันพลิกผันของหมู่มวลมนุษย์... อยู่มิได้ขาด

“เขาริดกิ่งรอนก้านตะเคียนทองออกเสียจนสิ้น เขาบั่นปลายยอดของตะเคียนทองทิ้ง เขาเฉาะขวานเลาะเปลือกและกระพี้ของตะเคียนทองออกอยู่ฉับๆ แม่นางก็ให้ปวดร้าวไปทั่วสรรพางค์ แต่ก็มิได้หวีดร้อง ข่มกลั้นทุกขเวทนาทั้งหลายทั้งปวงไว้เยี่ยงมารดาในยามกำเนิดบุตร”

แม่นางยอมเสียสละด้วยความเจ็บปวดของตนเองเพื่อจะไปเป็นรากฐานของชีวิตใหม่แห่งแผ่นดิน ไปเป็นเสาหลักเมืองให้เป็นศรีเป็นศักดิ์แก่เมืองกรุงใหม่ที่เต็มไปด้วยความเจริญรุ่งเรือง แต่ท้ายที่สุดแม่นางและตะเคียนทองกลับไปไม่ถึง... คุณค่าที่ใครๆ เคยยกย่องกลับมิอาจรอคอยได้ โดยช่างผู้สร้างเมืองใหม่ เขาเลือกเสาต้นอื่นไปทำเสาหลักเมืองเสียแล้ว... นี่คือความวิปโยคแห่งชะตากรรมของการพลีกายถวายชีวิต ความวิปโยคจากความคิดฝันที่จะบำเพ็ญประโยชน์ แต่ก็ไม่อาจสมใจตามที่ได้ตั้งหวังไว้ ใจแม่นางก็รอนร้าว อกนี่เหมือนจะแตกออกเป็นเสี่ยง ทั้งหมดทั้งปวงนี้ลงเอยที่ความเปล่าดายเสียแล้วกระนั้นหรือ แต่จะโกรธใครเขาได้เล่า จะโทษใครเขาได้หรือ แล้วนี่ฉันจะทำฉันใดต่อไปดี จะกลับหรือก็ไม่ได้ จะไปหรือก็ไม่ถึงแล้ว แม่ก็ก่นแต่จะร้องไห้รำพันพิลาป มิรู้จะบอกกล่าวทุกข์โศกของตนให้ผู้ใดฟัง... แล้วซุงตะเคียนทองก็สำแดงปาฏิหาริย์สอยเวียนทวนน้ำและจ่มลงในลำน้ำป่าสักนั่นเอง

“ ตำนานเสาไห้” เป็นประพันธกรรมที่เต็มไปด้วยมิติสัญญะแห่งความเป็นพื้นถิ่น (Localdialect) ที่ ‘แดนอรัญ’ ได้ใช้ทักษะปรับแปลงมาเป็นนัยของเรื่องราวที่ทับซ้อนกันในจิตสำนึกอันน่าใคร่ครวญ ... บ้างเป็นความจริงในวิถีศรัทธาอันเร้นลับ... บ้างเป็นข้อเปรียบเทียบที่แสดงถึงผลึกแห่งอดีตที่ถูกมองข้ามมาเสมอและยังขบไม่แตก... ทั้งหมดทั้งสิ้นล้วนคงอยู่และตายไปในรากฐานแห่งความเป็นชีวิตของเราที่เป็นประหนึ่งเงาสะท้อนระหว่างมายาคติกับสิ่งที่อยู่เหนือจากสำนึกทั้งหลายทั้งปวง มันคือด้านที่สลับซับซ้อนแห่งลำดับขั้นในสถานะของความเป็นมนุษย์ที่แท้ นี่คือ... งานสร้างสรรค์อันชวนติดตาม... ทั้งด้วยภาษาและความคิดแห่งการประพันธ์ที่เปี่ยมไปด้วยประกายแห่งการพินิจพิเคราะห์ที่มิใช่เพียงการเล่าขานอย่างสามัญ แต่มันคือตำนานอันหยั่งลึกของสิ่งบางสิ่งที่อาจกลายมาเป็นเสาหลักแห่งแรงบันดาลใจ ตลอดจนความเชื่อและศรัทธาของผู้คนทุกคนในที่สุด

ว่ากันว่า เนิ่นนานนับร้อยปีต่อมาแม่นางจึงข่มใจได้สงบ วันหนึ่งเมื่อผู้คนเขาทำพิธีอัญเชิญ ซึ่งตะเคียนทองต้นนั้นขึ้นจากน้ำ แม่นางก็ยินยอมแต่โดยดี... เมื่อเขาเอาซุงขึ้นไปไว้ในบริเวณวัดแห่งหนึ่ง แม่นางก็ไม่ว่ากระไร... แม้ซุงตะเคียนทองต้นนี้จะซูบเรียวลง หดสั้นลงและแตกแยกร้าวรานไปทั่วด้วยอำนาจแห่งความตรอมตรม แต่ผู้คนทั้งจากใกล้และไกลก็ต่างพากันไปกราบไหว้อยู่เสมอมิได้ขาดสาย เขาเอาทองคำเปลวปิดประดับเสียเรืองอร่ามจากโคนจรดปลาย... ใจของเขาหม่นหมองเมื่อเขาก้มลงกราบ สะท้อนสะท้านเมื่อเขาหวนคะนึงถึงชะตากรรมที่แม่นางได้ประสบ แต่ในขณะเดียวกันขอบเขตความคิดฝันของเขาก็กว้างขวางขึ้น ดวงจิตของเขาลึกล้ำและใสกระจ่างขึ้น

สำหรับบางคนผู้มีสภาวะจิตอันประภัสสรและอ่อนไหว อันได้แก่ เด็ก นักฝัน กวี และศาสดาพยากรณ์เรื่องราวอันว่าด้วยตำนานของแม่นางก็เป็นประหนึ่งต้นธารแห่งแรงบันดาลใจที่ถั่งท้นล้นหลากด้วยพลังอันมหัศจรรย์ นั่นหมายถึงว่าลึกลงไปในความทรงจำ การก่อเกิดของตำนานย่อมขึ้นอยู่กับเนื้อแท้แห่งศรัทธาที่ส่องสะท้อนถึงการน้อมคำนับต่อจิตวิญญาณอันบริสุทธิ์ที่ไม่เคยเปลี่ยนแปรเป็นอื่นใด

“ด้วยเหตุนี้ข้าพเจ้าจึงใคร่ขอร้องให้ท่านเดินอย่างแผ่วเบา พูดคุยแผ่วเบา สำรวมกิริยาอาการ ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ข้าพเจ้าจะขอร้องให้ท่านสำรวมกายวาจาใจ ประหนึ่งว่าท่านกำลังอยู่เฉพาะเบื้องพระพักตร์แห่งพระมหากษัตราธิราชเจ้าผู้ทรงมหิทธิเดชและเรืองรุ่งด้วยกฤษฎาภินิหาร”


วันเสาร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2553

แม็ตตี้ รอสส์ และพลพรรคคนเถื่อนผู้มีหัวใจอารยะ

บทความวิจารณ์โดย ทวีศักดิ์ แก้วเข้ม
ขอบคุณนิตยสาร ฅ.คน ที่ให้ความอนุเคราะห์บทความชิ้นนี้ 

เรื่องราวของอีเด็กสาวอายุเพียง 14 ปีคนหนึ่ง ทิ้งบ้านทิ้งช่องออกไปในวันหนึ่งของฤดูหนาว รอนแรมไปบนหลังม้ากับมือปราบห้าวๆ 2 คน เพื่อไล่ล่าโจรที่ฆ่าพ่อของตนอย่างเอาเป็นเอาตาย ประทับตรึงใจข้าเหลือประมาณจนอดรนทนไม่ไหวต้องมาบอกเล่าสู่กันฟัง...


อีเด็กสาวใจเด็ดเดี่ยวผู้นี้มีนามกรว่า แม็ตตี้ รอสส์ เป็นคนพูดจาโผงผางตรงไปตรงมา ติดจะเอาจริงเอาจังเกินเด็ก ไม่มีจริตจะก้านเป็นผู้ลากมากดีแบบอีเด็กสาวติ๋มๆ อย่างที่เราเห็นอยู่เกลื่อนกล่นในปัจจุบันนี้หรอก ลองว่าแม็ตตี้มันอยากจะได้อะไรขึ้นมาแล้วล่ะก็เป็นกัดไม่ปล่อย ในความไร้เดียงสาของมันซ่อนซุกความมุ่งมั่นในจุดหมายเอาไว้เต็มเปี่ยม ในความแก่นแก้วของมันแฝงสัมมาคารวะเอาไว้ในจังหวะที่ควรมีสัมมาคารวะ ความห้าวหาญบวกมานะของอีเด็กสาวชาวไรคนนี้ทำให้มือปราบอ้วนตาเดียว – รุสเตอร์ ค็อกเบอร์น และมือปราบเจ้าสำอางผมวัวเลีย – ลาบีฟ ยอมใจให้มันร่วมขบวนพลพรรคไปด้วยจนบรรลุภารกิจ กระนั้นตอนท้ายๆ ก็เล่นเอาใจหายใจคว่ำสะบักสะบอมไปตามๆ กัน

พี่ลาบีฟหัวแตก น้ารุสเตอร์โดนปืนที่หน้าและไหล่ สำหรับอีแม็ตตี้กลายเป็นเดชอีด้วนไป

พลันที่แม็ตตี้ทราบข่าวสายฟ้าฟาดว่าพ่อของมันโดนไอ้ทอม เชนีย์ ลูกจ้างในไร่ยิงกลางแสกหน้า ปล้นเอาเงิน ทองคำ และม้าไป ระหว่างเดินทางมาซื้อม้ากับผู้พันสโตนฮิลล์ ที่ฟอร์ทสมิธ มันก็รีบจับรถไฟขึ้นมาขอรับศพ มันจัดแจงทุกสิ่งทุกอย่างเสร็จสรรพเป็นอันดีแล้วก็ส่งศพพ่อของมันกลับบ้านโดยไม่ยอมกลับมาร่วมพิธีศพ มันต้องการให้ไอ้คนที่ฆ่าพ่อชดใช้การกระทำของมันด้วยชีวิตเท่านั้น มันเช่าโรงแรมอยู่เพียงลำพัง จัดการขายม้าคืนกลังให้ผู้พันสโตนฮิลล์ ตาแก่คนนี้แม็ตตี้ต้องชิงไหวชิงพริบอยู่นานครันจนได้เงินมาก้อนหนึ่ง จากนั้นมันจึงไปติดต่อทาบทามรุสเตอร์ ค็อกเบอร์น มือปราบอ้วนตาเดียวผู้มาดหมายว่า “ถ้าได้ตายตอนยิงกะใครสักคนก็คงจะสุขบรม”

มันเจรจาธุรกิจไล่ล่าโจรใกล้สำเร็จอยู่รอมร่อ พี่ลาบีฟมือปราบเจ้าสำอางผมวัวเลียแห่งเทกซัสก็ดันมาขัดขวางได้เสียนี่ ลาบีฟกำลังตามจับไอ้ทอม เชนีย์เหมือนกัน มันเห็นเป็นการสมควรว่ารุสเตอร์กับมันควรจับมือกันในภารกิจนี้ แต่ถ้าต้องกะเตงอีเด็กแก่แดดคนหนึ่งเดินทางไปด้วยนี่ก็จะเป็นเรื่องโง่บรม แม็ตตี้โกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงที่รุสเตอร์เห็นดีเห็นงามตามลาบีฟ แต่มันก็ไม่ยอมแพ้หรอก มันจัดการหาม้ามาตัวหนึ่ง ขี่ติดตามสองมือปราบไปอย่างไม่ลดละความเพียร จนสุดท้ายทั้งสองต้องยอมในความเด็ดเดี่ยวของมัน แม็ตตี้ รอสส์ และพลพรรคจึงพากันร่วมรอนแรมไปบนหลังม้า มีปืนผาครบครัน ฝ่าความหนาวเยือกเพื่อออกตามล่าตัวไอ้โจรห้าร้อย

รุสเตอร์ขี่ไอ้โบม้าคู่ทุกข์คู่ยากบัญชาการ ลาบีฟขี่ไอ้แกลบตัวเล็ก ส่วนแม็ตตี้ขี่ลิตเติ้ลแบล็คกี้ – ม้าที่จะช่วยชีวิตแม็ตตี้ด้วยชีวิตของมันเอง!

สามพระหน่อระหองระแหงกันไปตลอดทาง คอยคุยข่มคุยทับกันไม่หยุดไม่หย่อน กว่าจะสามัคคีคาวบอยกันได้ บ้างก็ล่วงเข้าเขตแดนกบดานของไอ้ลัคกี้เน็ด เป็ปเปอร์ กับสมุนของมัน (มีไอ้ทอม เชนีย์ตัวร้ายรวมอยู่ด้วย) ไอ้หัวหน้าโจรร่างเล็กคนนี้เคยโดนรุสเตอร์ยิงปากแหว่งมาครั้งหนึ่งแล้ว แต่ก่อนที่จะได้ฉะกันให้ฝุ่นตลบอบอวลเป็นศึกตัดสินว่าใครจะอยู่ใครจะไป แม็ตตี้ก็มามีอันได้ปะหน้ากับไอ้ทอม เชนีย์ตัวต่อตัว ตอนที่มันไปตักน้ำเพื่อจะเอามาล้างหน้าล้างตา มันจัดการยิงไอ้โจรหนึ่งโป้งด้วยปืนรุ่นโบราณของพ่อมันจนไอ้โจรซี่โครงหัก ตอนนี้เองที่ไอ้ทอม เชนีย์เอ่ยปากขอโทษว่ามันเสียใจที่ยิงพ่อของแม็ตตี้ บอกว่ามันเมา มันไม่ตั้งใจ จากนั้นมันก็ใช้ชั้นเชิงโจรรวบตัวแม็ตตี้เอาไว้จนได้ ร้อนถึงรุสเตอร์กับลาบีฟต้องมาช่วยแก้ไข

สองมือปราบแบ่งหน้าที่กันโดยลาบีฟปืนเขาขึ้นมาช่วยแม็ตตี้ส่องไอ้ทอม เชนีย์ด้วยปืนควายประจำตัวหนึ่งโป้งจนมันบาดเจ็บ แต่ก็เผลอโดนมันเอาหินทุบหัวแตกจนได้ขณะช่วยยิงสกัด ระหว่างที่รุสเตอร์บุกเดี่ยวตะลุมบอนกับไอ้เน็ด เป็ปเปอร์และลูกสมุน กว่ามือปราบอ้วนตาเดียวจะเสร็จศึกมาช่วยอีกแรง แม็ตตี้ก็ดันตกลงไปติดแหง็กในโพรงงูหางกระดิ่งเพราะแรงถีบของปืนควายที่มันยิงใส่ไอ้ทอม เชนีย์ แม็ตตี้แขนซ้ายหักและโดนงูหางกระดิ่งกัดเอาขณะยักแย่ยักยันช่วยตัวเองอยู่เพียงลำพันในโพรง หลังรุสเตอร์จัดการไอ้ทอมจอมอึดให้ไปพบกับยมบาลแล้วจึงเอาเชือกผูกเอวลงมาช่วยแม็ตตี้ออกจากโพรงหินได้ในที่สุด ทั้งนี้ก็ด้วยการช่วยเหลืออันทุลักทุเลของลาบีฟ

แม็ตตี้อาการเป็นตายเท่ากัน รุสเตอร์จึงจัดแจงควบขี่ลิตเติ้ลแบล็คกี้รีบพาแม็ตตี้ไปหาหมอ (ไอ้โบตายเสียแล้วตอนรุสเตอร์บุกตะลุยเดี่ยว) รุสเตอร์เฆี่ยนแล้วเฆี่ยนอีก ม้าเผ่นโผนไปข้างหน้า ห้อเต็มฝีเท้าเพื่อยื้อยุดชีวิตเจ้านายของมันเอาไว้ ระยะทางแสนไกล ม้า 1 ตัวกับคน 2 คน คนหนึ่งได้รับบาดเจ็บ คนหนึ่งร่อแร่ใกล้ตาย มันคือช่วงเวลาแห่งการพิสูจน์จิตใจ ในที่สุดลิตเติ้ลแบล็คกี้ก็ทรุดฮวบลงขาดใจตาย รุสเตอร์จัดการแบกแม็ตตี้ขึ้นหลังวิ่งต่อไป ระหว่างทางแกจำใจต้องปล้นเกวียน ยืมรถม้าชาวนาอินเดียน พาแม็ตตี้มาหาหมอที่ฟอร์ทสมิธได้สำเร็จ

วีรกรรมแห่งการไล่ล่าครั้งนี้จึงเอวังลง

แม็ตตี้รอดตายกลับบ้าน แต่ก็ต้องแลกกับแขนหนึ่งข้าง รุสเตอร์ได้รับการแคะเอากระสุนลูกปรายออกจากหน้าและไหล่ แล้วก็ดำเนินชีวิตมือปราบอ้วนตาเดียวของแกต่อไป ส่วนลาบีฟหลังจากพักรักษาอาการบาดเจ็บที่หัวแล้วก็จัดการนำศพไอ้ทอม เชนีย์ไปยังเทกซัสโน่น

หลังแยกย้ายจากกัน เรื่องราวของแม็ตตี้ รอสส์ และพลพรรค ก็หาได้ยุติแต่เพียงเท่านี้ไม่ พวกเขายังคงใช้ชีวิตไปตามวิถีของแต่ละคนอีกนานครัน จนกระทั่งชราภาพไปตามๆ กัน แม่แม็ตตี้ รอสส์ ครองตัวเป็นสาวทึนทึกดูแลแม่อยู่ที่บ้านไร่และเป็นเจ้าของธนาคาร ไม่มีโอกาสได้พบเจอรุสเตอร์และลาบีฟอีกเลย แกได้ยินเพียงข่าวคราวกระเส็นกระสายมาเท่านั้น จนกระทั่งมือปราบอ้วนตาเดียวมาตายจากไปแบบศพไม่มีญาติ แม็ตตี้แกจึงเดินทางไปขุดศพมาฝังไว้เสียใหม่ที่สุสานประจำตระกูลและทำหินจารึกชื่อไว้อย่างดิบดี

แม้แม็ตตี้ รอสส์มันจะเป็นเพียงเด็กสาวอายุ 14 มีอุปนิสัยเค็ม งกเกินตัว หัวหมอ ดื้อ และแก่แดด แต่ข้าก็เผลอรักมันให้เข้าแล้ว (อย่างยากแก่การต้านทาน) โดยรูปการณ์แล้วคนอย่างแม็ตตี้ รอสส์, รุสเตอร์ ค็อกบอร์น, ลาบีฟ, ป้าฟลอยด์, ผู้พันสโตนฮิลล์ กระทั่งโจรห้าร้อยอย่างไอ้ทอม เชนีย์, ไอ้ลัคกี้เน็ด เป็ปเปอร์ กับสมุนของมัน อาจถูกมองว่าเป็นคนเถื่อนในสายตาของบรรดาอารยชนในโลกปัจจุบัน ทว่าข้ากลับรู้สึกว่าคนเถื่อนเหล่านี้มีหัวใจที่มีอารยะ ในความดิบ – เถื่อน – ถ่อย ข้ามองเห็นความเป็น “คนจริง” ของพวกเขา และในทัศนะของข้า “คนจริง” นั้นมี “ความเป็นอารยะ” ซ่อนซุกอยู่ในหัวใจเสมอไม่มากก็น้อย ชนิดที่ผู้ที่เรียกตัวเองว่าเจริญแล้วแอบอิจฉาตาร้อนและนับถืออยู่ลึกๆ

ถ้าท่านอยากรู้จักแม็ตตี้ รอสส์ และเหล่าคนเถื่อนคนอื่นๆ มากกว่าที่ข้าได้บอกเล่าไปแล้วล่ะก็ ลองหาอ่านเอาเต็มๆ จากหนังสือที่แม่แม็ตตี้ในวัยชราแกเล่าไว้ก็แล้วกัน นายชาร์ลส์ ปอร์ติส เขาบันทึกไว้เสียอย่างละเอียดลออ และมีคนแปลเป็นภาษาไทยไว้แล้วอย่างฉกาจฉกรรจ์ ใช้ความพยายามสักหน่อยก็หาอ่านได้ไม่ยากหรอก

เห็นจะต้องจบเสียทีละ

.......................................................................

อารยชนคนเถื่อน (True Grit)
ชาร์ลส์ ปอร์ติส : เขียน
แดนอรัญ แสงทอง : แปล
พิมพ์ครั้งที่ 2 : สำนักพิมพ์สามัญชน  


วันศุกร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2553

แฟ้มภาพ แดนอรัญ แสงทอง ในงานแสดงนิทรรศการรางวัลศิลปาธร ประจำปี 2553

ระหว่างวันที่ 30 ก.ค. – 10 ส.ค.53 ณ หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ  ถ.ราชดำเนินกลาง เขตพระนคร กรุงเทพ



เพราะรู้มาว่าทางผู้จัดจะนำผลงานของแดนอรัญ แสงทองที่ได้รับการแปลจากต่างประเทศทั้งหมดมาร่วมจัดแสดงในงานนี้ด้วย

ในฐานะแฟนคลับที่จัดทำบล็อกแดนอรัญ ขอขอบคุณ คุณเวียง-วชิระ บัวสนธ์ ผู้เป็นเจ้าของหนังสือสุดหายากเหล่านี้ไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะครับ ที่ทำให้ผมและคนอื่นๆ ได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด  


นอกจากประทับใจกับหนังสือทั้งฉบับภาษาไทยและภาษาต่างประเทศแล้ว สิ่งที่ชอบเป็นพิเศษอีกคือหนังสือที่ระลึก (เล่มโต), สมุดโน๊ต และสูจิบัตร (ขนาดยาว) ซึ่งล้วนจัดพิมพ์อย่างประณีตบรรจงเหมาะแก่การเก็บสะสมอย่างยิ่ง



ส่วนรายชื่อศิลปินที่ได้รับรางวัลศิลปาธรปี 53 มีดังนี้ครับ 

สาขาทัศนศิลป์ นายนาวิน ลาวัลย์ชัยกุล
สาขาวรรณศิลป์ นายเสน่ห์ สังข์สุข
สาขาดนตรี นายชัยยุทธ โตสง่า
สาขาศิลปะการแสดง นายนิกร แซ่ตั้ง
สาขาภาพยนตร์ นายอาทิตย์ อัสสรัตน์
สาขาสถาปัตยกรรม นางสาวปฐมา หรุ่นรักวิทย์
สาขามัณฑนศิลป์ นายวิฑูรย์ คุณาลังการ
สาขาเรขศิลป์ นายประชา สุวีรานนท์
สาขาการออกแบบ นายวศินบุรี สุพานิชวรภาชน์


ที่มาที่ไป : สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยเล็งเห็นความสำคัญที่ต้องส่งเสริมสนับสนุนศิลปินรุ่นกลางให้ก้าวไปในเส้นทางสายอาชีพได้อย่างมั่นคงและมีกำลังใจในการสร้างสรรค์งานได้อย่างอิสระ จึงได้จัดให้มีการยกย่องให้รางวัลกับศิลปินร่วมสมัยขึ้น ในฐานะเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งศิลปะภายใต้รางวัลที่ชื่อว่า “ศิลปาธร” ซึ่งมาจากคำว่า ศิลปะ + ธร (ธร ที่แปลว่าผู้รักษาไว้, ผู้ทรงไว้)

สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ได้จัดทำโครงการสรรหาศิลปินร่วมสมัยดีเด่นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งในช่วงปี พ.ศ.2547-2550 ได้มีการจัดสรรรางวัล 5 สาขา คือ สาขาทัศนศิลป์ วรรณศิลป์ ดนตรี ศิลปะการแสดง และภาพยนตร์  

ในปี พ.ศ.2551- 2552 ได้เพิ่มอีก 1 สาขา คือการออกแบบเชิงสร้างสรรค์ รวมเป็น 6 สาขา  
และในปี 2553 “ศิลปาธร” ครั้งที่ 7 ได้เพิ่มอีก 3 สาขา คือ สถาปัตยกรรม มัณฑนศิลป์ และเรขศิลป์ รวมเป็น 9 สาขา  


ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้ศิลปินศิลปาธรที่ทุ่มเทชีวิตจิตใจในการสร้างสรรค์งานศิลปะในสาขาต่างๆ มีกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณภาพให้ออกสู่สังคมกันอย่างต่อเนื่อง โดยมีการพัฒนากระบวนการสร้างสรรค์อย่างไม่หยุดนิ่ง อันเป็นประโยชน์ต่อวงการศิลปะของชาติต่อไป


วันพุธที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2553

เตรียมพบกับ อนุสาสนีปาฏิหาริย์ เร็วๆ นี้

อนุสาสนีปาฏิหาริย์ (วิมุตติคีตาหมายเลขหนึ่ง)

แดนอรัญ แสงทอง บรรจงเขียน

สำนักพิมพ์คนสรวล บรรจงพิมพ์



“…ในบรรดานกตีรทัสสีทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นนกตีรทัสสีที่เลิศล้ำที่สุดเพราะพระองค์ได้ทรงบอกกล่าวถึงวิธีการข้ามโอฆสงสารไว้เป็นอเนกปริยาย ทรงบอกกล่าวโดยพิสดารถึงกระแสน้ำ กระแสลม ห้วงวังวน มัจฉาร้าย เกาะแก่ง อสูรแห่งห้วงสมุทร และทรงย้ำเตือนเสมอว่าการบรรลุถึงฝั่งให้จงได้เท่านั้น คือจุดมุ่งหมายหลักของชาวเรือ…”

อนุสาสนีปาฏิหาริย์ (วิมุตติคีตาหมายเลขหนึ่ง) คือผลงานเขียนชิ้นสำคัญอีกครั้งของ แดนอรัญ แสงทอง นักเขียนรางวัลศิลปาธรคนล่าสุด (๒๕๕๓) เป็นการหักเหเข้าสู่โลกุตตรศิลป์ครั้งแรกสุดของเขา ผู้อ่านที่เคยติดตามผลงานของแดนอรัญมาก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็น ผู้ถูกกระทำ (๒๕๒๘), ยามพราก (๒๕๓๔), เงาสีขาว (๒๕๓๖), อสรพิษ (๒๕๔๕), เจ้าการะเกด (๒๕๔๖), ดวงตาที่สาม (๒๕๔๙), มาตานุสติ (๒๕๔๙), ตำนานเสาไห้ (๒๕๕๒), แมวผี (๒๕๕๓) จะต้องแปลกประหลาดใจแน่นอนเมื่อได้อ่านผลงานชิ้นสำคัญนี้

อนุสาสนีปาฏิหาริย์ (วิมุตติคีตาหมายเลขหนึ่ง) เคยตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร สานแสงอรุณ ปีที่ ๑๓ ฉบับที่ ๒ มีนาคม-เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๒ ที่มี ทวีศักดิ์ แก้วเข้ม เป็นบรรณาธิการ และกำลังจะจัดพิมพ์เป็นเล่มโดยสำนักพิมพ์คนสรวล (laughing gardener book house) เร็วๆ นี้ 

อนุสาสนีปาฏิหาริย์ (วิมุตติคีตาหมายเลขหนึ่ง) ใช้ฉากในสมัยพุทธกาล บอกเล่าเรื่องราวของวาสวเนสินหนุ่ม ผู้เที่ยวเสาะแสวงหาความหลุดพ้นด้วยสารพัดวิถี แต่กลับพบเพียงความหมายอันจอมปลอม กระทั่งวันหนึ่ง… วาสวเนสินหนุ่มจึงได้พบวิถีแห่งความหลุดพ้นที่แท้จริง แดนอรัญ แสงทอง ยังคงใช้ภาษาเขียนที่ประณีตบรรจงเช่นเดิม เรื่องราวที่อวลด้วยกระแสธรรมในรูปลักษณ์วรรณกรรม รูปประโยคซ้ำๆ อย่างตั้งใจ อาจทำให้ผู้อ่านดิ่งลึกลงในภวังค์ของสมาธิอย่างไม่รู้ตัว และบางทีอาจประสบภาวะสงบสงัดสักชั่วขณะหนึ่งของดวงจิตที่กำลังเสาะแสวงหาหนทางแห่งความหลุดพ้นที่แท้จริง ดุจเดียวกับวาสวเนสินหนุ่มก็เป็นได้

วาสวเนสินระลึกได้เลือนๆ รางๆ ถึงคำพรรณนาในตำรามหาปุริสลักษณะ ซึ่งเขาเล่าท่องได้เจนใจมาตั้งแต่เขายังอยู่ในวัยหนุ่ม เขาเพ่งมองสมณะรูปงามนั้นด้วยสายตาของสัตว์ที่ถูกกักขังจ้องมองดูผู้ที่จะมาปลดปล่อยตน เขาฉงนฉงายด้วยซ้ำไป ว่าผู้ปลดปล่อยเขานั้น จะใช้วิธีการกับเขาเยี่ยงไร จะกล่าววาจากับเขาด้วยถ้อยคำเช่นใด และด้วยอาการอย่างใด

..................................................................................
หมายเหตุ: สอบรายละเอียดเพิ่มเติมที่ konsuan12@yahoo.com

วันพฤหัสบดีที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ความหมายที่แท้จริงของศิลปิน : แดนอรัญ แสงทอง


จาก หนังสือที่ระลึก รางวัลศิลปาธร 2553 (Silpathorn Awards 2010) (บางส่วน) 

คน “ชั้นแนวหน้า” คนผู้มีความคิดก่อ คิดสร้างสิ่งใหม่สิ่งแปลกไปเรื่อยๆ ก่อนคนอื่น ให้เป็นของยาก ของแรง ของจัด ของยังไม่ถึงยุคถึงสมัย มันยังไกลเวลาอยู่ มันยังไม่จำเป็น มันยังไม่ใช่ของสมเหมาะสมควร ให้ออกมาก่อนคนอื่น โดยผู้คิดนั้น เขาหลงตนเอง ว่าเป็น “นักคิด – นักสร้างสรรค์ ” นักนำหน้า แท้จริงนั้น เขาเป็น นักผลิตความเฟ้อ เพราะ เขาสมมุติสิ่งใหม่ เขาบัญญัติตัวตนอันใหม่ขึ้น ประเดประดังมาให้แก่โลกอีก ให้โลกหลง ให้คนในโลกเพิ่มบัญญัติมาก สมมุติเข้าไปอีก ไม่ว่าจะเป็น “ศิลปิน” แขนงใดก็ตาม จิตรกร ปฏิมากร สถาปัตยกร มัณฑนากร วิภูสนัฏฐานกร กวีกร คีตกร วาทิตกร นาฏกร หรือ นัจจกร ฯลฯ  

ถ้าการคิดสร้าง การประดิษฐ์ใหม่นั้นเน้นไปในทางฟุ้งเฟ้อ สุรุ่ยสุร่าย เปลืองเปล่า เลื่อนลอย ไร้ประโยชน์ ไม่รับใช้เศรษฐกิจปัจจุบัน แต่มากเกินไปด้วย สวยงามไพเราะ หอมหวาน ซาบซ่านใจแบบวัตถุธรรมชัดๆ ก็ดี (กามตัณหา) หรือ เพลิดเพลินใจอยู่ด้วยการเสี่ยงทาย การเดา การคิด การมี แต่ “อัตภาพ” ที่ตนสร้างตนสมมุติยึดไว้แบบอรูปธรรม ก็ดี (ภวตัณหา) ก็เป็นเพียงอารมณ์ประโลม เป็นเพียงปฏิกิริยา ซึ่งไม่ใช่สารัตถะแท้ แถมจะห่างสารัตถะแท้ของประโยชน์ ที่เป็นไปเพื่อความตั้งอยู่แห่งชีวิตจริงๆ มากขึ้นๆ ด้วย “ศิลปิน” นั้นๆ ก็คือ ผู้ทับถมโลกด้วย การก่อ การสร้าง การจูงดึง การโน้มน้าวที่เตลิดเพริศ (กัมมรตา = การงานอันเป็นกิเลส) คือ ผู้มอมเมาปวงชนให้หนักยิ่งขึ้นด้วย “ศิลปะ” ของผู้นั้นเอง ศิลปินผู้นี้ จึงเป็นผู้ลดค่าสัจธรรมในโลก เป็น “นักทำลายเศรษฐกิจ” คนสำคัญที่รู้กันได้ยากอยู่จริงๆ 

หมายเหตุ : คัดจากหนังสือ “ทางเอก” ของท่านพุทธทาสภิกขุ