บล็อกนี้ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องจาก แดนอรัญ แสงทอง

วันอังคารที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

เชิญชวนทุกท่านชมผลงานศิลปะ วิรุณ ตั้งเจริญ

ณ ศูนย์ศิลปกรรมแห่งประเทศไทย “สวูนนิเพล็กซ์” มหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฒ 
งานมีแสดงตั้งแต่วันที่ 4 ก.พ. - 22 พ.ค. 54 เปิดให้เข้าชม
ตั้งแต่เวลา 11.00 น. – 19.00 น. (อังคาร - อาทิตย์) 

วิรุณ ตั้งเจริญ เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในบทบาทของครู นักวิชาการศิลปะ นักการศึกษา นักบริหาร นักเขียน และผู้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะ

ซึ่งบทบาทหน้าที่ข้างต้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งในชีวิตการทำงานเท่านั้น ประโยคที่มักได้ยินอยู่เสมอ คือ “ผมไม่ได้เป็นศิลปิน แต่ผมเป็นครูสอนศิลปะ” คำว่า “ครู” เป็นคำสั้นๆ หากแต่มีความหมายที่ลึกซึ้งยากที่จะหาคำพูดใดมาอรรถาธิบาย หรือกล่าวสรุปความหมายของคำนี้ให้สมบูรณ์ได้ในประโยคเดียว ครั้งนี้ครูสอนศิลปะอย่างวิรุณจะปฏิบัติหน้าที่ของครู ไม่เพียงเพื่อศิษย์ของเขาเท่านั้น หากแต่ยังเผื่อแผ่ประสบการณ์ของตนออกไปสู่สังคม เพื่อให้ผู้สนใจได้ร่วมเรียนรู้ และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ไปพร้อมกัน

ในโลกที่เต็มไปด้วยมายาภาพ เราสามารถจะเรียนรู้ถึงคุณค่าของบุคคลหนึ่งได้จากสิ่งใด ฐานะ ตำแหน่ง บทบาทหน้า พฤติกรรมการแสดงออก หรือผลงาน มีคำกล่าวที่ว่า “ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน” อาจเป็นคำตอบได้ในเบื้องต้น แล้วงานประเภทใดเล่าที่เป็นเครื่องชี้วัดคุณค่าความเป็นตัวตนของวิรุณ เมื่อพิจารณาไปที่บทบาทของความเป็นครู เขากล่าวว่า “เราต้องสร้างคน ศิลปะเก่งไม่ยาก เก่งวิทยาศาสตร์ไม่ยาก แต่สิ่งสำคัญที่สุด คือ เราจะสร้างคนให้มีคุณภาพ มีศักยภาพได้อย่างไร” เจตจำนงในการผลิตคนคุณภาพสามารถสะท้อนให้เห็นถึงสำนึกรับผิดชอบในหน้าที่ครู รวมทั้งรับผิดชอบต่อบุคคลทั่วไปในสังคม และประเทศชาติ หากวงปีของต้นไม้สามารถบ่งชี้ถึงการเจริญเติบโตของเนื้อไม่ได้ ผลงานที่ปรากฎเป็นจำนวนมากของวิรุณในบทบาทครูที่สร้างศิษย์ ผลิตตำรา ค้นคว้างานวิจัย ตลอดจนผลงานอื่นๆ ย่อมแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการ ศักยภาพ ความมุ่งมั่น และประสบการณ์ผ่านร้อนหนาว

เปรียบเสมือนต้นไม้ที่ยืนลำต้นแข็งแกร่งเจริญเติบโตเพื่อให้ร่มเงา ให้ความชุ่มชื้น แตกหน่อออกผล และสร้างเมล็ดพันธุ์ที่ดีต่อไปในอนาคต เมื่อพิจารณาไปที่ผลงานศิลปะ ซึ่งถือเป็นอีกแง่มุนการทำงานหนึ่งที่ยังคงกระทำอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ด้วยเจตคติที่เชื่อมั่นในเสรีภาพทั้งในทางความคิดและในทางปฏิบัติส่งผลทำให้ผลงานมีความหลากหลาย ไม่จำกัดอยู่เพียงกรรมวิธีใดกรรมวิธีหนึ่ง หรือรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง สะท้อนให้เห็นว่าเป็นผู้พร้อมที่จะรับและถ่ายทอดความคิดเหล่านั้นตามวิถีของเสรีชน


หมายเหตุ : คัดลอก (บางส่วน) จากคำนิยมโดย คุณปวีณา เอื้อน้อมจิตต์กุล  ในหนังสือ ABSTRACT APPLIED ATTITUDE  
ทางผู้จัดทำบล็อกขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูง มา ณ โอกาสนี้




อสรพิษ เดอะมูวี่


ใกล้ความจริงทุกขณะ อีกไม่นานเกินรอ อสรพิษ ฉบับภาพยนตร์ก็จะออกสู่สายตาผู้ชม
อ่านบทสัมภาษณ์โดยทินพัฒน์ บัญญัติปิยพจน์ ที่ตามสัมภาษณ์ผู้กำกับ ทีมงาน 
รวมทั้งแดนอรัญ แสงทอง ได้ที่เว็บกรุงเทพธุรกิจนี้ครับ
http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/life-style/read-write/20110117/372019/อสรพิษ-พลังที่รุนแรง-ทิ่มแทงหัวใจ.html

วันอังคารที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2554

True Grit พลิกโผเป็นทั้งหนังตัวเต็งรางวัลออสการ์และขึ้นอันดับ 1 หนังทำเงินฮอลลีวู้ด


พี่น้อง Coen นำหนังคาวบอยกลับมาสู่ความยิ่งใหญ่ด้วย True Grit งานประพันธ์ของ Charles Portiss (สำนวนแปลโดย แดนอรัญ แสงทอง ในนาม “อารยชนคนเถื่อน”, สนพ. สามัญชน)

True Grit หนังนำแสดงโดยดาราออสการ์ เจมส์ บริดเจส (ผลงานล่าสุดคือ Crazy Heart, Iron Man และ Tron Legacy) ทำเซอร์ไพรส์รับ 15 ล้านเหรียญจากจำนวน 3, 124 โรง แซงโค้งหนังบล็อกบัสเตอร์หลายเรื่องอย่างหนัง นิโคลาส เคจ - Season of the Witch รวมทั้งหนังตัวเต็งของ โรเบิร์ต เดอ นีโร / เบน สติลเลอร์ / โอเว่น วิลสัน เรื่อง Little Fockers และหนังภาคต่อ Tron Legacy 

ความสำเร็จของ True Grit เป็นการพิสูจน์ว่าวงการหนังยังสามารถดึงผู้ชมรุ่นใหญ่ได้และไม่จำเป็นต้องตกอยู่ใต้อำนาจกลุ่มคนดูหนังวัยรุ่นแต่เพียงเท่านั้น 

True Grit เคยสร้างเป็นหนังมาแล้ว นำแสดงโดย จอห์น เวย์น แต่หนังฉบับนั้นเล่าเรื่องโดยผ่านตัวละครของไอ้ตาเดียว ค็อคเบิร์น (จอห์น เวย์น) เป็นหลัก ซึ่งต่างจากหนังในฉบับของพี่น้องตระกูลโคเอน ที่ยึดถือการเล่าเรื่องเดิมจากตัวละครเด็กผู้หญิงของนิยายต้นฉบับ ผนวกกับอารมณ์ขันร้าย ๆ ตามสไตล์พี่น้องโคเอน

โจเอล และ อีแธน 2 พี่น้องตระกูลโคเอน (Coen Brothers) เคยสร้างผลงานลือลั่นทั้งบนเวทีออสการ์และรางวัลเมืองคานส์มาแล้วหลายครั้ง ด้วยผลงานอย่าง Fargo, No Country for Old Men, Barton Fink, The Man Who Wasn’t There, A Serious Man, Burn After Reading, The Ladykillers และ Blood Simple (เรื่องนี้ จางอี้โหมว นำมาสร้างใหม่เป็น A Woman, a Gun and a Noodle Shop)

วันเสาร์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ผู้ถูกกระทำ


คำนำโดย คุณวิรุณ ตั้งเจริญ

ทางผู้จัดทำบล็อกขอขอบคุณ 
ศ.ดร. วิรุณ ตั้งเจริญ : อธิการบดี มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 
ที่ให้ความอนุเคราะห์บทความชิ้นนี้


*********************************************************
อ่านคำนำนี้ในหนังสือ “ผู้ถูกกระทำ” รวมงานเขียนขนาดสั้นของแดนอรัญ แสงทอง (นามปากกาขณะนั้น “มายา”) แล้ว อดไม่ได้ที่จะขอนำลงบล็อกแห่งนี้ เพราะเห็นว่าคำนำนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งที่บ่งชี้ให้เห็นว่าคุณแดนอรัญ เมื่อ 25 ปีก่อนโน้นเป็นคนอย่างไร... ความรักต่องานวรรณกรรมของเขาจะเข้มข้นแค่ไหน   เชิญอ่านได้ตามอัธยาศรัยครับ
********************************************************************************

ผมเขียนถึงมายา

ราวเดือนกันยายน 2521 เมื่อผมกลับจากต่างประเทศได้ไม่กี่วัน ก็กลับไปนั่งทำงานที่ภาควิชาศิลปะและวัฒนธรรม (มศว.ประสานมิตร) ผมนั่งทำงานอยู่ห้องเดียวกับท่านอาจารย์อารี สุทธิพันธุ์ วันนั้นมีนิสิตหนุ่มไปนั่งคุยอยู่กับอาจารย์อารี ชายคนหนุ่มนั้นร่างผอม โทรมผมยาว และดูเหมือนจะมีหนวดคราด้วย ผมเพียงแต่นึกในใจว่า “ไอ้หมอนี่แปลกดี... น่าสนใจ”

สักครู่... เสียงอาจารย์อารีบอกว่า... “นี่ไง อาจารย์วิรุณ ตั้งเจริญ” พร้อมกับบุ้ยใบ้มาทางผม ไอ้เจ้าหนุ่มคนนั้นหันมายกมือไหว้ พร้อมกับพูดทำนองว่ารู้จักชื่อเสียงเรียงนามของผม... “ เจ้าหมอคนนี้มีดวงตาครุ่นคิดดีทีเดียว” ผมได้แต่นึกในใจ

แล้วผมก็รู้จักเขา
และต่อมาเขาก็คือ “มายา”
ตลอดเวลาที่เขาเป็นนิสิต ผมมีโอกาสพูดคุยกับมายาบ่อยครั้งมาก มายาขึ้นมาคุยกับผมบ้าง เราคุยกันตามโคนต้นสนบ้าง

โดยบุคคิลของมายาแล้ว เขาเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตนและขี้เกรงใจคนตัวฉกาจ ประเภทขี้เกรงใจจนทำให้โลกวุ่นวายสับสนได้ทีเดียว มายาต่างไปจากนิสิตส่วนใหญ่มากต่อมาก เขาเป็นคนช่างคิดสมกับแววตา แต่เป็นนักแสวงหาอย่างมากมายตัดกับบุคคิลซึมๆ ของเขาเอง

มายาเป็นเด็กหนุ่มที่แสวงหาความคิด สนใจวรรณกรรมต่างประเทศและไทย สนใจงานกวี และสนใจศิลปกรรม... เราก็เลยคุยกันได้ไม่รู้หมดสิ้น

ผมเองทึ่งในความสนใจและความรู้ในทางวรรณกรรมต่างประเทศของเขามาก... มายาเป็นหนอนหนังสือตัวที่คมคายทีเดียว

ผมได้แต่บอกตนเองว่า... “รูปแบบของนิสิตเช่นนี้กระมังที่ผมต้องการตลอดชีวิตการเป็นครูของผม... โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็นนักแสวงหา”

ในช่วงแรกๆ ของการรู้จักนั้น ผมรู้สึกว่าเขามีอะไรที่ดูลึกลับอยู่บ้าง มีความกดดันอยู่บ้าง... ผมรู้สึกเหมือนกับว่าเขาหันไปยึดเหนี่ยวอะไรที่เลื่อนลอยสักอย่างตามประสาคนหนุ่มสาวหรือตามประสามนุษย์ที่พยายามค้นหาสิ่งยึดเหนี่ยวไม่มากก็น้อย

แต่ผมก็มั่นใจว่า... คนมีความคิดย่อมโง่ยาก
บ่อยครั้งที่มายาอ่านหนังสือ แล้วนำมาเล่าถ่ายทอดสู่กันฟังอย่างได้ความรู้สึกมาก เขามีแง่มุมความซาบซึ้งและแง่มุมความคิดอย่างได้อารมณ์สะใจ เขาจะเล่าด้วยลีลาและแววตาที่ตื่นเต้น เหมือนเด็กที่ตื่นเต้นและเมามันกับของเล่นชิ้นใหม่

เมื่อเขาคิดและมีอารมณ์กับความคิด เขาจะแสดงออกอย่างตรงๆ ดิบๆ และบริสุทธิ์ใจ หลายครั้งผมเห็นสีหน้าเขาจริงจังเหลือเกิน มือสั่น หรือน้ำตาคลอหน่วย... อารมณ์ศิลปินเช่นนี้คงมีใครไม่กี่คนบนแผ่นดินนี้ที่จะเข้าใจเขาอย่างจริงๆ 

หลังจากมายาจบการศึกษาแล้ว เขายังคงอยู่หอพักเดิมด้านหลังมหาลัย ซุ่มเขียนหนังสือและแปลหนังสืออยู่เงียบเชียบ งานเขียนของเขาเริ่มได้รับรางวัลหลายต่อหลายรางวัล งานแปลเริ่มได้รับการตีพิมพ์... ใครต่อใครก็เริ่มจับตาดูมายา ชายหนุ่มผู้มีหน่วยก้านทางถนนวรรณกรรมผู้นี้

พร้อมกันนั้นผมก็เชื่อว่า นิสิตรุ่นหลังๆ และอาจารย์ประเภทเพียงเกิดมาเพื่อสอนหนังสือในมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร คงจะเฝ้าสงสัยว่า... ชายหนุ่มผมยาวหนวดเครารุงรัง (บางคนบอกว่าหน้าเหมือนยีซัส ไครสท์) แต่งเนื้อแต่งตัวตามสบายคนนี้... มันเป็นใครกันหวา... งานการไม่ทำ วนเวียนไปวนเวียนมา แล้วก็นั่งซึมๆ อยู่หน้าภาควิชาศิลปะฯ... ไม่บ้าก็เมา (อันนี้น่าจะเป็นผมว่า)

มายา เคยไปทำงานกับฝรั่งอยู่ต่างจังหวัดระยะหนึ่ง เงินเดือนก็ประมาณข้าราชการ ซี 11 แล้วมายาก็เลิกลาเอาเสียดื้อๆ ด้วยคำตอบทำนองว่า...

“ผมกำลังสูญเสีย”
ผมได้แต่คิดว่า มายามีความมุ่งมั่นต่องานวรรณกรรมมากมายถึงอย่างนี้เชียวหรือ และเคยพูดกับพรรคพวกหลายคนว่า... คนอย่างนี้เป็นหนึ่งในอีกหลายคนที่พร้อมจะอุทิศตัวเพื่องานสร้างสรรค์ รัฐบาลมันน่าฉลาด (มีคำว่า “มัน” ด้วย) และพร้อมที่จะอุปการะมนุษย์ประเภทนี้บ้าง

จนถึงวันนี้ชื่อ “มายา” เริ่มเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในวงวรรณกรรม

ผมเองเติบโตมาในวงการสร้างสรรค์ ย่อมชื่นชมกับคลื่นลูกหลังที่รักการสร้างสรรค์ และชื่นชมเป็นพิเศษกับคนทำงานสร้างสรรค์ผู้ยิ่งใหญ่ที่มีสมองและอ่อนน้อมถ่อมตน ตีนติดดิน ผมอาจจะเชื่อสุภาษิตจีนที่ว่า “รวงข้าวที่มีเมล็ดเต็มเต่งย่อมโน้มลงสู่ดิน แต่รวงข้าวที่มีเมล็ดลีบ ย่อมชูรวงสู่เบื้องบน” มากเกินไปก็ได้

และเมื่อผมเองใกล้ชิดกับมายา ก็อดจะชื่นชมใน “ความเป็นมายา” ไม่ได้ ตามความพึงพอใจของปุถุชน

ใครจะว่าอย่างไร
ผมก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร... เพราะผมรู้สึกเช่นนี้
พร้อมกันนั้น ก็มั่นใจว่า มายาคือความหวังอีกคนหนึ่งในอนาคต

สำหรับงานของมายา โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานแปลเช่น “คนสวน – The Gardener” ของรพินทรนาถ ฐากุรที่โด่งดัง มายากล้าหาญจับงานนิพนธ์ของปราชญ์อินเดียผู้ยิ่งใหญ่ เขาแปลได้งดงามไม่น้อยเลย ไม่สูญเสียความงดงามของภาษาและสาระทางความคิดที่สัมผัสกับชีวิต

หรือ “แพลทเทอโร – Platero and I ” ของ ฮวน รามอน จีมิเนซ กวีชาวสเปนนักเขียนรางวัลโนเบลในปี 1956 มายากล้าหาญอีกตามเคย เขาทำงานได้ดีไม่น้อยเช่นกัน แม้จะไม่ครบทั้งหมด งานแปลชิ้นนี้ มีความสมถะและมีความเป็นธรรมชาติ จนได้ความรู้สึกว่าถ้าใจไม่สงัดหรือใจไม่เป็นเอกภาพกับธรรมชาติแล้ว ก็ให้รอไว้ก่อนจนกว่าจะพร้อม... แล้วค่อยอ่าน “แพลทเทอโร”

รวมทั้งงาน “เมตามอร์โฟสิส- Metamorphosis” ของ ฟรานซ์ คาฟก้า นักเขียนยักษ์ใหญ่ชาวเยอรมันและงานแปลอีกหลายเล่มของเขา

งานแปลของมายาล้วนแสดงความกล้าหาญที่จะเลือกบทประพันธ์ของนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ของโลก แสดงความตั้งใจที่จะเลือกเสนอผลงานที่สมบูรณ์ด้วยคุณค่าไม่ใช่งาน “เบสท์ เซลเลอร์” เพียงชั่ววูบ แต่ได้เงินคุ้มค่า (แปล)

สำหรับงานแปลแล้ว ผมไม่เชื่อมั่นเพียงผู้แปลที่มีความสามารถทางภาษาเท่านั้น แต่ผมจะเชื่อมั่นในผู้แปลที่มีความสามารถทางภาษา มีความสามารถทางวรรณกรรมและมีรสนิยมทางวรรณกรรมด้วย

“มายา” จะเป็นเช่นนั้นหรือไม่
ท่านและกาลเวลาจะเป็นผู้พิสูจน์
สำหรับงานเขียนของมายา รวมเรื่องสั้นและความเรียงชุดนี้ได้ท้าทายให้ท่านพิสูจน์คุณภาพหลายแง่หลายมุม มีทั้งงานที่เคยตีพิมพ์แล้วและยังไม่ตีพิมพ์ มีทั้งงานที่ได้รับรางวัลและไม่ได้รับรางวัล

ในความหลากหลายนั้น งานเขียนของมายามีธรรมชาติที่โดดเด่นอยู่อย่างหนึ่งคือ... การบรรยายความคิดที่ซับซ้อนเก็บกดอยู่ภายใต้อารมณ์และความจริงใจ

เช่น “ชีวิตและความหิวโหยที่เขาเคยมี” ซึ่งดูเหมือนจะเป็นโครงเรื่องที่ใกล้ตัว ช่วงเวลาดำเนินเรื่องสั้นๆ แต่บรรยายได้หลายสิบหน้า เป็นการบรรยายความรู้สึกดิบๆ เหมือนภาพเขียนสีดิบๆ ที่ดูจริงใจ

“ทุกข์ กังวล และรำพึงรำพันของความตาย” มายาดึงเอาความตายมาบรรยายเรียกร้องอย่างประชดประชัน ด้วยเจตนาที่ต่อต้านความตายและต่อต้านสงคราม

“ยามพราก” มายาบรรยายถึงความรักและการจากพราก สอดประสานกับดอกไม้ใบหญ้า ดวงดาว ท้องฟ้า ได้กินใจ และก็หนีไม่พ้นความเจ็บปวดที่สะท้อนมิอะไรหลายอย่างเข้าไว้

“ทุ่งร้าง” เป็นภาพจากท้องทุ่งที่บรรยายได้เห็นภาพและกลิ่นไอ เขาจับ “ทราย – เจ้าวัวง่อย” มาเป็นตัวเอกได้อย่างเห็นเนื้อเห็นหนัง ทำให้นึกถึงบรรทัด... “คนกับควายความหมายมันลึกล้ำ” ของวงคาราวาน... “ชายชราบอกตัวเองว่า วันนี้จะยังไม่นวดข้าวก่อน ทรายอยู่กับแกมานานเหลือเกิน แกรู้สึกราวกับว่า ความตายของทราย เป็นความตายของลูกหลานหรือญาติมิตรของแก... อย่างไรก็ดีร่างของทรายก็ถูกชำแหละ และเนื้อก็ถูกแจกจ่ายไปยังกระท่อมข้างเคียง โดยที่สองตายายไม่ได้แตะต้องเลย เวลานี้ร่างของทรายเหลือเพียงกะโหลกเท่านั้นที่ยังตกเป็นสมบัติของสองตายาย”

และอีกหลายต่อหลายเรื่องที่ท่านต้องอ่าน มิใช่อ่านเพียงเพราะมันคือเรื่องสั้นหรือ บทละคร แต่เพราะมันคือผลงานของ “มายา” ที่ควรได้รับการศึกษาและติดตาม... แล้ววันหนึ่งท่านจะมีคำตอบให้ตัวท่านเอง

วิรุณ ตั้งเจริญ
20 สิงหาคม 2527
(3 วันก่อนเดินทางไกล)
ภาควิชาศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร

......................................................................

หมายเหตุ : ขอบคุณ คุณโดม วุฒิชัย สำหรับภาพประกอบ (หายาก) ครับ

วันพฤหัสบดีที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

แดนอรัญ แสงทอง ปีศาจผู้ชัดถ้อยชัดคำ


เงาสีขาว

บทความวิจารณ์แนะนำ โดย bookgarden 

http://www.blogazine.in.th/blogs/bookgarden/post/1549



ปกติฉันไม่นอนดึกหากไม่จำเป็น และหากจำเป็นก็เนื่องมาจากหนังสือบางเล่มที่อ่านค้างอยู่ 

มันเป็นเวรกรรมอย่างหนึ่งที่ดุนหลังฉันให้หยิบ เงาสีขาว ขึ้นมาอ่าน เวรกรรมแท้ ๆ เชียว เราไม่น่าพบกันอีกเลย คุณแดนอรัญ แสงทอง ฉันควรรู้จักเขาจาก เรื่องสั้นขนาดยาวนาม อสรพิษ และ นวนิยายสุดโรแมนติกในนามของ เจ้าการะเกด เท่านั้น แต่กับเงาสีขาว มันทำให้ซาบซึ้งว่า กระบือย่อมเป็นกระบืออยู่วันยังค่ำ (เขาชอบประโยคนี้นะ เพราะมันปรากฏอยู่ในหนังสือของเขาตั้งหลายครั้ง) ต่อให้กระบือตัวนั้นจะท่องสูตรคูณแม่ 137 ได้แม่นยำปานใดก็ตาม

หกทุ่มตรงเผงนั่นเองที่ฉันปิดเงาสีขาววางไว้บนโต๊ะ วางอย่างที่หนังสือเล่มหนากว่าแปดร้อยหน้าควรจะถูกวาง วางอย่างไม่อยากตอแยกับมันอีก 

อันที่จริงฉันนึกอยากขอโทษมันอยู่หรอกนะ โทษฐานที่เคยเขวี้ยงมันกระเด็นกระดอนอย่างสะใจไปสองครั้งเมื่อตอนที่ยังอ่านมันไม่จบ อยากขอโทษในฐานที่เคยเหยียบมันทั้งอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ และเหยียบมันด้วยเต็มแรง บางทีอาจถึงขั้นกระทืบด้วยหลายครั้งเมื่อที่ฉันยังอ่านมันไม่จบเล่มเหมือนอย่างในคืนนี้

มาคิดอีกที ก็สาสมแล้วที่ฉันไม่เอ่ยปากขอโทษมัน ทั้งที่ตามมารยาทฉันควรทำอย่างยิ่ง ที่หมิ่นหยามมันได้เพียงนั้น เพราะชั่วชีวิตฉันไม่เคยกระทำการอันป่าเถื่อน ไร้อารยธรรมกับหนังสือเล่มใดมาก่อน อย่างร้ายสุดก็แค่ฉีกมันเป็นเศษกระดาษ อย่างร้ายกว่านิดก็จัดการฉีกและเผามันทิ้งซะ แต่ฉันไม่เคยเขวี้ยงมันเลย และไม่เคยเหยียบมันจนเต็มฝ่าเท้าเหมือนอย่างที่ทำกับเงาสีขาว 

มาคิดอีกทีก็สาสมแล้วล่ะ เพราะมันเป็นหนังสือที่ผ่านการพิสูจน์อักษรอย่างประมาท และแทนที่จะระบุจังหวัดอันเป็นชื่อสถานที่ของเหตุการณ์ในเรื่องอย่างที่มันสมควรจะเป็นอย่างท้าทาย มันกลับถมดอกจันเรียงกันไว้ห้าดอก ซึ่งเป็นการกระทำที่ “ซิ่ง” ชะมัดเลย (ไม่รู้อะไรทำให้ฉันนึกถึงคำนี้ขึ้นมา) 

เงาสีขาว เป็นนวนิยายที่มีสมัญญานามในทางโอหังอยู่เยอะ ทั้งชื่นชมบูชา ทั้งวิพากษ์สาดเสียเทเสีย 

ถ้าจะชื่นชมบูชากันอย่างสมเหตุสมผล ฉันเห็นว่าเราควรพูดถึงเรื่องของศิลปะในแง่ที่เป็นสากลเสียทีหนึ่ง และพูดกันอย่างใจกว้างที่สุดด้วย แต่หากมันจะถูกดูหมิ่นประณามหยามเหยียดแล้วล่ะก็ เป็นเพราะเรื่องราวในตัวมันนั่นแหละ 

อย่างที่เคยเตือนว่า มันไม่เหมาะสำหรับผู้ที่เส้นศีลธรรมเปราะบาง ถ้าจะดัดจริตหน่อยฉันอาจพูดว่า ช่างเลวทรามต่ำช้าอะไรเช่นนี้ ไอ้บ้ากาม ไอ้สารเลวสุดขั้ว เลวมาแต่ชาติปางก่อน หรืออะไรทำนองนั้น ไม่ผิดเลย เพราะมันเป็นเช่นนั้นจริง ๆ ซึ่งเราผู้อ่านก็มีอำนาจที่จะวางมันลงกลางคัน ไม่ทนอ่านจนจบแปดร้อยกว่าหน้านั่นหรอก ไม่เช่นนั้นอาจใช้วิธีเดียวกับฉันคือ กระทืบมันทิ้งเสียเลย แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ฉันเปลี่ยนใจกลับมาอ่านมันต่อจนจบคือ วิธีการเขียนของแดนอรัญ ภาษาของเขา และทัศนะที่มีต่อโลก

หาก เงาสีขาว เป็นงานศิลปะ มันก็เป็นงานศิลปะประเภทที่ต้อนให้ผู้เสพต้องจนมุมในสุนทรียรส ดังนั้นเราจะรู้สึกเหมือนถูกอัดยัดทะนานด้วยทัศนะคติเชิงปฏิปักษ์ต่อหลักการทั้งมวล ด้วยพฤติกรรมแบบแอนตี้ฮีโร่ของตัวละคร (ฉัน) สิ่งเดียวที่ประคองอรรถรสของเรื่องราวอันยาวเหยียดล้นหลามคือภาษา เครื่องมืออันแสนวิเศษ แล้วนี่ฉันตกกระไดลัทธิศิลปะเพื่อศิลปะเข้าให้แล้ว 

เราควรกล่าวถึงข้อดีงามของเงาสีขาวได้แล้วล่ะ ไม่ว่าฉันจะชิงชังมันปานใด แต่มันก็มีข้อดีงามอยู่ในตัว ฉันจะขอแยกเป็น 2 ด้าน แรกเลยคือเรื่องของภาษาที่แดนอรัญใช้ในการประพันธ์ ส่วนข้อ 2 เป็นทัศนะเชิงสุนทรียภาพ ซึ่งขอใช้หลักการว่าด้วยความน่าเกลียด ใช้ความน่าเกลียดมาบรรยายคุณลักษณะของสุนทรียภาพ ซึ่งไม่ใช่เป็นในฐานะคู่ปฏิปักษ์ แต่เป็นการระเหิดทางอารมณ์ ประมาณว่าเมื่อความน่าเกลียดถูกทำให้สูงส่งขึ้นเป็นสุนทรียภาพ เป็นปฏิกิริยาทางศิลปะ ซึ่งหัวข้อที่ 2 นี้ ขอยกไปเป็นเอกเทศในตอนหน้าดีกว่า 

เอาล่ะ มาดูเสียทีว่า ภาษาวรรณศิลป์ของแดนอรัญ แสงทอง เป็นอย่างไรบ้าง (อา..เขียนถึงคุณความดีของเงาสีขาวแล้วฉันยังอดคันในหัวใจไม่ได้) 

แดนอรัญเขียนเงาสีขาวอย่างมุ่งหวังเต็มเปี่ยม เขาพยายามเพื่อจะเข้าไปให้ถึง ทะลวงเข้าไปในห้วงลึกล้ำของสภาวะอารมณ์ของมนุษย์ ซึ่งเป็นการกระทำที่หยาบช้าที่สุด เขาหยาบช้า โฉดยิ่งกว่า ดอสโตเยฟสกี้ เสียอีก โชคดีที่ฉันไม่ได้ทำความรู้จักกับวรรณกรรมแนวนี้มากมายนัก จินตนาการของฉันจึงสะดุดลงที่ ดอสโตเยฟสกี้ แดนอรัญเขียนเงาสีขาวด้วยท่าทีราวกับกำลังควักเอาก้นบึ้งหัวใจมนุษย์ออกมาสำแดงต่อหน้าเหล่ามนุษย์ด้วยกันเอง ให้ประจักษ์กันไปเลยว่า แท้จริงแล้ว หัวใจของเรานั้นมีสีแดงสดเพียงไร มีกลิ่นคาวยิ่งกว่าคาวเลือดสัตว์ใดในโลก อ่อนนุ่มหยุ่นเหลวเพียงไรในอุ้งมือของผู้ที่คว้ามันขึ้นมาพิจารณา โดยเขาใช้ภาษาเป็นตัวขับเคลื่อน และภาษาก็มีวิธีการแสดงออกที่จำเพาะ

รูปประโยคที่ใช้ เป็นประโยคความเดียว บางทีเป็นวลี แต่เขานำมาเรียงต่อกันเพื่อพอกพูนความซับซ้อนของความเข้าไป เพื่อยืดเยื้ออารมณ์เอาไว้ เพื่อดึงดูดเราให้ตามดมกลิ่นความบัดซบนั่นต่อไปราวกับทาสที่ไม่ยอมเป็นอิสระเสียที ทีละนิด ทีละนิด ของประโยคเหมือนลมหายใจชั่วขณะ ที่สืบเนื่องเป็นชีวิต เพื่อสอดคล้องกับเอกภาพของเรื่อง เป็นการเขียนถึงเหตุการณ์ที่ซุกซ่อนอยู่ในความทรงจำ ในบาดแผลของชีวิต ในความตาย ในอดีต ในอนาคต ในความฝัน ซึ่งกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป มาจัดเรียงเสียใหม่ให้บรรลุถึงเจตนารมณ์ของเขา เป็นกระบวนท่าของภาษาที่เร้าอารมณ์อย่างร้ายกาจ เป็นการแสดงให้เห็นว่า นักเขียนใช้ภาษาเป็นเครื่องมือแสดงทัศนะของเขาอย่างแท้จริง

และเขามักมีประโยคเด็ด ๆ ที่กระตุกอารมณ์เราตลอดเวลา บ่อยครั้งมันดูถ่อยระยำ บ่อยครั้งก็โคตรจะ โรแมนติก อ่อนหวานปานบทกวี แต่ขณะเดียวกันก็น่าขยะแขยง บางครั้งก็น่าใช้เท้าผลักกระเด็นเพราะมันช่างแดกดันผิดมนุษย์ บ่อยครั้งมันน่าหมั่นไส้จนคันในหัวยิก ๆ ฉันจะยกตัวอย่างประโยคที่แสนสามัญ ไร้พิษสงมาให้อ่านก่อน เพราะเพื่อจะกล่าวถึงความไม่ธรรมดา เราควรกล่าวถึงความธรรมดาก่อน

มันเป็นเพียงประโยคที่ต้องการกระตุ้นผู้อ่านอย่างตื้น ๆ เขาเขียนไว้ในหน้า 80

ฉันไม่อยากมีความสุขมากนัก มีความสุข ๆ ทีไร แล้วอยากจะฆ่าตัวตาย

หากเราจะกล่าวว่าภาษาของเขาบาดลึกอย่างไม่บันยะบันยังแล้วล่ะก็ ฉันประเมินเอาเองว่า การที่นักเขียนสักคนเลือกใช้ภาษาเฉพาะในแบบของเขานั้น นอกจากเพื่อสนองเจตนารมณ์ส่วนบุคคลแล้ว ยังมีเหตุผลที่มาจากบรรยากาศรอบตัวด้วย ยกตัวอย่าง หากบรรยากาศทางวรรณกรรมในยุคของเขานิยมใช้ถ้อยคำสูงส่งอย่างที่เขารู้สึกว่ามันฉาบฉวย เขาก็จะมุทะลุให้ภาษาของตัวเองเป็นอีกอย่างในทางตรงกันข้าม ถือเป็นปฏิกิริยาแบบคู่ปฏิปักษ์อีกอย่างหนึ่ง ดังนั้นแล้ว เรื่องของภาษาจึงไม่ใช่เรื่องเชิงปัจเจกแต่อย่างใด เพราะภาษาก็มีสังคมของมันอยู่ ดังนั้นภาษาจึงพัฒนาไปเรื่อย ๆ ตามวิถีทางของสังคม 

ในเงาสีขาวนี้ก็เช่นกัน 

วิธีการเขียนที่ถือกำเนิดจากความด้านชาของมนุษย์คือการสร้างให้ทุกสิ่งมีชีวิต คือ การมอบชีวิตให้ทุกสิ่งที่ไม่เคยได้ลิ้มรสชาติแห่งชีวิต เราเรียกว่า บุคลาธิษฐาน เพื่อดึงดูดเอาอารมณ์ของผู้อ่านออกมาร่วมกับตัวละครให้ได้มากที่สุด อย่างที่แดนอรัญได้มอบชีวิตให้กับ “ความตาย” นั่นไงล่ะ 

ตอนที่ 2 ความตายมาดูละคร 

เขาสมมุติเกมหนึ่งขึ้นมาว่า ตัวแกกำลังจะตายในบ้านร้างหลังนี้ และเมื่อความตายมาเยือน แกจะสัมภาษณ์มันสักหน่อย (อันนี้เป็นการแดกดันด้วยเลือดเลยทีเดียว เพราะเรามักคุ้นเคยกับคำว่า ผู้มาเยือน เมื่อความตายมาเยือน หรืออะไรก็แล้วแต่ แดนอรัญก็เลยสวาปามนักเขียนที่นิยมใช้คำอย่างมักง่ายไปเสีย) หน้า 123 เขาเขียนไว้ว่า

และที่มันสนใจมากที่สุดก็คือ การพาแกเดินทางไปสู่ดินแดนของมัน แกในฐานะผู้ต้องหา มันในฐานะผู้ทำหน้าที่ควบคุมผู้ต้องหา มันเท่ มันเป็นพระเอก แกไม่เท่ แกเป็นแต่เพียงตัวประกอบกะเลวกะราด อามันนั่งอยู่นั่นแน่ะ ในบรรยากาศเยือกเย็นรายรอบตัว ยิ่งดูก็ยิ่งเหมือนอีแร้งแก่ ๆ ไม่มีผิด เมื่อแกถามมันว่า 

ได้สูจิบัตรหรือยัง มันเฉย ดังนั้น ในระหว่างการแสดง แกจะด่าแม่มันบ้างก็ได้ หงายส้นเท้าให้มันบ้างก็ได้ ... แกจะเชือดเฉือนมันเล่นบ้างก็ได้ด้วยคำถามทำนองว่า ตัวมันนั้นเป็นตัวผู้หรือตัวเมียหรือกระเทย (ท้ายประโยคควรจะใส่คำว่า ขอรับ ด้วยหรือเปล่า) และไหนลองถามมันซิถึงสถานภาพทางการสมรสของมันอาชีพของมันรายได้แต่ละเดือนของมัน ฯลฯ 

ใครเคยอ่าน เงาสีขาว อาจรู้สึกต่างจากฉันบ้างไปตามสัดส่วนรสนิยม แต่เชื่อแน่ว่า เราอาจรู้สึกไม่ต่างกันตรงที่ แดนอรัญเขียนเงาสีขาวขึ้นราวกับเขากำลัง “สุมสุนทรียภาพ” เพื่อให้มันสำแดงตัวตนออกมาชัดเจนที่สุดเท่าที่มนุษย์จะทำได้ เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องของภาษาอันถือเป็นองค์ประกอบหนึ่งของการประพันธ์เท่านั้น หากแต่เป็นความพรั่งพร้อมในแง่ของศิลปะ ซึ่งไม่ใช่ติดอยู่กับแง่ของเรื่องจริงหรือเรื่องแต่ง แม้นว่าเขาจะใช้วิธีการเล่าผ่านกระแสสำนึกของตัวละคร ใช้สรรพนามบุรุษที่ 1 “ฉัน” ทำราวกับว่ากำลังเขียนอัตชีวประวัติของตัวเองอย่างนั้นแหละ และในบางบทเขาใช้สรรพนามบุรุษที่ 2 “แก” ก็ตามที

การเล่าผ่านกระแสสำนึกนี้มีหลายวิธี เช่น กระแสสำนึกที่ถูกกระตุ้นเมื่อได้เห็นวัตถุในความทรงจำ หรือเล่าโดยไม่ได้ผ่านวัตถุใด ๆ หรือปล่อยให้รินออกมาเป็นสายน้ำ เมื่อนึกถึงตัวเองแล้วย่อมไปเกี่ยวพันกับชีวิตอื่น เหตุการณ์ที่จมอยู่ก็ลอยขึ้นมา ลอยขึ้นมา โดยปกติมันจะมีจังหวะจะโคนของมันเอง แต่สำหรับ แดนอรัญ เขาเล่ามันออกมาโดยที่ไร้ตัวกระตุ้นในเชิงรูปธรรม ราวกับคำสารภาพของปีศาจซึ่งแม้นจะสารภาพผิดมันก็ยังอดร่ายมนตราไม่ได้ แม้นในวาระสุดท้ายของมันก็ตาม เด็ดขาดเลยไหมล่ะ

ท่านผู้อ่านที่นับถือทุกท่าน หากอ่านมาถึงตอนนี้ และยิ่งหากใครได้อ่าน เงาสีขาว เสียแล้ว อาจกำลังหัวเราะหึ ๆ และอาจจับรู้สึกได้ว่า ฉันกำลังตกเป็นทาสผู้ซื่อสัตย์ของ เงาสีขาว เสียแล้ว ก็จะอะไรล่ะ ถ้าไม่ใช่ทาสทางภาษา ดูซี ภาษาของฉัน ล้วนแล้วแต่หยิบยืมมาจากเขาแทบทั้งนั้น ไม่เฉพาะคำหยาบ คำสบถ แดกดันเท่านั้น (คำสบถหยาบคายเป็นไวรัสชนิดที่ไม่ทำให้คนตายอย่างเฉียบพลัน แต่มันจะทำให้เรากลับไปเป็นสุภาพชนดังเดิมไม่ได้ บางทีก็จำแลงเป็นยาเสพติดที่เสพวันละนิดติดไปชั่วลูกชั่วหลาน) 

หากแต่เป็นสำนวนโวหารอันคมคาย ให้ภาพพจน์ชัดเจนโจ่งแจ้งเสียจนความชั่วช้าสามานย์ทั้งหลายแหล่ ความรักลุ่มหลงทั้งหลายแหล่กำลังดิ้นเร่าอยู่ตรงหน้า กระทั่งเราผู้อ่านต้องเบือนหน้าหนี ขอยกตัวอย่างสักนิดหน่อย

ฉันผู้เป็นกวีชั้นสวะผู้มีความจริงใจต่อตนเองสูงและเป็นผู้เชี่ยวชาญโยนีกสิณ 

หรือในตอนที่ “แก” เพิ่งพรากพรหมจรรย์ของเด็กสาวข้างบ้าน ที่พี่ชายของหล่อนเคยเป็นผู้อุปการะแกในช่วงหนึ่งที่แกเรียนมัธยม ใช่..เขามีบุญคุณกับแก แต่สิ่งที่แกกระทำลงไปนั้นมิใช่เพราะความรักฉันท์หนุ่มสาว หากแต่เป็นเพียงความหื่นระห่ำในมังสาเท่านั้น แกไม่ได้รักนาตยา ผู้หญิงคนนั้น และเมื่อแกได้สังวาสกับเธอแล้ว (แม้เขาจะบรรยายฉากสังวาสอย่างงดงามเพียงไรก็ตาม) แกเขียนไว้ในหน้า 210 ว่า

แกเป็นหนอนที่เจาะไชผลไม้หวงห้ามได้สำเร็จแล้วเป็นแมลงที่ขยี้ดอกไม้ศักดิ์สิทธิ์ได้สำเร็จแล้ว แกยังแทบจะไม่รู้เสียด้วยซ้ำไปว่านับจากคืนนั้นเองหล่อนตกอยู่ในอำนาจของแกอย่างสิ้นเชิง และเมื่อแกได้รับรู้ถึงข้อเท็จจริงนี้เข้าในเวลาต่อมาแกก็แทบไม่อยากจะเชื่อว่าจากเด็กสาวผู้ลึกลับและวางตัวสูงด้วยความยะโสประดุจนกยูง หล่อนกลับกลายเป็นสุนัขที่ซื่อสัตย์ไปได้อย่างไร 

ฉันยกตัวอย่างมาน้อยนิดเมื่อเทียบกับความมหาศาลของมัน เพราะตระหนักดีว่า หนังสือทุกเล่มมีราคาขายแปะอยู่ไม่ส่วนใดก็ส่วนหนึ่ง แต่หากมันจะมีราคาค่างวดหนักหนา มันจะทำให้เรารู้สึกราวกับว่าราคาของมันดันมาแปะอยู่บนหน้าผากของเรา ฉะนั้นสำนักพิมพ์ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่นักบุญใจเพชร และหนังสือไม่ใช่เป็นการพิมพ์เพื่อเป็นวิทยาทาน ฉันควรรู้จักมารยาทเสียบ้าง หากว่าจะนำเอาส่วนใดส่วนหนึ่งของหนังสือในนามของสินค้ามาแผ่หลาในเนื้อที่ต่าง ๆ 

ทิ้งท้ายบทความตอนนี้ไว้ด้วยคำจั่วหัวเล็ก ๆ น้อย ๆ ว่า

แดนอรัญ เป็นนักเขียนที่โดยใช้ภาพของความชั่วช้าสามานย์บรรดามีเพื่อถ่ายทอดและบรรยายแง่มุมของศีลธรรมออกมาอย่างกล้าหาญ 

และหากจะกล่าวว่า เงาสีขาว เป็นการฆาตกรรมความดีงามอย่างเลือดเย็นที่สุด

คงไม่ผิด และฉันก็พอขอหยิบยืมหลักการของนักคิดมาอ้างอิงให้เป็นเหตุเป็นผลได้ ให้ตายเถอะ... มันมาอีกแล้ว ไอ้เจ้าเงาสีขาว ฉันสัญญาว่าจะไม่อ่านมันซ้ำเป็นรอบที่สอง มันทำราวกับขู่ตะคอกฉันให้พูดจาภาษาเดียวกับมันอย่างนั้นแหละ 

อา..

แดนอรัญ แสงทอง ปีศาจร้ายผู้ฟุ่มเฟือยโวหาร ผู้ประณีตกับความสามานย์ บัดซบ นักเขียนผู้สามารถเป็นเอกบรมเอกอุโฆษที่ชำแหละความนับถือตัวเองของผู้อ่านออกมาเป็นกลิ่นสุดโสมม

เขาจงใจสุดพลังความสามารถอีกเช่นกันที่จะสร้างเรื่องราวอันอัปลักษณ์เพื่อเทิดทูนบูชาความดีงามที่พวกเราเคร่งครัด เขาเป็นมนุษย์ที่ล่อลวงให้ศตวรรษที่ 20 ต้องละล้าละลังและขมขื่น ไม่แน่ว่า หากพระเยซูหรือพระพุทธเจ้าต้องลอบถอนหายใจเมื่อได้อ่าน เงาสีขาว เล่มนี้

หน้า 606 เขาเขียนไว้ว่า ฉันเป็นพจนานุกรมแห่งคำสบถ ซึ่งก็เป็นจริงตามนั้นแหละ 

ถ้อยคำใหญ่โตโก้หรูบรรดามีถูกนำมาใช้ให้กระจอกงอกง่อยด้วยอารมณ์ชั่ววูบของเขาจนแทบสิ้นเนื้อประดาตัว แต่ฉันไม่เป็นพวกนิยมคำสบถจึงรู้สึกได้ถึงอาการของคนที่เรียกรู้มามากแต่ใช้ความรู้ที่มีอย่างฟุ่มเฟื่อยเรื่อยเจื้อย 


หนำซ้ำตอนจบเรื่อง เขาก็ทำราวกับเป็นปีศาจวิปริตตนหนึ่ง ที่ถูกศีลธรรมซึ่งซ่อนอยู่ในตัวมันเล่นงานอย่างหนักจนกระอักโลหิตปางตาย แล้วยังมีหน้าร้องหาความตายราวกับนักบุญผู้ไขว่คว้านิพพานอย่างสิ้นหวัง 


นี่คือบางส่วนของ เงาสีขาว ในแง่มุมที่เกือบจะเรียกได้ว่ากระจัดกระจาย และหากจะกล่าวถึงทัศนะเชิงสุนทรียภาพซึ่งจะเขียนเป็นตอนจบนั้น ไม่ใช่จะเขียนขึ้นเพื่อยกย่องสรรเสริญนักเขียนแต่อย่างใด แต่มันเป็นเพราะฉันรู้สึกเช่นนั้นอย่างแท้จริง แม้ในขณะที่ความงามกำลังระเหยกลายเป็นไอ ความถ่อยต่ำทรามก็ยังคุกรุ่นอยู่ในใจฉันอย่างหักห้ามไม่ได้เลย.


.............................................................................................................
การระเหิดขึ้นของเงาสีขาว
26 ธันวาคม, 2008 - 00:00 | โดย bookgarden

น้ำเน่าในคลองต่อให้เน่าเหม็นปานใดย่อมระเหยกลายเป็นไออยู่นั่นเอง แต่การระเหิด ไม่ได้เกิดขึ้นเหมือนกับการระเหย 
 
ระเหย คือ การกลายเป็นไอ จากสถานภาพของของเหลวเปลี่ยนสถานภาพกลายเป็นก๊าซ

ระเหิด คือ การเปลี่ยนสถานภาพเป็นก๊าซโดยตรงจากของแข็งเป็นก๊าซ โดยไม่ต้องพักเปลี่ยนเป็นสถานภาพของเหลวก่อน ต่างจากการระเหย แต่เหมือนตรงที่ทั้งสองกระบวนการมีปลายทางอยู่ที่สถานภาพของก๊าซ

สอดคล้องกับความน่าเกลียดที่ระเหิดกลายเป็นไอแห่งความงามได้

ฉันเป็นคนประเภทงมงายในวรรณกรรมอย่างฉุดไม่อยู่ ไร้สติ และคลุ้มคลั่ง อย่างที่บอก ถ้าฉันไม่ได้อ่านอสรพิษ หรือ เจ้าการะเกด ฉันมีอันต้องสาปส่ง แดนอรัญ แสงทอง ไปจากรสนิยมของตัวเองเป็นแน่ 

แต่อย่างน้อยฉันต้องสำนึกในบุญคุณของ เงาสีขาว ของ แดนอรัญ แสงสอง เนื่องจากทำให้ฉันหวนนึกถึง เจมส์ จอยซ์ ในคนสำเริงคืนสำราญ (แม้นสำนวนแปลจะประดักประเดิดไปบ้างก็เถอะ) นักเขียนผู้สร้างศตวรรษแห่งวรรณคดีขึ้นใหม่ด้วยเสียงหัวเราะอย่างแสนสุภาพ มันทำให้ฉันรักเจมส์ จอยซ์ และจงใจปวารณาตัวปฏิเสธงานศิลปะที่พยายามจะสร้างนิยามของสุนทรียภาพด้วยมุมมอง ด้วยทัศนะคติเชิงปฏิปักษ์ ด้วยมุมมองที่พยายามจะสำแดงความอุจาด ความโสมม เล่นแร่แปรธาตุให้ลุกโพลงขึ้นด้วยแสงสีแห่งสุนทรียภาพ ฉันจะไม่อ่านหนังสือแนวนี้อีก จนกว่าความคิดของฉันจะเปลี่ยนไปจากตอนนี้ และนอกเสียจากความอ่อนแอในฐานะผู้อ่านวรรณกรรมจะพัฒนาขึ้นได้

แม้นว่าการปฏิเสธ เงาสีขาว เป็นเพียงทัศนะคติส่วนบุคคล 

หากแต่ในมุมมองของสุนทรียศาสตร์นั้นได้คำอธิบายถึงความงามในความน่าเกลียดได้อย่างซับซ้อนอลังการ ไม่ว่าจะเป็นการเปรียบเทียบระหว่างความน่าเกลียดกับความไร้ประโยชน์ ความงามและความน่าเกลียดเป็นคุณค่าเชิงบวกหรือเชิงลบ และอีกหลายข้อเปรียบเทียบซึ่งผ่านการถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างละเอียดลออมาเนิ่นนานแล้ว โดยเฉพาะเมื่อยิ่งนำความงาม และความน่าเกลียด ไปพ่วงเข้ากับศีลธรรม มันยิ่งยุ่งยาก ทฤษฎีตะวันตกเหล่านี้มีประวัติศาสตร์ของมัน และควรศึกษาโดยไม่ด่วนสรุป แต่ฉันจะเลือกหยิบแง่มุมจำเพาะเพื่ออธิบายว่า ความน่าเกลียดในเงาสีขาวจะเหิดไปเป็นความงามได้อย่างไร 

แม้ตระหนักว่า ความงามเป็นเรื่องของความพึงพอใจและความน่าเกลียดเป็นเรื่องของความเจ็บปวด ซึ่งความเจ็บปวดของมนุษย์มักจะเชื่อมต่อเข้ากับต่อมศีลธรรมอยู่เสมอ โดยเฉพาะความเจ็บปวดที่แสดงออกในนวนิยาย เงาสีขาว ของ แดนอรัญ แสงทอง เล่มนี้ และความเข้มข้นของศีลธรรมจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับผู้อ่าน ยิ่งผู้อ่านยึดถือศีลธรรมมากเท่าไหร่ ปรากฏของสุนทรียภาพอาจยิ่งลางเลือน 

เหตุใดฉันจึงกล่าวว่า เงาสีขาว เป็นการแสดงลักษณาการของความน่าเกลียด 

ใครที่อ่านเงาสีขาวคงตอบได้ เนื่องจากมันเป็นเรื่องราวโศกนาฏกรรมของชายผู้หนึ่ง ชายโฉดชั่วที่ถือสถานภาพผู้ทำลาย เขาผู้พรากสาวพรหมจรรย์ไปจากความงดงามหอมหวานของชีวิต เคยบังคับให้เธอไปทำแท้งจนป่วยเรื้อรัง สุดท้ายเธอก็ตายลง ไม่เท่านั้นเขายังอกตัญญู เขาหื่นกระหายจะสังวาสกับสตรีเพศ ระห่ำกับชีวิตของตนเองและผู้อื่น เขาเกือบได้ชื่อว่าเป็นอาชญากร เป็นอาชญากรผู้สำนึกผิดและเรียกหาความตาย ขณะเดียวกันเขาได้สารภาพผิดด้วยสำนึกหมายจะลงทัณฑ์ตัวเอง และความเจ็บปวดจากการสำนึกผิดเหล่านั้นกำลังรุมเร้าจนกระทั่งเขาไม่อาจทนทานกับลมหายใจแห่งชีวิตต่อไปได้ 

พฤติกรรมไม่เกรงกลัวบาปของตัวละครในเรื่อง ถือเป็นความน่าเกลียด

การสำนึกผิดของเขาด้วยการปรารถนาความตายอย่างอนาถา ถือเป็นโศกนาฏกรรม 

ฉันจะหยิบเอาบางส่วนของ เงาสีขาว ที่มันแสดงออกถึงความเจ็บปวด ซึ่งผูกโยงอยู่กับศีลธรรม

ในตอน เพลงศพ ซึ่งเป็นตอนแรกของเรื่อง (หน้า 35) ตอนที่ “ฉัน” ได้ตัดสินใจแล้วว่าจะจบชีวิตตัวเอง

ฉันตัดสินใจแล้วกัง กังสดาล ฉันพูดกับเธอในฐานะที่ฉันเป็นคนตาย ฉันจัดงานศพของฉันเงียบ ๆ ง่าย ๆ ไม่มีพิธีรีตอง ฉันตายเงียบ ๆ ง่าย ๆ ไม่มีพิธีรีตอง มีคนมาในงานศพของฉันเพียงไม่กี่คน เธอเป็นคนหนึ่งในจำนวนนั้น เป็นงานศพที่มีบรรยากาศอ้างว้าง ไม่มีพิธีกรรมทางศาสนา ฉันไม่ควรนอนกับยายขวัญ ฉันรู้ แต่ฉันอยาก ฉันรู้ว่าถ้านอนกับหล่อนแล้วฉันจะเศร้า ฟุ้งซ่าน วิตกกังวล ละอาย ละอายเพราะฉันหลอกลวงหล่อนเพราะฉันไม่ใช่ผู้ชายที่มีค่ามากพอที่หล่อนจะนอนด้วย ละอายเพราะฉันหลอกลวงหล่อน ละอายเพราะจริง ๆ แล้วฉันไม่ได้รักหล่อน แต่ทำราวกับรักหล่อน และเป็นคนดีมากพอที่หล่อนจะยอมนอนด้วยได้ 

...หน้า 37 ฉันนอนกับยายขวัญทั้งที่อิตถีเพิ่งตายไปไม่นาน เธอคงอยากรู้รายละเอียดเกี่ยวกับการฆ่าตัวตายของอิตถี ภูวดล ... หน้า 39 หล่อนไม่รู้เลยว่าฉันเสื่อมโทรมปานใดเน่าเฟะปานใดทุกข์ทรมานปานใดกักขฬะปานใด หล่อนคิดแต่เพียงว่าฉันเป็นคนแปลก ๆ ที่มีสุขภาพจิตดีเป็นพิเศษ โง่บัดซบ ผู้หญิงเป็นเพศที่ยิ่งใหญ่และโง่บัดซบ 

นี่เป็นเพียงส่วนเสี้ยวเดียวของความเจ็บปวด ยังมีสิ่งที่เขากระทำอย่างสามานย์กับนาตยา เด็กสาวที่เขาย่ำยีพรหมจรรย์ของเธอแล้วก็เบื่อหน่ายเธอ ขู่เข็ญเธอให้ไปทำแท้ง เมื่อเขาหนีจากเธอได้สำเร็จ และขณะที่เธอกำลังจะลืมเลือนความเจ็บปวดนี้ได้ เขากลับเขียนจดหมายไปหาเธอ เมื่อเธอตอบมาเล่าถึงอาการเจ็บป่วยเรื้อรังอันเกิดจากการทำแท้งคราวนั้น และนัดหมายจะไปพบเขาเป็นครั้งสุดท้ายเพื่อจะตายไปอย่างสุขสงบ เขากลับปฏิเสธ หน้า 163 เขียนไว้ว่า

จดหมายฉบับท้าย ๆ ของเธอเต็มไปด้วยถ้อยคำที่หนักอึ้ง เปียกชื้นด้วยเสียงคร่ำครวญและความวิโยค เธอเขียนจดหมายมาจากบ้านเกิดของเธอ เมืองใหญ่เมืองหนึ่งของภาคใต้ ขณะที่ฉันอ่านมันอยู่ที่ห้องพักในกรุงเทพฯ เธอวิงวอนและขอร้องที่จะได้พบกับฉันเป็นครั้งสุดท้าย อีเดียท มันฟังเสแสร้งเหมือนถ้อยคำที่หล่นจากปากของนางละคร นั่นอาจเป็นเพราะว่าเธอกำลังจะตายจริง ๆ ก็ได้ ฉันอ่านมันไปสาปแช่งมันไป โกรธเกรี้ยวและหวาดแสยง และด้วยความกักขฬะอย่างสัตว์ ฉันเอาไฟจากปลายบุหรี่จี้ลงไปบนบรรทัดที่ฉันอ่านไปแล้ว ... 

หรือในตอนที่นาตยารู้ตัวว่าตั้งท้องและเขาไม่แยแส ไม่แม้จะกล้าคิดว่าเด็กในท้องเป็นสิ่งมีชีวิต หน้า 292 

นิสัยประหลาดอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นในช่วงนั้นก็คือหล่อนเอาดินน้ำมันมาจากไหนก็ไม่รู้มาถือไว้ในกำมือแทบตลอดเวลาและบีบมันเล่นอยู่อย่างนั้นราวกับว่านั่นคือหัวใจของหล่อนเอง 

นี่เป็นเพียงเสี้ยวเศษของความเจ็บปวดที่เขาได้กระทำกับนาตยา ยังมีหญิงสาวคนอื่นที่เขาไม่บันยะบันยังที่จะกระทำอย่างสามานย์ เป็นเพียงเสี้ยวเดียวจริง ๆ เพราะแม้กระทั่งตอนที่นาตยาใกล้ตายเต็มที่แล้ว เขียนจดหมายบอกเขาว่า ต้องการจะใช้ชีวิตร่วมกันอีกสักครั้ง ด้วยเงินเก็บที่มากที่สุดในชีวิต เขายังอุตส่าห์คิดกับคำร้องขอของนาตยาได้ว่า (หน้า 428) 

เมื่อพ่ายแพ้หล่อนควรจะยอมรับในความพ่ายแพ้เสียแต่โดยดีสิและน่าจะมีจิตใจสูงส่งพอที่จะรู้ว่ามันเป็นการกระทำที่น่าเหยียดหยามถ้าหากว่าหล่อนจะร้องอุทธรณ์ แต่นี่หล่อนกลับติดตามมาหาแกเหมือนวิญญาณพยาบาทและพยายามจะฉุดดึงแกให้จมลงไปสู่ปลักแห่งหายนะเช่นเดียวกันหล่อนด้วย (เขาเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย และมีแฟนสาวคนใหม่แล้วล่ะตอนนั้น) เงินจำนวนมากที่สุดในชีวิตหล่อนที่เคยมี เท่าไหร่แน่ กี่พันบาท ถึงหมื่นบาทไหม ... อย่างดีที่สุดก็ไม่เกินสามเดือนหรือสี่เดือนด้วยเอ้าที่เงินของหล่อนจะหมดลง ... นี่หล่อนคิดจะให้แกไปปรนนิบัติรับใช้หล่อนในยามเจ็บไข้ได้ป่วยอย่างนั้นหรือถึงได้ถ่อสังขารขึ้นมาจนถึงกรุงเทพฯ ... หรือว่าหล่อนตามขึ้นมา “ส่งส่วย” คือต้องการให้แกนอนกับหล่นอีกเพราะยังอาลัยอาวรณ์อยู่ในรสสวาท โอ ไม่ล่ะครับ ขอบคุณมาก ไม่ คือ ผมอิ่มแล้วครับ จะให้แกนอนกับหล่อนได้อย่างไร ป่านนี้มดลูกของหล่อนไม่เน่าเฟอะหมดแล้วหรือ ... 

นี่เป็นเพียงเสี้ยวส่วนเดียวเท่านั้น ที่เป็นความน่าเกลียดอันปวดร้าวในเงาสีขาว ยังมีความน่าเกลียดที่แสดงออกอย่างดื้อด้าน รุนแรงอีกหลายอย่าง ยกตัวอย่างในหน้า 627 ที่เขาแสดงทัศนะเกี่ยวกับบาปบุญคุณโทษทั้งหลายแหล่

พวกคนมีศาสนาทั้งหลายต่างภูมิใจเหลือเกินว่าศาสนาของตนมีส่วนในการค้ำจุนโลกและนำสันติสุขมาสู่มนุษย์ ไม่จริง ที่มนุษย์ไม่กล้าทำอะไรเลว ๆ นั่นก็เพราะว่าเขากลัวกฎหมายต่างหาก ไม่ใช่เพราะมโนธรรมของเขา คุกและการยิงเป้าเป็นแส้ที่ดีสำหรับมนุษย์ มนุษย์เป็นสัตว์ที่ต้องถูกขู่หรือกำหราบด้วยแส้และโซ่ตรวนตลอดกาล นรกเป็นแส้เด็กเล่นและเป็นโซ่ตรวนที่ใช้การไม่ได้ สวรรค์เป็นแต่เพียงขนมหวานที่พยายามเปลี่ยนสูตรบ่อย ๆ เพื่อความทันสมัย 

ฉันยืนยันว่า หากใครได้อ่าน เงาสีขาว สิ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้คือ ความเจ็บปวดรวดร้าวแสนสาหัส จิตวิญญาณของเราเหมือนถูกล้อเล่นอย่างหยาบคาย ความศรัทธาต่อชีวิตของเราจะถูกหัวเราะเยาะด้วยริมฝีปากของคนบาป แต่คำถามก็คือ ทำไมเราจึงพึงพอใจและยกย่องสรรเสริญเรื่องราวที่บรรยายถึงความชั่วช้าสามานย์และความเจ็บปวดทุกข์ทรมานเหล่านี้

ก่อนจะหาคำตอบ เราควรมาดูกันว่า โศกนาฏกรรมในเงาสีขาว ถือกำเนิดขึ้นเพื่อจะเป็นโศกนาฏกรรมสามัญหรือเพื่อสิ่งอื่น

เรื่องโศกนาฏกรรมสามัญ (paradox of tragedy) ทั่วไปล้วนมีเจตนาจะช็อคหรือสร้างความตกอกตกใจต่ออารมณ์เท่านั้น แต่ในเงาสีขาว มันถูกกล่าวถึงเพื่อสิ่งอื่นที่อยู่สูงขึ้นไปจากอารมณ์ดังกล่าว ซึ่งทำให้โศกนาฏกรรมอันปวดร้าวนั้นลอยเหนือไปจากความปวดร้าว ความน่าเกลียดที่มีอยู่

แล้วไอ้สิ่งที่อยู่สูงขึ้นไปจากอารมณ์ช็อคหรือตกอกตกใจนั้นคืออะไร อันนี้เป็นคำถามที่ตั้งหน้าตั้งตารอคำตอบอยู่ในใจผู้อ่านเอง ซึ่งฉันถือว่ามันเป็นกระบวนการทำงานระหว่างสองขั้ว คือจิตสำนึกในด้านดีงามที่มีต่อความชั่ว มันก่อให้เกิดคำถามว่า แท้จริงแล้วเป็นความดีหรือความชั่วกันแน่ที่ติดตัวมนุษย์มาตั้งแต่กำเนิด ความชั่วถูกกระตุ้นได้โดยสัญชาติญาณ หรือถูกกระตุ้นได้โดยปราการของความดีที่สูงส่ง เหล่านี้ล้วนเป็นคำถามที่แตกหน่อขึ้นมาจากโศกนาฏกรรมอันนี้

และเนื่องจากมันได้ก่อให้เกิดความเคลื่อนไหวอย่างรุนแรงต่อมวลค่าทางศีลธรรมที่ได้ปูพื้นฐานไว้ก่อนแล้วในจิตใจมนุษย์ มันก่อให้เกิดความอลหม่านถึงขั้ว ด้วยว่ามันได้พูดถึงประวัติศาสตร์แห่งศีลธรรมอย่างดื้อด้าน อย่างหมิ่นเหม่ และความเคลื่อนไหวรุนแรงนั้นทำให้เราเกิดการจำได้หมายรู้ ติดตราตรึงใจอยู่กับมัน และยังกระตุ้นความสนใจทางด้านสติปัญญาด้วยความคำถามเชิงปรัชญาเกี่ยวกับการถือกำเนิดของความดีและความชั่ว ราวกับมันได้บอกเล่าประวัติศาสตร์แห่งความปวดร้าว ความทุกข์ทรมาน และความสุข จุดนี้เองอาจกล่าวได้ว่า เงาสีขาว เป็นวรรณกรรมที่น่ายกย่องก็เพราะมันระเหิดขึ้นมาจากความน่าเกลียดเพื่อจะจรรโลงใจผู้อ่านด้วยมูลค่าเชิงปฏิปักษ์

หากเราตั้งคำถามว่า เหตุใดแดนอรัญ แสงทอง จึงเลือกวิธีจรรโลงใจด้วยความน่าเกลียด ความปวดร้าวบรรดามีในเงาสีขาวนั้น ทำไมเขาไม่เขียนถึงความดีงาม สวยงามในแบบดั้งเดิม อันแสดงถึงความพึงพอใจแบบสุขนาฏกรรม คำตอบได้ปรากฏอยู่ในเงาสีขาว ราวกับเขาได้สารภาพกับเราไว้ล่วงหน้า ราวกับเขาคาดเดาความแคลงใจของผุ้อ่านไว้ตั้งแต่ต้น มันปรากฏอยู่ในคำพูดแสดงทัศนะของตัวละคร คือ สิงโตเฒ่าอาจารย์ที่เขานับถือ ในหน้า 341 

พูดถึงไมเคิลแองเจลโลว่าเป็นคนที่ไม่ใช่โค่นต้นไม้เพื่อทำเก้าอี้เพียงตัวเดียวหรอก เพราะในความเป็นจริงแล้วเขาทำเก้าอี้ไม่ได้เลยด้วยซ้ำแม้แต่ขาสักข้างหนึ่งของมัน ทั้งหมดเท่าที่เขาทำก็คือการล่ามโซ่ศิลปะและจูงมันไปสู่กรงขังของศีลธรรม

นี่กระมังที่เราจะเรียกได้ว่า เป็นงานสร้างสรรค์ เพราะหากไม่มีความคิดต่างในสิ่งที่มีอยู่แล้ว ความเบื่อหน่าย ความกบฏในหลักการ เราคงรู้จักแต่ศิลปะในยุคคลาสสิค ไม่มีความงามอย่างอื่นอีกแล้วนอกจากสัดส่วนอันงดงาม ที่พระเจ้าประทานให้มนุษย์ และวิชาสุนทรียศาสตร์อาจมีใจความเพียงบรรทัดเดียว

.........................................................

ขอขอบคุณ คุณ bookgarden  

สำหรับบทความวิจารณ์แนะนำหนังสือเล่มนี้  http://www.blogazine.in.th/blogs/bookgarden/post/1549

วันพฤหัสบดีที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2553

เจ้าการะเกด


บทความวิจารณ์ / แนะนำโดย เฟย์ Faylicity
http://www.faylicity.com



เรื่องนี้เริ่มต้นขึ้นในค่ำคืนที่หนาวเฉียบเยียบเย็นของต้นเดือนธันวาคม ปี 2510 คืนหนาวคืนนั้นของแพรกหนามแดง แฝงไปด้วยความขมขื่นของภัยพิบัติจากอุทกภัย ที่ทิ้งความเศร้าหมองสิ้นหวังให้ผู้คนที่นั่น 

ผู้เขียนได้พาคนอ่านกลับไปสู่ยุคสมัยนั้นโดยบอกเล่าถึงเหตุการณ์ในช่วงนั้น เช่น สุรพล สมบัติเจริญยังโด่งดัง มิตร ชัยบัญชาเป็นพระเอกเรื่องแล้วเรื่องเล่า คนอ่านได้ทราบถึงนวนิยายที่ได้รับความนิยม นักมวยที่คนกำลังผูกใจ แต่ผู้เขียนไม่ได้เล่าความแต่อดีตเท่านั้น ยังกล่าวถึงอนาคตที่จะเกิดต่อไปจากคืนนั้น บางคนต้องระเห็จหายจากบ้านช่อง บ้างก็ตายจากไป แต่เรื่องที่จะเกิดขึ้นนี้คือเรื่องในคืนนั้น ในจังหวะเวลาอันไร้เดียงสาที่ไม่มีใครรู้ได้ถึงเหตุการณ์ภายหน้า มีแต่อดีตเท่านั้น กับผู้คนปัจจุบันที่ยังเป็นชีวิตชีวาอยู่ในโลก 

ที่แพรกหนามแดงนั้น เมื่อเสร็จจากงานการในท้องนา พวกผู้ชายก็จะมาชุมนุมกันที่ลานดินใต้ต้นมะขามใหญ่ และคุยจิปาถะ พวกเด็กๆ ตามผู้ใหญ่มาร่วมวงด้วย และพากันเล่นหัวไปตามทางของตน หลวงพ่อเทียนที่เป็นที่เคารพรักของผู้คนที่นี่มาร่วมวงด้วยเสมอ หลวงพ่ออายุเก้าสิบสามปีแล้ว หลวงพ่อเป็นพระที่หนังสือบรรยายไว้ได้น่ารักมาก ท่านเป็นพระที่ไม่สู้สำรวมนัก ออกวิ่งตามคันนาบ่อยๆ เพื่อช่วยเด็กผู้ชายเอาว่าวขึ้น และยังสอนเด็กผู้หญิงจักสานสุดแต่ฝีมือที่ตัวเองจะพอรู้มา หลวงพ่อเทียนชอบฟังรายการวิทยุ โดยเฉพาะเรื่องที่อ่านจากงานวรรณกรรมอย่าง ผู้ชนะสิบทิศ ของยาขอบ หลวงพ่อมีความสุขกับการฟังเพลงไทย เชียร์มวยไทย แต่สิ่งที่ทำให้เด็กๆ แห่งแพรกหนามแดงติดใจท่านมากก็เพราะหลวงพ่อเป็นนักเล่าเรื่องที่มหัศจรรย์นัก 
"นกยูงเป็นอัญมณีแห่งป่าโดยแท้ ถ้าหากป่าคือสรวงสวรรค์ นกยูงก็คือดารานักร้องและนักแสดงแห่งสรวงสวรรค์ ... นกยูงตัวผู้สวยกว่านกยูงตัวเมีย นกยูงตัวผู้จะฟ้องรำแพนหางบนลานดินอวดนางตัวเมีย นั่นเป็นนาฏกรรมสำหรับเทพเจ้าโดยแท้ แต่ก่อนที่จะฟ้อนรำแพนหาง นกยูงตัวผู้ก็จะทำลานดินให้โล่งเตียนเสียก่อน ใช้ลำคออันงอนงามของมันม้วนรัดต้นหญ้าสูงๆ และทึ้งถอนออก ม้วนรัดและทึ้งถอนออก เยี่ยงเดียวกับผู้เชี่ยวชาญนาฏกรรมที่ตรวจตราดูเวทีก่อนทำการแสดง และพรานก็ฆ่ามันโดยดอดเอาไม้รวกผ่าซีกไปปักไว้บนลานดินนั้น และนกยูงตัวผู้ก็เพียรพยายามอยู่นั่นแล้วที่จะทึ้งถอนไม้รวกอันนั้นให้หลุดขึ้นมาจากผืนดินให้จงได้ ใช้ลำคออันงอนงามของมันม้วนรัดและทึ้งถอนออก ม้วนรัดและทึ้งถอนออก และยังคงวิริยะอุตสาหะกระทำการเช่นนั้นอยู่แม้ว่าคอของมันจะมีบาดแผลเหวอะหวะ นาฏกรรมแห่งความรักกลับกลายเป็นนาฏกรรมแห่งความตาย" 

เด็กๆ จำเรื่องที่หลวงพ่อเทียนเล่าให้ฟังได้จนขึ้นใจ แต่ก็ยังอยากฟังอีกบ่อยๆ หลวงพ่อเล่าเรื่องที่มีความอัศจรรย์อยู่ในเรื่องเสมอ เช่นจอมขมังเวทย์ มนต์คาถา เสือสมิง ขุมสมบัติ ในคืนนี้ หลวงพ่อเริ่มต้นเล่าเรื่องต่างๆ นานาอีกครั้ง เป็นเรื่องเล่าจากอดีตสมัยที่ป่าไม้ยังอุดม สัตว์ป่ายังสมบูรณ์ และหลวงพ่อได้ย้อนกลับไปเล่าเรื่องของหลวงพ่อเมื่อยังหนุ่ม ก่อนจะบวช หลวงพ่อเมื่อเป็นฆราวาสชื่อว่าควันเทียน เมื่ออายุยี่สิบปี มีภรรยาชื่อเจ้าการะเกด หญิงสาววัยสิบเจ็ดที่อ่อนหวานช่างฝัน 

เรื่องของเจ้าการะเกดคือเรื่องความรักในวัยเยาว์ ทั้งคู่ต่างมีความฝันจะเริ่มต้นครอบครัว โดยได้หักร้างถางพงมาเป็นผืนดินทำนา แต่แล้วจุดเริ่มต้นแห่งความวิบัติก็บังเกิดขึ้น เมื่อมีเสือตัวหนึ่งลากเอาวัวไปกิน เหตุการณ์นี้กระทบใจหนุ่มควันเทียนอย่างยิ่ง เพราะแม่ของเขาก็ถูกเสือฆ่าตาย ซึ่งเขาได้เป็นพยานเห็นโศกนาฏกรรมนี้ด้วยตนเอง 

หนังสือเล่มนี้อ่านสนุก แต่รสอย่างแรกที่ทำให้อ่านได้จับจิตจับใจอย่างเพลิดเพลินนั้น อยู่ที่ภาษาที่งามงดน่าประทับใจอย่างยิ่ง ภาษาของแดนอรัญสวยอย่างลึกซึ้งนัก การบรรยายบรรยากาศของป่า ของแพรกหนามแดง ของแสงหิ่งห้อยระยิบ ของลมหนาวบาดผิว ของท้องฟ้าหลากสีต่างเวลา ผู้เขียนทำได้หมดจดสวยงาม หนังสือเล่มนี้ทำให้ผู้อ่านต้องตกเป็นเชลยทางตัวอักษรอย่างสิ้นเชิง เพราะภาษาถ้อยความและเนื้อเรื่องดึงดูดใจอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ 

นอกจากความจับใจในภาษาแล้ว เรื่องในนี้ยังมีทั้งอารมณ์ขันที่น่ารัก มีอารมณ์ตื่นเต้นใคร่รู้ และมีความเศร้าโศกเหลือแสน มีทั้งความรักและชัง เศร้าและสุข ใครที่ชอบเรื่องผจญภัยตามแบบล่องไพร หรือเพชรพระอุมา ก็น่าจะอ่านได้สนุก เพราะในเรื่องรวมเอาความลึกลับแสนเสน่ห์ไว้ได้เช่นนั้น 

เนื้อหาส่วนใหญ่ในเล่มเป็นเรื่องเล่าจากหลวงพ่อเทียน ซึ่งเหมาะเจาะกับวิธีการเขียนของแดนอรัญ ที่ไม่ค่อยขึ้นย่อหน้าใหม่ มีแต่ตัวหนังสือเรียงรายยาวเหยียด ทำให้ผู้อ่านเสมือนเป็นผู้ร่วมวงชุมนุมที่ลานดินรอบกองไฟในค่ำคืนเหน็บหนาวเงียบงันนั้น เราได้กลายเป็นผู้ฟังหลวงพ่อเทียนเล่าเรื่อง ซึ่งภาษาของแดนอรัญเป็นมนต์ขลังอย่างใหญ่หลวง ผู้อ่านอาจจะอ่านไปด้วยดวงตาแวววาวอย่างเด็กๆ ที่ฟังอยู่รอบกองไฟนั้น 

การเขียนแบบต่อเนื่องของแดนอรัญเช่นนี้จะน่าอ่านได้ ก็ต่อเมื่อผู้เขียนต้องมีฝีมืออย่างยิ่งที่จะผูกใจคนอ่านไว้กับตัวหนังสือ ซึ่งแดนอรัญเขียนดีได้อย่างนั้น จนการไม่มีย่อหน้าไม่ได้สร้างอุปสรรคแต่อย่างใด หากแต่เป็นเสน่ห์ที่ทำให้เราไม่อยากหยุดอ่าน หากภาษาและการเล่าเรื่องของเขาไม่ดีอย่างเหลือร้ายแล้ว เขาย่อมไม่อาจผูกใจคนอ่านให้ติดตามกับถ้อยความอันเหยียดยาวนี้ได้ แต่แดนอรัญทำให้เราดื่มด่ำในถ้อยคำของเขา การอ่านจึงเป็นเสมือนความรักที่ไถ่ถอนตัวไม่ขึ้น 

แม้ "เจ้าการะเกด" จะเป็นชื่อเรื่อง และชื่อรองบนปกเขียนไว้ว่า "เรื่องรักแต่เมื่อครั้งบรมสมกัปป์" แต่ตัวละครที่มีบทบาทเด่นที่สุดไม่ใช่เจ้าการะเกด แต่เป็นธรรมชาติและป่าในอดีต หากจะจัดเรื่องนี้เป็นเรื่องรักในอดีต ก็เป็นรักของธรรมชาติในสมัยที่ผืนป่ายังไม่ถูกทำลาย 

หากพบหนังสือเล่มนี้ก็อยากให้ลองอ่านดู เนื่องจากเป็นไปได้ว่าเราจะตกอยู่ในอาการอย่างเดียวกัน อันที่จริงแล้ว การเขียนแนะนำถึงหนังสือที่เราชอบอย่างสุดจิตสุดใจนั้นทำได้ยากมาก เนื่องจากแทนที่จะใช้สมองไตร่ตรอง เรากลับใช้แต่หัวใจ และดูเหมือนการใช้เหตุผลใดๆ จะหยุดทำงานอย่างสิ้นเชิง เวลาเขียนแนะนำเรื่องแนวนี้จึงมีแต่ข้อความที่แปลได้เพียงคำเดียวว่า อยากแนะนำให้อ่านจริงๆ แต่บทแนะนำนั้นจะเขียนได้ไม่น่าอ่านเอาอย่างยิ่ง ผู้แนะนำสังเกตตัวเองมาเป็นหลายหนแล้วว่า เรื่องที่รักที่สุดนั้น กลับเขียนแนะนำได้ไม่เป็นภาษาคนเอาเสียเลย 

เจ้าการะเกดเป็นหนังสือดีที่รักเล่มหนึ่งที่อยากแนะนำอย่างยิ่งเช่นนั้น หากเมื่อได้อ่านคำแนะนำนี้แล้วจะไม่เห็นเนื้อหาสาระอ้นใด นั่นก็เป็นเพราะความรักทำให้เรามืดบอดไปเสียแล้ว และหากจะกล่าวคำใดที่จะฟังรู้เรื่องราวแม้แต่คำเดียว คำนั้นก็อยากจะบอกคุณว่าให้ลองอ่านหนังสือเล่มนี้ดู แม้ว่าคุณอาจจะไม่ได้ชอบได้รักอย่างที่ผู้แนะนำรัก แต่หนังสือเล่มนี้ก็พิเศษและไม่น่ามองผ่านไปด้วยประการใดๆ 

ดังที่หลวงพ่อเทียนเล่าว่านกยูงเป็นอัญมณีแห่งป่า การเขียนในเล่มของแดนอรัญเป็นอัญมณีแห่งภาษา 
 
เกี่ยวกับผู้เขียน แดนอรัญ แสงทอง นามปากกาของ เสน่ห์ สังข์สุข เกิดที่เพชรบุรี สำเร็จการศึกษาทางวรรณคดีต่างประเทศจากม.ศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร เป็นนักเขียน นักแปล กวี และเจ้าของสำนักพิมพ์ปาปิรัส, อรุโณทัย ผลงานเขียนเรื่องแรกคือเรื่องสั้น "เพลงศพ" พิมพ์ในสยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ ผลงานเรื่องสั้น "ทุ่งร้าง" ได้รับรางวัลเรื่องสั้นดีเด่นจาก ฟ้าเมืองทอง 

ผลงานเขียนรวมเล่มคือ ผู้ถูกกระทำ (๒๕๒๘ ในนามปากกา มายา), ยามพราก (๒๕๓๓), เงาสีขาว (๒๕๓๖), อสรพิษ (๒๕๔๕), เพลงรักคนพเนจร (๒๕๔๕), เจ้าการะเกด (๒๕๔๖) เงาสีขาวและอสรพิษได้รับการแปลเป็นภาษาต่างประเทศด้วย นอกจากนั้นยังมีงานแปลที่ใช้นามปากกา มายา เช่น ทุ่งดอกหญ้าถึงดวงดาว ของ ออสการ์ ไวลด์, เมตามอร์ฟอร์ซิส ของคาฟก้า, คนสวน ของ รพินทรนารถ ฐากูร, คนโซ ของ คนุท เฮ็มซุน ใช้นามปากกา เชน จรัสเวียง กับงานแปลเช่น กระแสลมในฤดูใบไม้ผลิ, แล้วดวงตะวันก็ฉายแสง, สวนสวรรค์แห่งความรัก ของเฮ็มมิงเวย์ และ คนจมน้ำตายที่รูปหล่อที่สุดในโลก ของ การ์เซีย มาร์เกซ ปัจจุบันพำนักที่อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี 

เจ้าการะเกด : แดนอรัญ แสงทอง 
ISBN 974-916-22-5-0 แมวคราว ๑๙๗ หน้า ราคา ๑๕๐ บาท 

Copyright © 2003 faylicity.com 

บางค่ำคืนหลังจากฝนตกหรือในขณะที่ฝนสร่างซาเบาบางลงเหลือแต่เพียงอาการพร่างพรำ ป่าทั้งป่ากลายเป็นสีน้ำเงินพร่างพราวระยิบระยับและสว่างไสวราวกับมีงานนักขัตฤกษ์เพราะแสงหิ่งห้อยนับหมื่นนับแสนตัว แสงของหิ่งห้อยมากมายเหลือคณาเยี่ยงนั้นข้าคงไม่มีโอกาสได้เห็นอีกแล้วในชั่วชีวิตนี้ แสงนั้นและการกะพริบพร่างพรายของมันเย้ยแสงจันทร์และแสงดาว แสงนั้นและการกะพริบพร่างพรายของมันทำให้โลกงดงามกว่าสรวงสวรรค์ 
-- แดนอรัญ แสงทอง, เจ้าการะเกด 

หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด ๒๒ ธันวาคม ๒๕๔๖
.................................................................................

ขอขอบคุณ คุณเฟย์ Faylicty

สำหรับบทความวิจารณ์แนะนำหนังสือเล่มนี้ http://www.faylicity.com/book/book1/karaked.html

วันพฤหัสบดีที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2553

อสรพิษ


บทความวิจารณ์ /แนะนำโดย  เฟย์ Faylicity
http://www.faylicity.com

อสรพิษ เป็นเรื่องสั้นความยาว 47 หน้า ที่ปรากฏสู่สาธารณชนครั้งแรกในภาษาที่ไม่ใช่ภาษาไทย แต่เป็นฉบับแปลภาษาฝรั่งเศส และภาษาอังกฤษ ที่ตีพิมพ์เป็นตอนๆ ในบางกอกโพสต์ หลังจากนั้นได้รับการแปลเป็นภาษาอื่นๆ รวม 6 ภาษา 

ผู้เขียนและมาแซล บารังส์ ผู้แปล กล่าวในคำนำหนังสือว่าอสรพิษฉบับภาษาไทยได้รับการปฏิเสธตีพิมพ์ในนิตยสารชั้นนำต่างๆ ในไทยเรื่อยมา จนกระทั่งได้ตีพิมพ์ในไทยในฉบับนี้เป็นครั้งแรก เมื่อได้อ่านเรื่องสั้นนี้แล้วก็ยากจะเชื่อว่านิตยสารไทยหลายฉบับจะเพิกเฉยต่อต้นฉบับเรื่องนี้ นับเป็นเรื่องดีใจและน่าเศร้าพร้อมกันไป น่าดีใจที่มาแซล บารังส์อ่านภาษาไทยออกและได้อ่านอสรพิษ แต่น่าเศร้าที่ผู้มองเห็นคุณค่าเรื่องสั้นชั้นเอกเรื่องนี้กลับเป็นชาวต่างประเทศ ที่ภาษาไทยไม่ใช่ภาษาแม่ แต่เขากลับรู้สึกได้ว่างานเขียนเรื่องนี้เป็นดังเพชรน้ำหนึ่ง และกระตือรือร้นจะนำเสนอต่อชาวโลกในภาษาสากล 

อสรพิษ เป็นเรื่องสั้นที่ดีอย่างเพชรน้ำเอก เนื้อเรื่องนั้นเกี่ยวข้องกับงู ฉากของเรื่องนี้อยู่ที่แพรกหนามแดง เช่นเดียวกับเรื่อง เจ้าการะเกด แต่การจะบอกเล่าเรื่องใดๆ มากไปกว่านี้ จะเป็นการทำลายความสนุกที่ผู้อ่านจะไปค้นพบเองได้ (ซึ่งผู้เล่าเรื่องที่ดีที่สุดคือ แดนอรัญ แสงทอง) แต่สิ่งที่คนอ่านบอกได้ก็คืออยากให้คุณได้ลองอ่านเรื่องนี้ดู เรื่องสั้นๆ เรื่องนี้มีพลังและจับจิตจับใจได้มากนัก เป็นเรื่องสั้นที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งของไทย ที่ภาษาการเขียนงดงาม และมีมนต์ขลังด้วยการเล่าเรื่องตรึงอารมณ์ เมื่อเรื่องได้ดำเนินไปแล้ว แดนอรัญก็ทำให้เรื่องนั้นมีชีวิตชีวา ให้ผู้อ่านได้หัวเราะ ร้องไห้ ตื่นเต้น ระทึกใจ ไปตามแต่ที่เขาจะบันดาลให้เป็นไป แดนอรัญตรึงคนอ่านด้วยอำนาจการเขียนได้อย่างที่เราต้องยอมจำนน 

เรื่องสั้นๆ เรื่องนี้ยังสะท้อนเรื่องราวของมนุษย์ได้อย่างน่าทึ่ง มนุษย์เราจะเป็นเช่นไรหากศิโรราบต่อชะตากรรมด้วยหมดสิ้นความหวัง หนังสือเล่มนี้จัดพิมพ์โดยมีทั้งอสรพิษภาคภาษาไทยและภาษาอังกฤษในเล่มเดียวกัน 

ภาษาของแดนอรัญสวยนักจนการอ่านนี้เป็นประสบการณ์แรกที่ทำให้คนอ่านได้นึกชื่นใจอีกครั้งว่า ภาษาของเรานั้น สวยจนแปลเป็นภาษาไหนๆ ก็จะไม่ได้รสไม่ได้ความรุ่มรวยอย่างภาษาไทยเลย ดูอย่างประโยคแรกในหนังสือที่ว่า "จวนจะเย็นย่ำแล้ว แดดอ่อนรอนแสงลงแล้ว ดวงตะวันเป็นสีแดงแก่ก่ำนุ่มนวลอ่อนโยนลง" ที่แปลได้ว่า "The afternoon was coming to an end. The light was softening, and the dark-red sheen of the sun was fading." แม้ว่าราคาหนังสือ 100 บาทอาจจะแพงสำหรับการอ่านเรื่องสั้นเพียง 47 หน้า แต่ประสบการณ์บางอย่างนั้นประมาณค่าไม่ได้ การอ่านเรื่องสั้นเรื่องนี้ก็เป็นประสบการณ์เช่นนั้นที่ตีราคาค่างวดให้สมคุณค่าไม่ได้เลย 

อสรพิษเป็นเรื่องสั้นที่ดีทั้งภาษาและเนื้อเรื่อง และผู้ที่ได้อ่านอสรพิษ ก็น่าจะพบว่าเรื่องสั้นเรื่องนี้สิงสู่พำนักในตัวเราแล้วอย่างถาวร 
  
อสรพิษ : แดนอรัญ แสงทอง 
ISBN 974-90102-9-9 แมวคราว ๑๒๗ หน้า ราคา ๑๐๐ บาท 

Copyright © 2003 faylicity.com 

เจ้างูยักษ์อยู่ใกล้เขามาก เขาไม่เคยคิดฝันมาก่อนเลยว่าเขาจะได้ใกล้ชิดกับมันมากมายถึงปานนี้ ไม่มีลางบอกเหตุผลอันใดทั้งในความจริงและความฝัน 
-- แดนอรัญ แสงทอง, อสรพิษ 

หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด ๑๖ มกราคม ๒๕๔๗

****************************************
ขอขอบคุณ คุณเฟย์ Faylicty สำหรับบทความวิจารณ์แนะนำหนังสือเล่มนี้  
http://www.faylicity.com/book/book1/venom.html