บล็อกนี้ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องจาก แดนอรัญ แสงทอง

วันศุกร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2553

แฟ้มภาพ แดนอรัญ แสงทอง ในงานแสดงนิทรรศการรางวัลศิลปาธร ประจำปี 2553

ระหว่างวันที่ 30 ก.ค. – 10 ส.ค.53 ณ หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ  ถ.ราชดำเนินกลาง เขตพระนคร กรุงเทพ



เพราะรู้มาว่าทางผู้จัดจะนำผลงานของแดนอรัญ แสงทองที่ได้รับการแปลจากต่างประเทศทั้งหมดมาร่วมจัดแสดงในงานนี้ด้วย

ในฐานะแฟนคลับที่จัดทำบล็อกแดนอรัญ ขอขอบคุณ คุณเวียง-วชิระ บัวสนธ์ ผู้เป็นเจ้าของหนังสือสุดหายากเหล่านี้ไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะครับ ที่ทำให้ผมและคนอื่นๆ ได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด  


นอกจากประทับใจกับหนังสือทั้งฉบับภาษาไทยและภาษาต่างประเทศแล้ว สิ่งที่ชอบเป็นพิเศษอีกคือหนังสือที่ระลึก (เล่มโต), สมุดโน๊ต และสูจิบัตร (ขนาดยาว) ซึ่งล้วนจัดพิมพ์อย่างประณีตบรรจงเหมาะแก่การเก็บสะสมอย่างยิ่ง



ส่วนรายชื่อศิลปินที่ได้รับรางวัลศิลปาธรปี 53 มีดังนี้ครับ 

สาขาทัศนศิลป์ นายนาวิน ลาวัลย์ชัยกุล
สาขาวรรณศิลป์ นายเสน่ห์ สังข์สุข
สาขาดนตรี นายชัยยุทธ โตสง่า
สาขาศิลปะการแสดง นายนิกร แซ่ตั้ง
สาขาภาพยนตร์ นายอาทิตย์ อัสสรัตน์
สาขาสถาปัตยกรรม นางสาวปฐมา หรุ่นรักวิทย์
สาขามัณฑนศิลป์ นายวิฑูรย์ คุณาลังการ
สาขาเรขศิลป์ นายประชา สุวีรานนท์
สาขาการออกแบบ นายวศินบุรี สุพานิชวรภาชน์


ที่มาที่ไป : สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยเล็งเห็นความสำคัญที่ต้องส่งเสริมสนับสนุนศิลปินรุ่นกลางให้ก้าวไปในเส้นทางสายอาชีพได้อย่างมั่นคงและมีกำลังใจในการสร้างสรรค์งานได้อย่างอิสระ จึงได้จัดให้มีการยกย่องให้รางวัลกับศิลปินร่วมสมัยขึ้น ในฐานะเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งศิลปะภายใต้รางวัลที่ชื่อว่า “ศิลปาธร” ซึ่งมาจากคำว่า ศิลปะ + ธร (ธร ที่แปลว่าผู้รักษาไว้, ผู้ทรงไว้)

สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ได้จัดทำโครงการสรรหาศิลปินร่วมสมัยดีเด่นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งในช่วงปี พ.ศ.2547-2550 ได้มีการจัดสรรรางวัล 5 สาขา คือ สาขาทัศนศิลป์ วรรณศิลป์ ดนตรี ศิลปะการแสดง และภาพยนตร์  

ในปี พ.ศ.2551- 2552 ได้เพิ่มอีก 1 สาขา คือการออกแบบเชิงสร้างสรรค์ รวมเป็น 6 สาขา  
และในปี 2553 “ศิลปาธร” ครั้งที่ 7 ได้เพิ่มอีก 3 สาขา คือ สถาปัตยกรรม มัณฑนศิลป์ และเรขศิลป์ รวมเป็น 9 สาขา  


ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้ศิลปินศิลปาธรที่ทุ่มเทชีวิตจิตใจในการสร้างสรรค์งานศิลปะในสาขาต่างๆ มีกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณภาพให้ออกสู่สังคมกันอย่างต่อเนื่อง โดยมีการพัฒนากระบวนการสร้างสรรค์อย่างไม่หยุดนิ่ง อันเป็นประโยชน์ต่อวงการศิลปะของชาติต่อไป


วันพุธที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2553

เตรียมพบกับ อนุสาสนีปาฏิหาริย์ เร็วๆ นี้

อนุสาสนีปาฏิหาริย์ (วิมุตติคีตาหมายเลขหนึ่ง)

แดนอรัญ แสงทอง บรรจงเขียน

สำนักพิมพ์คนสรวล บรรจงพิมพ์



“…ในบรรดานกตีรทัสสีทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นนกตีรทัสสีที่เลิศล้ำที่สุดเพราะพระองค์ได้ทรงบอกกล่าวถึงวิธีการข้ามโอฆสงสารไว้เป็นอเนกปริยาย ทรงบอกกล่าวโดยพิสดารถึงกระแสน้ำ กระแสลม ห้วงวังวน มัจฉาร้าย เกาะแก่ง อสูรแห่งห้วงสมุทร และทรงย้ำเตือนเสมอว่าการบรรลุถึงฝั่งให้จงได้เท่านั้น คือจุดมุ่งหมายหลักของชาวเรือ…”

อนุสาสนีปาฏิหาริย์ (วิมุตติคีตาหมายเลขหนึ่ง) คือผลงานเขียนชิ้นสำคัญอีกครั้งของ แดนอรัญ แสงทอง นักเขียนรางวัลศิลปาธรคนล่าสุด (๒๕๕๓) เป็นการหักเหเข้าสู่โลกุตตรศิลป์ครั้งแรกสุดของเขา ผู้อ่านที่เคยติดตามผลงานของแดนอรัญมาก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็น ผู้ถูกกระทำ (๒๕๒๘), ยามพราก (๒๕๓๔), เงาสีขาว (๒๕๓๖), อสรพิษ (๒๕๔๕), เจ้าการะเกด (๒๕๔๖), ดวงตาที่สาม (๒๕๔๙), มาตานุสติ (๒๕๔๙), ตำนานเสาไห้ (๒๕๕๒), แมวผี (๒๕๕๓) จะต้องแปลกประหลาดใจแน่นอนเมื่อได้อ่านผลงานชิ้นสำคัญนี้

อนุสาสนีปาฏิหาริย์ (วิมุตติคีตาหมายเลขหนึ่ง) เคยตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร สานแสงอรุณ ปีที่ ๑๓ ฉบับที่ ๒ มีนาคม-เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๒ ที่มี ทวีศักดิ์ แก้วเข้ม เป็นบรรณาธิการ และกำลังจะจัดพิมพ์เป็นเล่มโดยสำนักพิมพ์คนสรวล (laughing gardener book house) เร็วๆ นี้ 

อนุสาสนีปาฏิหาริย์ (วิมุตติคีตาหมายเลขหนึ่ง) ใช้ฉากในสมัยพุทธกาล บอกเล่าเรื่องราวของวาสวเนสินหนุ่ม ผู้เที่ยวเสาะแสวงหาความหลุดพ้นด้วยสารพัดวิถี แต่กลับพบเพียงความหมายอันจอมปลอม กระทั่งวันหนึ่ง… วาสวเนสินหนุ่มจึงได้พบวิถีแห่งความหลุดพ้นที่แท้จริง แดนอรัญ แสงทอง ยังคงใช้ภาษาเขียนที่ประณีตบรรจงเช่นเดิม เรื่องราวที่อวลด้วยกระแสธรรมในรูปลักษณ์วรรณกรรม รูปประโยคซ้ำๆ อย่างตั้งใจ อาจทำให้ผู้อ่านดิ่งลึกลงในภวังค์ของสมาธิอย่างไม่รู้ตัว และบางทีอาจประสบภาวะสงบสงัดสักชั่วขณะหนึ่งของดวงจิตที่กำลังเสาะแสวงหาหนทางแห่งความหลุดพ้นที่แท้จริง ดุจเดียวกับวาสวเนสินหนุ่มก็เป็นได้

วาสวเนสินระลึกได้เลือนๆ รางๆ ถึงคำพรรณนาในตำรามหาปุริสลักษณะ ซึ่งเขาเล่าท่องได้เจนใจมาตั้งแต่เขายังอยู่ในวัยหนุ่ม เขาเพ่งมองสมณะรูปงามนั้นด้วยสายตาของสัตว์ที่ถูกกักขังจ้องมองดูผู้ที่จะมาปลดปล่อยตน เขาฉงนฉงายด้วยซ้ำไป ว่าผู้ปลดปล่อยเขานั้น จะใช้วิธีการกับเขาเยี่ยงไร จะกล่าววาจากับเขาด้วยถ้อยคำเช่นใด และด้วยอาการอย่างใด

..................................................................................
หมายเหตุ: สอบรายละเอียดเพิ่มเติมที่ konsuan12@yahoo.com

วันพฤหัสบดีที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ความหมายที่แท้จริงของศิลปิน : แดนอรัญ แสงทอง


จาก หนังสือที่ระลึก รางวัลศิลปาธร 2553 (Silpathorn Awards 2010) (บางส่วน) 

คน “ชั้นแนวหน้า” คนผู้มีความคิดก่อ คิดสร้างสิ่งใหม่สิ่งแปลกไปเรื่อยๆ ก่อนคนอื่น ให้เป็นของยาก ของแรง ของจัด ของยังไม่ถึงยุคถึงสมัย มันยังไกลเวลาอยู่ มันยังไม่จำเป็น มันยังไม่ใช่ของสมเหมาะสมควร ให้ออกมาก่อนคนอื่น โดยผู้คิดนั้น เขาหลงตนเอง ว่าเป็น “นักคิด – นักสร้างสรรค์ ” นักนำหน้า แท้จริงนั้น เขาเป็น นักผลิตความเฟ้อ เพราะ เขาสมมุติสิ่งใหม่ เขาบัญญัติตัวตนอันใหม่ขึ้น ประเดประดังมาให้แก่โลกอีก ให้โลกหลง ให้คนในโลกเพิ่มบัญญัติมาก สมมุติเข้าไปอีก ไม่ว่าจะเป็น “ศิลปิน” แขนงใดก็ตาม จิตรกร ปฏิมากร สถาปัตยกร มัณฑนากร วิภูสนัฏฐานกร กวีกร คีตกร วาทิตกร นาฏกร หรือ นัจจกร ฯลฯ  

ถ้าการคิดสร้าง การประดิษฐ์ใหม่นั้นเน้นไปในทางฟุ้งเฟ้อ สุรุ่ยสุร่าย เปลืองเปล่า เลื่อนลอย ไร้ประโยชน์ ไม่รับใช้เศรษฐกิจปัจจุบัน แต่มากเกินไปด้วย สวยงามไพเราะ หอมหวาน ซาบซ่านใจแบบวัตถุธรรมชัดๆ ก็ดี (กามตัณหา) หรือ เพลิดเพลินใจอยู่ด้วยการเสี่ยงทาย การเดา การคิด การมี แต่ “อัตภาพ” ที่ตนสร้างตนสมมุติยึดไว้แบบอรูปธรรม ก็ดี (ภวตัณหา) ก็เป็นเพียงอารมณ์ประโลม เป็นเพียงปฏิกิริยา ซึ่งไม่ใช่สารัตถะแท้ แถมจะห่างสารัตถะแท้ของประโยชน์ ที่เป็นไปเพื่อความตั้งอยู่แห่งชีวิตจริงๆ มากขึ้นๆ ด้วย “ศิลปิน” นั้นๆ ก็คือ ผู้ทับถมโลกด้วย การก่อ การสร้าง การจูงดึง การโน้มน้าวที่เตลิดเพริศ (กัมมรตา = การงานอันเป็นกิเลส) คือ ผู้มอมเมาปวงชนให้หนักยิ่งขึ้นด้วย “ศิลปะ” ของผู้นั้นเอง ศิลปินผู้นี้ จึงเป็นผู้ลดค่าสัจธรรมในโลก เป็น “นักทำลายเศรษฐกิจ” คนสำคัญที่รู้กันได้ยากอยู่จริงๆ 

หมายเหตุ : คัดจากหนังสือ “ทางเอก” ของท่านพุทธทาสภิกขุ

วันเสาร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

คุยข้ามคืน กับ แดนอรัญ แสงทอง


นักเขียนผู้ถูกประเทศตัวเองทอดทิ้ง (เรื่องจริงอิงนิยาย) แต่ “ขายได้” ในยุโรป

นี่เป็นคำโปรยหน้าปกของหนังสือพ็อตเก็ตบุ๊คที่เกี่ยวกับวรรณกรรมน้องใหม่ล่าสุด Bookmarx ของสำนักพิมพ์ผจญภัย แม้บทสัมภาษณ์นี้จะเคยลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวันเมื่อวันที่ 22 ธ.ค.51 แต่นี่เป็นบทสัมภาษณ์ที่เรียบเรียงใหม่ เข้มข้นและสมบูรณ์กว่า (80 หน้า)  รับบทหนักแกะเทปและเรียบเรียงโดย สุรชัย พิงชัยภูมิ 

ในเล่มนอกจากไฮไลท์บทสัมภาษณ์ของแดนอรัญแล้ว ยังมีเรื่องสั้นไทยและแปลจากนักเขียนใหญ่ อย่างเช่น

เรื่องสั้นไทย
“ชายชรากับนกพิราบ” / เวียง-วชิระ บัวสนธ์
“จากหน้าต่างห้อง 601” / ยรรยง บุญ-หลง
“The Happening : สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เราอธิบาย” / วยากร พึ่งเงิน

เรื่องสั้นแปล
“ความต่อเนื่อง” / ฮูลิโอ คอร์ตาซาร์ - เขียน / จิรวัฒน์ แสงทอง แปล
“ปอก” / ปีเตอร์ แครีย์ – เขียน / กันต์ธร อักษรนำ แปล
 “อาหารครอบครัวมื้อค่ำ” / คาสึโอะ อิชิงุโระ – เขียน / อนุสรณ์ ติปยานนท์ แปล

ทัศนวิจารณ์ “เรื่องเล่าของคนบันทึกเรื่องเล่า” / นพดล ปรางค์ทอง
บทความพิเศษ “โพสต์โมเดิร์นกับประเด็นในการศึกษาวรรณกรรม” / สุรเดช โชติอุดมพันธ์

และเรื่องอื่นๆ อีกจำนวนมาก

วันอังคารที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

แดนอรัญ แสงทองกับผลงานแปลล่าสุดใน “นารีนิยาม” Bookvirus ฟุ้ง 07


เบิกม่านเรื่องสั้นผู้หญิงเกินนิยาม รวม 5 เรื่องสั้นแปลจาก 5 ประเทศ 
ฝรั่งเศส, อิหร่าน, ญี่ปุ่น, บราซิล และหนึ่งในเล่มเรื่อง “จบให้สวย” จากแคนาดาของ มาร์กาเร็ท แอ็ตวูด มี แดนอรัญ ร่วมแปลอยู่ด้วย 

ใครอยากรู้ว่าแดนอรัญมีอารมณ์ขำแค่ไหน ลองอ่าน “จบให้สวย” เรื่องแนวกุ๊กกิ๊กน่ารักแบบฉบับความสุขเลือกได้ที่ตัวเรา จะสนุกแค่ไหนคนอ่านเป็นผู้ตัดสินครับ

หนังสือพิมพ์จำนวนจำกัด มีจำหน่ายเฉพาะที่ร้าน Kinokuniya (สาขาพารากอน / สาขาอิเซตัน) และศูนย์หนังสือจุฬาทุกสาขา

อ่านเพิ่มเติมที่ :
http://ninamori.blogspot.com/2010/07/bookvirus-07.html


หมายเหุต : บุ๊คไวรัส หนังสือในเครือ Filmvirus / Bookvirus เคยตีพิมพ์ผลงานของแดนอรัญ ทั้งที่แปลและเรื่องที่แต่งเอง 

ปี 2547 บุ๊คไวรัส เล่ม 2 (รวมเรื่องสั้นทั้งไทยและต่างประเทศ)

- “ในท่ามกลางแสงแห่งเดือนอันฉายฉาน” (เรื่องสั้นโดย แดนอรัญ แสงทอง)

- “แดนใต้” ของ ฆอร์เฆ้ หลุยส์ บอร์เฆส (แปล)

- “กาลอวสาน” ของ ฆอร์เฆ้ หลุยส์ บอร์เฆส (แปล)

ปี 2552 บุ๊คไวรัส เล่ม 3 กาจับโลง  “เลือดสามหยาด” ของซาเดก เฮดายัต (แปล)

ปี 2553 บุ๊คไวรัส เล่ม 6 “เว็นดิโก้ อสูรไพรทมิฬ” (แปล)

วันจันทร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

"ตำนานเสาไห้" Short Film


เสาไห้ : ตำนานปรัมปรา คารวะแด่ดวงจิตอันสุกสกาวชั่วนิรันดร์

รายการ 10 ปากกาหน้าเลนส์ วรรณกรรมสู่แผ่นฟิล์ม ทางสถานีโทรทัศน์ ทีวีไทย ได้นำผลงานของแดนอรัญ เรื่อง ตำนานเสาไห้ มาทำเป็นหนังสั้น ณ ขณะนี้ทางทีมงานของรายการเพิ่งเสร็จสิ้นการถ่ายทำสัมภาษณ์แดนอรัญในช่วงแรก ส่วนใครจะได้กำกับ และหนังจะออนแอร์วันไหนนั้น ทางบล็อกจะอัพเดตข่าวให้ทราบอีกครั้งครับ

ตำนานเสาไห้ ตีพิมพ์ครั้งแรก ในจุดประกายวรรณกรรม วันที่ 22 ก.ย. 2544

วันเสาร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

“ตำนานเสาไห้” ใน สยามรัฐ


“ต้นธารแห่งแรงบันดาลใจ...ที่ถั่งท้นล้นหลากด้วยพลังอันมหัศจรรย์”  
คือหัวบทวิจารณ์ ตำนานเสาไห้ โดย  สกุล บุญยทัต  คอลัมน์ ปากกาขนนก หน้า 73-74
อ่านเพิ่มเติมที่ สยามรัฐ สัปดาห์วิจารณ์ ฉบับที่ 43 วันศุกร์ที่ 16 – พฤหัส ที่ 22 ก.ค. 53